philosophy and the primitive of ปรัชญากับยุคแรก

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ฮายเดกเกอร์ (Martin Heidegger 1889-1976) ได้กล่าวถึง “การตีความหมายของคำ” ไว้ว่า ความหมายตามรากศัพท์ (etymological meaning) เป็นความหมายแท้และดั้งเดิมที่สุดของคำ

ความหมายตามการใช้ที่วิทเกินชทายน์ (Ludwig Wittgenstein 1889-1951) ระบุไว้นั้น หากเป็นการใช้ครั้งแรกก็มักจะมีความหมายตามรากศัพท์ คือเป็นความหมายที่ผู้ใช้คำ ๆ นั้นเป็นครั้งแรกต้องการให้มีความหมาย

คำว่าปรัชญาแปลมาจากคำเดิมภาษากรีกว่า philosophia ซึ่งผู้ใช้ครั้งแรกคือซาเครอทิส ซึ่งต้องการหาคำแยกลักษณะความเป็นครูของตน ให้ต่างออกจากความเป็นครูของชาวซาฟิสท์ โดยที่ชาวซาฟิสท์ได้รับการยกย่องและมีความพอใจด้วยกับคำยกย่องที่ว่าเป็นครูผู้พร้อมด้วยปรีชาญาณ (sophia) ซาเครอทิสไม่ปฏิเสธว่าตนเป็นครู เพราะมีลูกศิษย์ลูกหาเช่นกัน แต่เป็นครูที่มีเพียงความรักปรีชาญาณ (philosophia) คือยังไม่เป็นครูผู้รอบรู้แล้ว แต่เป็นครูที่ยังอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาดอยู่ และเมื่อประคารมกันทีไร ชาวซาฟิสท์ผู้รอบรู้ก็จนแต้มครูผู้เพียงแต่อยากรู้อยู่ร่ำไป กลับพิสูจน์ตัวเองว่ารู้รอบรู้ลึกมากกว่า ผู้รู้จริงต่อ ๆ มาจึงมีความละอายที่จะรับตำแหน่งเป็นซาฟิสท์ แต่ยินดีมากที่จะได้ชื่อว่าท่านผู้อยากรู้ เหมือนอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายท่านในปัจจุบันที่ชอบเรียกตัวเองว่าครู ตรงข้ามกับครูไม่มีปริญญาจำนวนมากที่ชอบให้คนเรียกตนว่าอาจารย์

จึงเป็นอันว่าความหมายดั้งเดิมของคำว่า “ปรัชญา” จึงได้แก่ความหมายตามรากศัพท์ของคำว่า“philosophia” ในภาษากรีก อันเป็นภาษาบ่อเกิด มีความหมายตามรากศัพท์ว่าการรักความฉลาด หรือความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาดนั่นเอง

ดังนั้น ปรัชญาจึงมีมาพร้อมกับมนุษย์ เพราะเริ่มมีมนุษย์เมื่อใดก็เริ่มมีความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาดขึ้นในเวลาเดียวกัน ส่วนวิชาปรัชญานั้นเกิดขึ้นเมื่อมีการบันทึกเป็นหลักฐานให้ตรวจสอบได้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018