Blaise_Pascal

Pascal on religiosity

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ปัสกาล (Blaise Pascal 1623-1662) เป็นตัวแทนของลัทธิเพทนาการนิยม (sentimentalism) มีความเห็นว่าทางที่เราจะเข้าถึงเรื่องเหนือธรรมชาติได้จริง ๆ ก็คือ เพทนาการหรืออายตนะภายใน (sentiment) ซึ่งเป็นประเภทย่อยของอัชฌัตติญาณนิยม (intuition) พูดง่าย ๆ ก็คือ เราต้องรู้ซึ้งด้วยใจของเราเอง เหตุผลช่วยได้แต่เพียงแนะแนวทางเท่านั้น ความรู้เรื่องเหนือธรรมชาติที่ได้มาด้วยเหตุผลเป็นแต่เพียงความรู้ผิวเผิน ไม่รู้จริง ไม่ซาบซึ้ง เพราะเหตุผลมีหน้าที่รู้โลกภายนอก ไม่ใช่รู้โลกภายใน

เหตุผลจึงใช้ได้ดีสำหรับวิชาประเภทคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เท่านั้น ให้สังเกตดูว่าคนที่เกิดศรัทธาต่อศาสนานั้นหาไม่ได้เลยที่เกิดศรัทธาจากเหตุผล แต่ตรงข้ามผู้ที่มีศรัทธาแล้วต่างหากที่มองเห็นเหตุผลสนับสนุนศรัทธาของตนถ้าเช่นนั้นศรัทธาจะเริ่มต้นได้อย่างไร นั่นคือ คนที่ไม่มีศรัทธามาก่อนจะเริ่มมีศรัทธาได้อย่างไร และคนที่มีศรัทธามาโดยพ่อแม่โน้มน้าวใจมาแต่ยังเป็นเด็ก ครั้นโตขึ้นมีเหตุผลของตนเองแล้วยังมีศรัทธาต่อไปด้วยสาเหตุอันใด

ปัสกาลวิเคราะห์ดูจิตใจของมนุษย์อย่างละเอียดสุขุม แล้วแถลงว่าต้นตอของการมีศรัทธาต่อสิ่งเหนือธรรมชาติก็คือ การชั่งดูส่วนได้ส่วนเสีย (wagering) ในส่วนลึกของจิตใจของแต่ละคน คือชั่งน้ำหนักดูว่าการมีศรัทธาต่อสิ่งเหนือธรรมชาติกับไม่มีศรัทธานั้น อย่างไหนจะมีผลดีต่อตัวเองมากกว่ากัน จะปรากฏว่าถ้ามีศรัทธาต่อสิ่งเหนือธรรมชาติแล้วจะมีแต่ทางได้กำไรหรือพอทุน

ที่ว่าจะได้กำไรนั้น หมายความว่า เมื่อเราตายไปเราพบว่ามีสิ่งเหนือธรรมชาติจริง เราก็จะได้สมความตั้งใจที่มีศรัทธา แต่ถ้าตายไปแล้วไม่พบสิ่งเหนือธรรมชาติเราก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร เพราะในโลกนี้เราก็ได้ความสบายใจตอบแทนคุ้มกับที่เราเสียสละไปแล้ว ตรงกันข้ามสำหรับผู้ที่ไม่มีศรัทธาต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ จะมีแต่ทางพอทุนหรือขาดทุนเท่านั้น ที่ว่าพอทุนก็เพราะว่าถ้าตายไปแล้วปรากฏว่าไม่พบสิ่งเหนือธรรมชาติก็ไม่มีอะไรดีกว่าคนมีศรัทธา แม้ในโลกนี้ไม่ต้องเสียสละเพื่อสิ่งเหนือธรรมชาติก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ได้รับความอิ่มอกอิ่มใจซึ่งคนมีศรัทธาได้รับ แต่ถ้าตายไปแล้วพบว่ามีสิ่งเหนือธรรมชาติก็จะขาดทุนอย่างใหญ่หลวงทีเดียว จะเสียดายและจะสายเกินไปที่จะคิดแก้ไขในขณะนั้น

สรุปแล้ว ปัสกาลเห็นว่าการมีศรัทธาไว้ย่อมจะมีโอกาสดีกว่าการไม่มีศรัทธา อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงความรู้สึกและความสำนึกของผู้เริ่มต้นศรัทธา หรือผู้ที่เริ่มวิจารณ์ศรัทธาที่ได้รับมาแต่ยังเป็นเด็ก

ครั้นจับจุดนี้ได้แล้ว ผู้มีศรัทธาจะทุ่มเทจิตใจให้กับศรัทธานั้น ยิ่งทุ่มเทอย่างจริงใจเท่าไรก็จะยิ่งเข้าใจซาบซึ้งถึงสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นมากขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเห็นเหตุผลของข้อเชื่อ แต่เป็นเพราะรู้สึกในใจของตนเอง ยากที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ เป็นความรู้โดยการสัมผัสระหว่างใจกับสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นโดยตรง ปัสกาลยกย่องความรู้ชนิดนี้ว่าเป็นความรู้ที่ประเสริฐกว่าความรู้ด้วยเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น ปัสกาลถือว่าผู้ใดไม่ตัดสินใจยอมรับเชื่อด้วยศรัทธาในตอนชั่งดูส่วนได้ส่วนเสีย จะไม่มีโอกาสเข้าใจสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างซาบซึ้งได้เลย อย่างมากก็เข้าใจได้เพียงผิวเผินตามคำบอกเล่าของคนอื่นซึ่งตนพยายามเข้าใจด้วยเหตุผลเท่านั้น

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018