Origen อาเรอเกิน

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

อาเรอเกิน (Origen 185-254) เกิดจากครอบครัวคริสต์ ได้รับการศึกษาอย่างดีมาแต่เด็ก จบการศึกษาปรัชญามาจากสำนักเพลโทว์ใหม่ของอิมมาเนียส แซกเคิส ที่เอลิกแซนเดรีย สุดท้ายมาต่อที่สำนักปรัชญาคริสต์แห่งเอลิกแซนเดรีย ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการคนที่สามต่อจากเคลเมินท์ ภายหลังไปตั้งสำนักแห่งใหม่ที่ซีเสอเรียในปาเลสไตน์ มีความรู้อย่างดีรอบด้าน นอกจากจะรอบรู้ในเรื่องคริสต์ศาสนาและปรัชญากรีกแล้วยังสามารถสอนตรรกวิทยา คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และธรรมชาติวิทยาด้วย นับว่าเป็นผู้รอบรู้คนหนึ่ง ปัญหาแกนได้แก่ การประนีประนอมศรัทธากับความรู้ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยายามใช้ปรัชญาของเพลโทว์อธิบายคริตศาสนาให้กลมกลืนกับวิชาการต่าง ๆ

ศรัทธากับปรัชญา ศรัทธาเป็นเบื้องต้นของความรู้ ศรัทธาเป็นเรื่องต้องยอมรับโดยไม่มีการพิสูจน์ แต่เป็นพื้นฐานสำหรับพิสูจน์ความรู้อื่นต่อไป ศรัทธาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนเพื่อบรรลุถึงความรอด ผู้มีโอกาสรู้ได้น้อยให้มีศรัทธาก็พอแล้ว แต่ผู้ที่มีโอกาสรู้มากขึ้น ต้องใช้ความสามารถเพื่อเข้าใจศรัทธาด้วยเหตุผล จะได้เป็นคนที่สมบูรณ์มากขึ้นและมีความสุขมากขึ้น รวมความว่า อาเรอเกินเดินตามนโยบายของเคลเมินท์ผู้เป็นอาจารย์ของตนว่า “ฉันเชื่อเพื่อจะเข้าใจ”

พระเป็นเจ้า ชาวคริสต์มีมูลบทจากคัมภีร์ว่า “พระเป็นเจ้าเป็นจิต” นักปรัชญามีหน้าที่ตีความต่อไปว่า จิตได้แก่อะไร ลัทธิสทาอิกถือว่า จิตคือสสารที่ละเอียดอ่อน อาเรอเกินเห็นว่าไม่เข้าท่า สู้ความคิดของเพลโทว์ไม่ได้ว่าจิตตรงข้ามกับสสาร เมื่อตีความได้เหมาะสมเช่นนี้แล้วก็อนุมานต่อไปได้ว่า พระเป็นเจ้าทรงมีชีวิต มีกิจกรรมคิดได้ ปรารถนาได้ อย่างไรก็ตาม เหตุผลพิสูจน์ได้ในระดับเป็นไปได้ (possible) เท่านั้นถ้าจะรู้ให้แน่ต้องใช้ญาณวิเศษซึ่งอาเรอเกินเรียกว่าประสาทพระเป็นเจ้า (divine sense) ผู้ที่จะมีญาณนี้ได้ต้องฝึกฝนตนจนมีความรักพระเป็นเจ้าระดับสูง อาเรอเกินเชื่อว่าตนใช้ทั้งเหตุผลและบรรลุถึงญาณที่เรียกว่าประสาทพระเป็นเจ้าด้วย จึงมั่นใจว่าตนเองมีความรู้ที่ถูกต้องเท่าที่มนุษย์จะรู้ได้ แต่ก็มีทางจะปรับปรุงให้สมบูรณ์ขึ้นต่อไปอีก

