philosophical education, aim of เป้าหมายของการอบรมศึกษา

ผู้แต่ง : ปราโมทย์ หม่อมศิลา
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ปรัชญามีวิธีสอนได้ 3 วิธีคือ สอนแบบตวงข้าวใส่กระสอบ สอนแบบปลูกกล้วยไม้ และสอนแบบปลูกกุหลาบ

1. สอนแบบสุกเอาเผากิน เทียบได้กับการตวงข้าวใส่กระสอบ ผู้ที่เคยเดินผ่านไปแถวโรงสีข้าว คงได้เคยเห็นลูกจ้างตวงข้าวใส่กระสอบ สองคนจับปากกระสอบ อีกคนหนึ่งตักข้าวเปลือกเทใส่ พอเต็มถึงปากกระสอบก็เย็บปากกระสอบแล้วก็ช่วยกันยกขึ้นบ่าพนักงานแบก ซึ่งจะแบกไปขึ้นรถหรือลงเรือแล้วแต่กรณี การทำเช่นนี้ได้ก็เพราะสมมุติว่ากระสอบไม่รั่ว เทข้าวใส่เข้าไปเท่าไรจะค้างอยู่ในกระสอบทั้งหมด จะรั่วไหลออกมาบ้างก็เพียงไม่กี่เม็ด ไม่ต้องเสียดาย
สมองของนักศึกษาเก็บคำสอนได้เหมือนกระสอบข้าวหรือไม่ เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม สำนวนไทยกล่าวเปรียบเทียบไว้น่าฟังว่า “เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา” นั่นยังดี กลัวว่าจะแย่กว่านั้นไปอีกว่า เข้าหูซ้ายเด้งออกหูซ้ายเสียเลย เพราะถ้าทะลุไปถึงหูขวาได้ ก็ต้องมีส่วนตกค้างระหว่างทางพอสมควร แต่ส่วนมากจะเด้งออกทางหูซ้ายเสียมากกว่า จึงเหลือติดค้างน้อยเหลือเกิน

2. สอนแบบตบตา เทียบได้กับการปลูกกล้วยไม้ กล้วยไม้เป็นพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงาม ชวนให้อยากปลูกไว้ดูเล่น ผู้วิจัยเคยซื้อมาหลายกระถางแขวนไว้ข้างบ้าน จนแล้วจนรอดไม่เห็นออกดอกให้ชมสักที ทั้งนี้เพราะกล้วยไม้เป็นของเล่นยาก หากไม่มีเวลาพอและไม่สู้จะสนใจดูแล ปล่อยไว้ตามยถากรรม ไม่ตายทั้งหมดก็บุญแล้ว ถึงคราวจะเลี้ยงฉลองวันเกิดที่บ้าน ถ้าปล่อยให้เพื่อนๆมาเห็นกล้วยไม้ไร้ดอกก็คงรำคาญนัยน์ตา และคงจะดูถูกอยู่ในทีว่าเลี้ยงกล้วยไม้ไม่เป็นจึงไม่ออกดอก มีวิธีลัด คือไปหาซื้อดอกกล้วยไม้ช่องามๆมาจากตลาด ผูกไว้กับต้นกล้วยไม้อย่างแนบเนียน แล้วแขวนไว้สูงๆ รดน้ำให้ชุ่มฉ่ำรอให้เพื่อนมาชมกล้วยไม้ออกดอกสะพรั่งงามตา แต่เจ้าของไม่ภูมิใจเลย เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าดอกเหล่านั้นไม่ใช่ฝีมือ แต่เป็นความสมารถของคนอื่นที่ทำให้มันเป็นดอกขึ้นมา
วิธีสอนแบบนี้ อาจารย์กระบวนทรรศน์ยุคกลางถ่ายทอดความคิดของตนเองให้นักศึกษาบันทึกไว้แล้วจำเอามาคืนให้แก่อาจารย์ในเวลาสอบ อาจารย์คิดอย่างไร นักศึกษาก็ต้องคิดอย่างนั้นจึงจะได้คะแนนดี ใครจำได้ครบถ้วนก็ได้เกรดเอ ใครจำได้น้อยก็ได้ลดหลั่นกันลงไป การบรรยายโดยให้จดเล็คเชอร์กันตามมหาวิทยาลัยมักจะเป็นไปในทำนองนี้ ผู้วิจัยเองเวลาบรรยายไม่ชอบให้นักศึกษาก้มหน้าก้มตาจดกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน รู้สึกว้าเหว่ใจกลัวผีหลอก เพราะรู้สึกราวกับว่าตัวเองพูดอยู่คนเดียวกับหุ่นจำนวนหนึ่ง ไม่รู้สึกว่ามีคู่สนทนาในห้องเรียน เกรดเอที่นักศึกษาทำได้นั้นก็ไม่ให้ความภูมิใจอะไรนัก เพราะเป็นความคิดของอาจารย์ที่เอาไปผูกไว้ในความจำของนักศึกษาชั่ววันสอบ สอบแล้วไม่นานก็จะเหี่ยวแห้งโรยราไป อาจารย์อ่านคำตอบไปได้กลิ่นปากของตนเองไปในสมุดคำตอบนั้น เหมือนดอกกล้วยไม้ที่เอาไปผูกไว้ไม่มีผิด

