Philosophy from the cracking ปรัชญาจากการกะเทาะ

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ไพรเมท (primate) เป็นชื่อเรียกสัตว์ต้นตระกูลร่วมของมนุษย์และสัตว์หลายประเภท ที่มีนิ้วของขาหันหน้าเข้าหากันเพื่อจับได้ พวกหนึ่งเริ่มรู้จักยืนด้วย 2 ขาหลังได้ เมื่อประมาณ 30 ล้านปีมาแล้ว โพรคันเซิลก็อุบัติขึ้น แม้จะยังยืดตัวได้ไม่ตรงมากนักก็ตาม มือซึ่งแต่เดิมต้องใช้เป็นเท้าหน้าสำหรับเดิน หรือใช้จับกิ่งไม้ห้อยโหน ก็เป็นอิสระสำหรับทำการอย่างอื่นได้

หลักฐานยืนยันว่ากลุ่มแรกเกิดขึ้นกลางทวีปแอฟริกาค่อนไปทางใต้ จึงเรียกว่า เผอแคนเธอเขิส แอฟริแคเนิส (Picanthecus Africanus) ความอยู่ไม่สุขประกอบกับความอยากรู้ทำให้เริ่มทดลองจับโน่นจับนี่ดู ครั้นจับได้ถนัดมือแล้วก็คงทดลองโยนและขว้าง จึงรู้ได้ว่าการขว้างก้อนหินไปไกล ๆ นั้นอาจจะทำร้ายศัตรูหรือเหยื่อได้ กลายเป็นอาวุธที่ร้ายกาจทำให้ได้เปรียบสัตว์อื่นขึ้นมาทันที การขว้างคงจะแรงขึ้นและแม่นยำขึ้นอย่างน่ากลัว อาวุธเช่นนี้เมื่อขว้างไปแล้วก็กลายเป็นก้อนหินธรรมดา จึงไม่อาจจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้เราศึกษาร่องรอยของการใช้มันได้

โพรคันเซิลไล่ขว้างหินในฐานะเจ้าโลกอยู่ประมาณ 26 ล้านปี ยืนขว้างมากขึ้นตัวเองก็ยิ่งยืนตัวตรงมากขึ้น ยิ่งยืนตัวตรงก็ยิ่งขว้างแม่นยำขึ้น ยิ่งขว้างแม่นยำขึ้นก็ยิ่งขว้างมากขึ้น เดินคล่องแคล่วมากขึ้น วิ่งได้เร็วมากขึ้น ไม่งุ่มง่ามเทอะทะอีกต่อไป มนุษย์ก็อุบัติขึ้นเมื่อประมาณ 4 ล้านปีมาแล้ว รุ่นแรกเรียกว่ามนุษย์ชำนาญ (Homo Habilis) มนุษย์ชำนาญจะขว้างหินต่อไปและเริ่มมีวิจารณญาณที่จะแสวงหาความสะดวกสบายต่อไป

จากการขว้างคงนำไปสู่การทุ่มเมื่อต้องต่อสู้ระยะใกล้ เมื่อทุ่มได้ก็คงจะรู้จักทุบในอันดับต่อมา ผลไม้เปลือกแข็งเคยใช้ฟันขบก็ทดลองเอาหินทุบดู ก็พบว่าสะดวกกว่าใช้ฟันขบ เนื้อเหนียว ๆ หากได้ทุบเสียก่อนจะเคี้ยวง่ายมากขึ้น ทุบแรงเกินไปหินที่ใช้ทุบก็อาจจะแตกออก สามีที่ทำหินแตกอาจจะถูกภรรยาดุเอาว่าจะทุบแรงไปทำไม เพราะทำให้เศษหินปนเข้ามาในอาหารต้องทิ้ง แล้วก็ต้องหามาใหม่ทั้งอาหารและก้อนหิน สามีก็อาจจะยักไหล่แสดงอาการตอบว่าช่วยไม่ได้

