philosophy of Homo Sapiens ปรัชญาของมนุษย์ฉลาด

ผู้แต่ง : ปราโมทย์ หม่อมศิลา
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ยุคดึกดำบรรพ์เป็นยุคที่น่าจับใจและโรแมนติกมาก ๆ ลองหลับตานึกภาพอาดัมกับอีวา 2 คนในอุทยานสวนป่า มีกันแค่ 2 คน ไม่ต้องกังวลถึงใครจะว่าอย่างไร ไม่มีใครนินทากาเลใส่ร้ายป้ายสี อาหารมีอยู่เหลือเฟือ มองไปทางไหนก็สวยสดงดงาม ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งหอมหวล ผลไม้สุกคาต้นดาษดื่น เสียงลมหวือหวิวเป็นดนตรีตามธรรมชาติที่ไพเราะอย่างไม่สับสน ธรรมชาติเป็นแม่ที่สวยงามและโอบอุ้มอย่างอารีน่าพิศมัย

แต่ในขณะเดียวกันธรรมชาติก็ดูเหมือนจะเป็นแม่ที่โหดเหี้ยมน่าดู อย่างน้อยก็ตามที่คัมภีร์ไบเบิลเล่าไว้ว่า นอกสวนเอเดนเป็นเช่นนั้น ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นโดยไม่เคยปรึกษาว่าเราเตรียมพร้อมหรือไม่ มัดมือเราชกเอา ๆ อยู่เป็นระยะ ๆ กำลังโรแมนติกอยู่ดี ๆ ก็ต้องหนีภัยหัวซุกหัวซุน ในภาพธรรมชาติที่เอาแน่นอนไม่ได้นี้แหละ มนุษย์ดึกดำบรรพ์จึงมีแนวโน้มที่จะประเมินค่ายุคดึกดำบรรพ์ว่ามองไม่เห็นกฎระเบียบในธรรมชาติ เห็นแต่ความไม่แน่นอน ไม่ตายตัว (ดู กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ ) ระหว่างนั้นเองพวกเขาก็ไม่วายที่จะใช้ปัญญาเสริมสัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอดและอยู่อย่างมีความสุข นี่เป็นการสันนิษฐานจากสมมุติฐานว่ามนุษย์คู่แรกหรือกลุ่มแรกเริ่มความเป็นมนุษย์ต่อจากสัญชาตญาณบริสุทธิ์ที่พร้อมรวมชีวิตกับปัญญา

อวิชชาสำคัญประการแรกที่มนุษย์คู่แรกหรือกลุ่มแรกจะต้องพิชิตก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสื่อความรู้สึกนึกคิดถึงกันได้ พวกเขาได้ทดลองสื่อความหมายถึงกัน ทุกฝ่ายมีแรงกระตุ้นเหมือนกันที่จะอยากสื่อและรับสื่อ สัญชาตญาณช่วยให้พวกเขาเริ่มทำได้สำเร็จ และพัฒนาต่อไปอย่างรวดเร็วตามความต้องการของชีวิต ตามสิ่งแวดล้อมขณะนั้น ภาษาจึงเกิดขึ้นนับเป็นชัยชนะยกแรกและสำคัญมาก ๆ เหนืออวิชชา

“ไฟ” เป็นสิ่งน่ากลัวโดยสัญชาตญาณ สัตว์ชั้นสูงทุกชนิดกลัวไฟ สัญชาตญาณมนุษย์ก็กลัวไฟเช่นเดียวกันกับสัตว์ชั้นสูงทั้งหลาย จนกระทั่งวันหนึ่งปัญญาพบว่าไฟมีประโยชน์ แต่จะต้องควบคุมให้ได้ มิฉะนั้นก็จะได้ไม่คุ้มเสีย จะแก้ปัญหาอวิชชานี้อย่างไร ในที่สุดก็พบ(อาจจะโดยบังเอิญ)ว่า ต้องรู้จักเลี้ยงไฟในขอบเขตจำกัดโดยระวังมิให้ลุกลามออกนอกบริเวณ ก็จะควบคุมได้ และจะมีประโยชน์ในการทำอาหารให้อร่อย ให้ความอบอุ่นและป้องกันสัตว์ร้าย นับเป็นการพิชิตอวิชชาครั้งสำคัญในยกที่สอง ปัญญาช่วยตอบสนองสัญชาตญาณป้องกันภัยและแสวงความสุขได้สำเร็จในขั้นพื้นฐาน

ไฟเป็นสิ่งน่ากลัว แต่ปัญญาก็ปรับเป็นให้คุณได้ มีอีกหลายอย่างที่มนุษย์ดึกดำบรรพ์กลัวและอยากปรับให้เป็นคุณหรืออย่างน้อยให้สบายใจว่าควบคุมได้ ในที่สุดปัญญาก็พบว่าภัยธรรมชาติทั้งหลายควบคุมได้โดยรู้น้ำพระทัยของเบื้องบนและเอาใจเบื้องบน (ดู กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์)

