Patristic Philosophy ปรัชญาปิตาจารย์

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ปรัชญาปิตาจารย์ เป็นส่วนแรกของปรัชญาตะวันตกยุคกลางเกิดขึ้นระหว่างประมาณ ค.ศ. 1-800 (ดู Medieval Western philosophy)
คำว่า “ปิตาจารย์” มาจากศัพท์บาลี ปิตา (พ่อ) + ศัพท์สันสกฤต อาจาระยะ = อาจารย์ หมายความตามรากศัพท์ว่า อาจารย์ที่เป็นพ่อ เป็นศัพท์บัญญัติขึ้นเพื่อใช้แปลศัพท์อังกฤษว่า Father of the Church หรือเรียกสั้นๆ ว่า Father หมายถึงบาทหลวงในคริสตศาสนา ซึ่งชาวไทยคริสต์นิยมเรียกว่า “คุณพ่อ”

“ปรัชญาปิตาจารย์” บัญญัติขึ้นเพื่อแปลศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Patristic Philosophy

คำ Patristic เป็นคุณศัพท์ของคำ Father มาจากภาษาละตินว่า Patristicus ซึ่งแผลงมาจากรากศัพท์ Pater (พหูพจน์ Patres) แปลว่าพ่อ หมายถึงพ่อบังเกิดเกล้าหรือหมายถึงบาทหลวงในคริสตศาสนาก็ได้ ในที่นี้หมายถึงอย่างหลัง รวมความว่าปรัชญาปิตาจารย์แปลว่าปรัชญาของบาทหลวง ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะนักปรัชญาในช่วงที่กำหนดนี้ส่วนมากเป็นนักบวชในคริสตศาสนาหรือบาทหลวงนั่นเอง

การแบ่งปรัชญาปิตาจารย์ แบ่งตามระยะเวลาได้เป็น 8 หัวข้อ ตามลำดับเวลา คือ
1. พระเยซูคริสต์ (Jeus Christ ก.ค.ศ. 4- ค.ศ. 30)
2. ระยะสาวก (apostolic period ค.ศ. 30-100)
3. ระยะปกรณ์ (apologistic period ค.ศ. 100-200)
4. ระยะเพลโทว์ ใหม่ (Neoplatonistic period ค.ศ. 200-350)
5. ระยะรุ่งโรจน์ (flourishing period ค.ศ. 350-450)
6. เซนต์ออเกิสทีน (St. Augustine ค.ศ. 354-430)
7. ระยะเสื่อม (declining period ค.ศ. 450-550)
8. ระยะมืด (dark period ค.ศ. 550-800)

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018