การสร้าง การสร้าง (creation) หมายถึงการทำให้มีขึ้นมาจากการไม่มีอะไรเลย เป็นภารกิจของพระวจนะหรือพระบุตร สิ่งสร้างมี 2 ประเภท คือ จิตกับสสาร แต่เดิมพระวจนะทรงสร้างจิตมาในฐานะเสมอกัน มีเจตจำนงเสรีด้วยกันทั้งสิ้นจิตบางดวงทำแต่กรรมดี ไม่มีกรรมเลวเลย ครั้นมีกุศลเพียงพอแล้วก็ได้รับชีวิตพระเป็นเจ้าอย่างถาวรเป็นรางวัลเรียกว่าทูตสวรรค์ (angel) อยู่ในนรก บางดวงทำทั้งกรรมดีและกรรมเลวในอัตราส่วนต่าง ๆ กัน พระเป็นเจ้าจึงทรงสร้างโลกมาให้เป็นสถานที่ใช้กรรมของดวงจิตเหล่านี้ จิตเหล่านี้ต้องจุติมาเกิดในร่างกายเป็นมนุษย์ จิตที่อยู่ในร่างกายเรียกว่าวิญญาณ (soul) วิญญาณดวงใดสร้างบุญกุศลลบล้างกรรมเลวได้หมดสิ้นแล้ว ออกจากร่างเมื่อใดก็จะได้ขึ้นสวรรค์ มีชีวิตพระเป็นเจ้าอย่างถาวรแบบเดียวกับทูตสวรรค์ วิญญาณดวงใดใช้กรรมเลวไม่หมด จะต้องเวียนเกิดในร่างใหม่จนกว่าจะใช้กรรมเลวจนหมดสิ้น จะเกิดมาในฐานะใดแล้วแต่กรรมดีกรรมชั่วที่ตนได้ประกอบไว้ ผู้ใดตลอดชีวิตไม่เคยทำกรรมดีเลยจะต้องตกนรกชั่วคราวเพื่อให้สำนึกตัวแล้วเกิดใหม่ในฐานะต่ำสุด ปิศาจเมื่อรู้สำนึกตนก็จะจุติลงมาเป็นมนุษย์และมีโอกาสขึ้นสวรรค์ในที่สุด เมื่อจิตทุกดวงขึ้นสวรรค์หมดแล้ว เอกภพก็ไม่มีเหตุผลที่จะมีอยู่อีกต่อไป จะสูญหายไปรวมทั้งนรกด้วย

ปรัชญาการศึกษา จุดหมายของการศึกษาก็คืออบรมให้ศิษย์เพียบพร้อมด้วยศรัทธาและคุณธรรมบนพื้นฐานแห่งความรู้ กล่าวคือ รู้จุดหมายและเหตุผลของความประพฤติและศรัทธาของตน ขึ้นต้นต้องวางพื้นฐานให้กว้าง โดยให้เรียนศิลปะศาสตร์เสรีให้ครบถ้วน เพื่อฝึกให้รู้จักคิดให้รอบคอบ ต่อจากนั้นให้เรียนปรัชญาเทียบกันหลายระบบ เพื่อฝึกฝนให้รู้จักวางตัวเป็นกลางในการตัดสินใจเลือก ต่อมาให้เรียนคัมภีร์ไบเบิลเพื่อจะได้เข้าใจคำสอนของศาสนาอย่างลึกซึ้งถึงต้นตอ อาเรอเกินถือว่าผู้ไม่รู้ปรัชญาย่อมจะไม่สามารถมีศรัทธาได้อย่างถูกต้อง

อาเรอเกินเป็นคนใจกว้างในการรับพิจารณาความคิดเห็นจากทุกทางก่อนที่จะตกลงใจเลือกกำหนดความคิดเห็นของตนเอง นอกจากนั้นยังยอมรับว่าต่อไปจะมีผู้คิดได้ดีกว่าตนไปเรื่อย ๆ การถือเอาศรัทธาเป็นมูลบทสำหรับเหตุผลในการศึกษาศาสนศาสตร์ นับเป็นแบบอย่างใช้กันต่อมาอย่างกว้างขวาง การใช้ปรัชญาของเพลโทว์อธิบายคริสตศาสนาเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาคริสตศาสนาเชิงปรัชญาอย่างจริงจัง

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018