3. สอนแบบยึดมั่นถือมั่น เทียบได้กับการปลูกกุหลาบ กุหลาบปลูกให้ออกดอกเองได้ไม่ยากนัก เพียงแต่ต้องหมั่นใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ก็จะออกดอกให้ชมเป็นขวัญตา หากไม่ออกดอกเอง จะซื้อดอกกุหลาบมาผูกกับกิ่งไว้อวดเพื่อนก็ไม่อาจทำได้อย่างแนบเนียน เพราะปลูกอยู่กับดิน จะนำไปแขวนไว้สูงๆเพื่อพรางตาอย่างกล้วยไม้ก็ไม่มีใครเขาทำกัน ถ้ากลัวว่าจะอายเพื่อนฝูงก็ต้องหาวิธีให้มันผลิดอกของมันเอง คนปลูกมีหน้าที่รดน้ำใส่ปุ๋ยพรวนดิน ไม่ใช่หาดอกมาติดให้กับมัน จะเห็นได้ว่าสิ่งที่คนปลูกให้ กับดอกที่ผลิตออกมานั้น เป็นคนละสิ่งกัน คนปลูกให้ปุ๋ย ต้นกุหลาบรับเข้าไปย่อยจนเป็นส่วนหนึ่งของมันเอง แล้วผลิตออกมาเป็นดอกอันงดงามหอมหวล เห็นแล้วอดปราบปลื้มใจไม่ได้
ในการสอนแบบนี้อาจารย์กระบวนทรรศน์นวยุคจะไม่มุ่งยัดเยียดเนื้อหาปรัชญาให้แก่นักศึกษา แต่มุ่งกระตุ้นให้นักศึกษาขบคิดจนได้ความเข้าใจเป็นของตนเอง และอาจจะเห็นปัญหาหรือคำตอบใหม่ๆของตนเองขึ้นมาก็ได้ ขอให้ทุกขั้นตอนมีเหตุผลชี้แจงได้ ผู้สอนจะปลาบปลื้มใจเมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ของตนมีความเข้าใจของตนเอง ด้วยความเชื่อมั่นของตนเอง เป็นตัวของตัวเอง ศิษย์คิดเหมือนครูก็ได้ แต่ให้คิดด้วยการเห็นจริงของตนเอง อาจจะคิดเห็นผิดกันหรือแย้งกันก็ได้ ครูย่อมจะดีใจเช่นกัน เพราะทั้งสองอย่างเป็นดอกกุหลาบอันเกิดจากปุ๋ยที่ให้ไปก่อนหน้านั่นเอง

เมื่อทราบวิธีสอนทั้ง 3 วิธีแล้ว คือ สอนด้วยวิธีตวงข้าวใส่กระสอบ สอนด้วยวิธีปลูกกล้วยไม้ และสอนด้วยวิธีปลูกกุหลาบ ดังได้จาระไนมาแล้วข้างต้น เราควรจะศึกษาปรัชญาด้วยวิธีใดกันดีเล่า ผู้วิจัยเองคิดว่า วิธีสอนแบบปลูกกุหลาบควรเป็นวิธีการหลักในระดับปริญญาโทและเอก สอนแบบปลูกกล้วยไม้น่าจะเหมาะสำหรับเป็นวิธีหลักในระดับวิชาเบื้องต้นของทุกวิชา ส่วนวิธีตวงข้าวใส่กระสอบควรใช้ได้บ้างเท่าที่จำเป็น คือ ในเมื่อเป็นสูตรที่คนในวงการปรัชญาต้องรู้ จะไม่เข้าใจหรือเข้าใจได้แค่ไหนก็ให้รับรู้ไปก่อน เป็นต้น
ดังนั้นสำหรับการศึกษาปรัชญาทุกระดับ ควรต้องใช้ทั้ง 3 วิธีควบคู่กันไป มากน้อยกว่ากันตามความเหมาะสมของแต่ละสถานการณ์ คือ บางข้อความต้องยัดเหยียดให้ท่องจำ แม้จะยังไม่เข้าใจชัดเจนนักก็ตาม (ใช้วิธีตวงข้าวใส่กระสอบ) ความคิดเห็นบางอย่างก็ต้องขอร้องให้รับฟังไปก่อน เพราะยังไม่ถึงระดับที่จะเข้าใจจนเห็นชัดและเชื่อตามได้(ใช้วิธีปลูกกล้วยไม้) และส่วนที่ง่ายพอที่จะเข้าใจและมีความคิดเห็นของตนเองได้ ก็อยากคาดคั้นให้มีความคิดเห็นเองให้ได้ แม้ผู้สอนไม่เห็นด้วยก็ไม่น่าจะขัดข้องและไม่ควรคัดค้านให้เสียกำลังใจไปเปล่าๆ แต่ถ้าเป็นระดับสูงขึ้นไปก็ควรมีการถกเถียงกันตามควรแก่ระดับ ดังนั้นนักศึกษาที่ตอบได้คะแนนดีในระดับเบื้องต้นนี้ ก็อย่าเพิ่งทะนงตนว่ารู้ซึ้งแล้ว ที่ทำข้อสอบได้คะแนนระดับเอในชั้นนี้ ถ้าตอบในระดับที่สูงกว่านี้ด้วยคำตอบแบบเดียวกันสำหรับคำถามเดียวกัน ก็อาจจะตกได้ เพราะในระดับสูงขึ้นต้องการเหตุผลที่ลึกซึ้งและกว้างขวางมากขึ้นตามลำดับ

4. สอนแบบพัฒนาคุณภาพชีวิตเทียบได้กับการสร้างศิลปิน ดู philosophical formation

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018