แต่แล้ววันหนึ่งสามีผู้รำคาญเสียงบ่นของภรรยาก็อาจจะโวยวายขึ้นมาในทำนองว่า “เลิกบ่นเสียทีได้แล้ว มาดูซี หินที่แตกออกนี้คมดีและจับได้ถนัดมือดีเสียด้วย” การพบทำนองนี้คงได้สร้างความทึ่งและความพอใจแก่ผู้พบอย่างมหาศาล เขาภาคภูมิใจและเห่อเหิมในสิ่งประดิษฐ์ของตนอยู่เป็นเวลานาน วิจารญาณเบ่งบานในปัญญาของเขาแล้ว เขาพร้อมที่จะพิศวงประสบการณ์แล้วประสบการณ์เล่ารอบ ๆ ตัวเขาต่อไป เพื่อนบ้านคงได้มาเห็นวิธีทำเครื่องมือคม ๆ ของเขาแล้วก็ทำตามอย่างบ้าง

สมัยหินกะเทาะหรือหินเก่าแก่ก็เกิดขึ้น และหินเหล่านี้แหละเป็นหลักฐานแรกทางประวัติศาสตร์ให้เราสันนิษฐานได้ เพราะนักโบราณคดีสามารถแยกหินกะเทาะโดยฝีมือมนุษย์และถูกใช้สอยจนสึกกร่อน ออกจากหินที่แตกเองตามธรรมชาติได้ หินเหล่านี้มักจะพบใกล้กับซากโครงกระดูกที่ถูกฝังไว้ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าคงเป็นเครื่องมือที่ผู้ตายเคยใช้เป็นประจำ

หินกะเทาะเก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบมีอายุประมาณ 1 ล้านปี แต่เราถือว่ามนุษย์เริ่มอุบัติขึ้น เมื่อประมาณ 2 ล้านปีมาแล้ว ทั้งนี้ด้วยเหตุผลทางโบราณคดีว่า กว่าเราจะพบหลักฐานเก่าที่สุดได้นี้มนุษย์ต้องทำเครื่องมือชนิดนั้นมานานและมากครั้งแล้ว

เตยารด์ เดอ ชาร์แดง (Teilhard de Chardin, 1881-1955) นักโบราณคดีที่มีประกาศิตท่านหนึ่งกล่าวว่า

ทุกครั้งที่ชีวิตแบบใหม่ปรากฎแก่สายตาของเราจากห้วงมหรรณพแห่งกาลเวลา เราพบว่ามีรูปแบบสมบูรณ์และมีจำนวนมากแล้ว มนุษย์ปรากฏขึ้นบนเวทีอย่างไม่มีสุ้มเสียง อันที่จริงนั้นพวกเขาค่อย ๆ ย่องขึ้นบนเวทีอย่างไม่มีใครสังเกต กว่าจะเห็นพวกเขาบนเวทีปรากฏว่าพวกเขาทำเครื่องใช้หินไว้ดาษดื่นแล้ว พวกเขากระจายกำลังกันครอบครองตั้งแต่แหลมใต้สุดของแอฟริกาจนถึงปักกิ่ง ยุโรปเองก็ดาษดื่นไปด้วยพวกมนุษย์เหล่านี้

ในเมื่อมนุษย์ชำนาญไม่ต้องใช้ฟันขบเปลือกแข็ง ไม่ต้องใช้ฟันเคี้ยวดึงเนื้อดิบจากตัวสัตว์และเคี้ยวทันที แต่เขารู้จักใช้หินทุบ ตัดและบด ฟันของพวกเขาก็เบาแรงลงได้อย่างมากมาย กล้ามเนื้อที่ช่วยฟันเคี้ยวก็ทำงานน้อยลง จึงค่อยลดน้อยลงตามลำดับ มันสมองก็ถือโอกาสขยายตัวเข้าแทนที่ มนุษย์ชำนาญจึงมีสมองใหญ่ขึ้น ๆ วิจารณญาณก็มีโอกาสพัฒนารวดเร็วมากขึ้นด้วย นี่คือผลดีล้ำค่าอันเกิดจากการกะเทาะหิน ผู้รู้จักกะเทาะหินเป็นคนแรกหรือมนุษย์ชำนาญคนแรก ควรได้รับการยกย่องไม่น้อยไปกว่านิวเทิน (Newton) เห็นแอปเปิ้ลตก กาลิเลโอ (Galileo) เห็นลูกตุ้มแกว่งในโบสถ์ ไอน์ทายน์ (Einstein) พบทฤษฎีสัมพัทธภาพ และเอกเคิร์ทกับแมนชลี (Prosper Eckert and John Manchly) ประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ขึ้นในปี 1946 ขณะอยู่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

อ่าน Teilhard on evolution

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018