อาหารที่ล่ามาได้หรือเก็บมาจากป่า เก็บไว้ไม่ได้นาน ต้องออกหาใหม่เป็นประจำ ทำอย่างไร (ยกแรกของการเกิดปัญญาเสริมสัญชาตญาณในมนุษย์) จึงจะอยู่ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้นในที่พักอาศัยที่ปลอดภัยมากกว่าในป่าดงพงพี เป็นอวิชชาที่ต้องการพิชิตเพื่อช่วยสัญชาตญาณ ในที่สุดปัญญาก็ตอบสนองได้สำเร็จ โดยค้นพบวิธีเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูก การดำรงชีพก็สะดวกสบายขึ้น ทำให้มีเวลาว่างจากการทำมาหากินบ้าง ปัญญาและสัญชาตญาณก็ถือโอกาสแสวงหาต่อไป อย่างน้อยก็ให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น มนุษย์ก็พิชิตอวิชชาในเรื่องนี้โดยทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้สอยได้มากขึ้น และประดิษฐ์ประดอยให้สวยงามน่าดู มีศิลปะแทรกด้วย ประดิษฐ์เสียงให้แสดงอารมณ์และปลุกอารมณ์ได้มากขึ้น ฯลฯ

ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มใช้ปัญญาคิดทำอย่างไรจึงให้กลุ่มมีความปลอดภัยและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ในขณะเดียวกันสัญชาตญาณผู้นำก็อยากถือโอกาสแสวงหาความพอใจจากการมีอำนาจนั้นอย่างเต็มที่ด้วย จึงมีการบังคับบัญชากันตามลำดับยศและอำนาจ ซึ่งก็มีทั้งความรับผิดชอบและการเอาเปรียบควบคู่กัน ผู้อ่อนแอจำต้องจำยอมถูกเอาเปรียบเพื่อแลกกับความอยู่รอด ในสภาพชีวิตสังคมตามธรรมชาติเช่นนั้นต้องเลือกเอาระหว่างการมีอำนาจเพื่อทำอะไรได้ตามใจ ซึ่งก็ต้องเสี่ยงชีวิตกับการถูกช่วงชิงและรักษาอำนาจอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่อยากเสี่ยงแบบนี้ก็ต้องยอมทำตามใจผู้มีอำนาจ สภาพเช่นนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องจำยอม หรือว่าเป็นอวิชชาที่จะต้องพิชิตกันแน่ มนุษย์เรายอมรับว่าเป็นสภาพจำยอมตามธรรมชาติมาเป็นเวลานาน ก่อนจะมีผู้สำนึกได้ว่าเป็นอวิชชาที่ต้องพิชิต จึงน่าสนใจสำรวจดูว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ และต้องรอถึงเมื่อใด ความสำนึกแบบหลังจึงจะเกิดขึ้น โปรดอดใจรอ เพราะจะต้องพิจารณาไปตามลำดับขั้นตอน

เรื่องหนึ่งที่หัวหน้ากลุ่มในยุคดึกดำบรรพ์สนใจจัดเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกกลุ่มจับกลุ่มกันเป็นปึกแผ่นและอยู่ร่วมสังคมกันอย่างสงบสุขตามอัตภาพ ก็คือ จัดการให้มีวิธีรู้น้ำพระทัยของเบื้องบนและวิธีเอาใจเบื้องบน ถือได้ว่าองค์การศาสนาระดับต้นเริ่มขึ้นและจะพัฒนาต่อไป ในเรื่องนี้ก็เช่นกัน สัญชาตญาณถือโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ของตนควบคู่กับการให้ความร่วมมือกับปัญญา กล่าวคือหัวหน้ากลุ่มให้ความอุ่นใจแก่ลูกกลุ่ม แต่ขณะเดียวกันก็พยายามใช้ศรัทธาต่อศาสนาเพื่อธำรงอำนาจของตน และเสริมประกาศิตให้กับกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ตนต้องการวางหรือยัดเยียดให้กับกลุ่มของตน

ในการทำพิธีศาสนาให้ขลัง เรื่องหนึ่งที่สังเกตได้ไม่ยากว่าช่วยเสริมศรัทธา คือการทำเครื่องหมายและการเปล่งเสียงศักดิ์สิทธิ์ซ้ำ ๆ ซาก ๆ มีผลให้เกิดอารมณ์ร่วมในหมู่คณะ และเพื่อรักษาอารมณ์ร่วมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องจะถูกสัญชาตญาณกระตุ้นให้ขีด ๆ เขียน ๆ ไว้สร้างความประทับใจและเตือนความจำ การเขียนจึงได้เริ่มต้น และจะพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ในการศาสนาและการบริหารกว้างขวางยิ่ง ๆ ขึ้นมีหลักฐานว่าตัวหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่รู้มีอายุไม่เกิน 8,000 ปีก.ค.ศ.ในแถบเมโสโพเทเมีย

จะพบการริเริ่มเช่นนี้ในที่อื่น ๆ ต่อมาตามลำดับ ในระยะแรกเป็นหนังสือภาพ ต่อมาค่อย ๆ ปรับเป็นสัญลักษณ์ และจากสัญลักษณ์ปรับเป็นตัวอักษร มีพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ตามลำดับ และเป็นรหัส (code) ในที่สุด ภาษาไทยน่าจะเป็นผลจากการพัฒนาสูงสุด เพราะมีครบทั้งพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และรหัส มีพยัญชนะและสระมากที่สุด แต่วรรณยุกต์แพ้ภาษาเวียดนามซึ่งมี 6 เสียง และภาษากวางตุ้ง 7 เสียง

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018