philosophy of using language ปรัชญาการใช้ภาษา

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เมื่อมีกองไฟศักดิ์สิทธิ์ กองไฟก็จะกลายเป็นศูนย์รวมของชีวิตหมู่ของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ แต่ก่อนเคยมีแต่ชีวิตฝูงซึ่งสมาชิกรวมตัวกันโดยสัญชาตญาณ เมื่อรวมตัวกันโดยสัญชาตญาณเพื่อตอบสนองความต้องการระดับสัญชาตญาณ ก็จะมีแต่อารมณ์เท่านั้นที่อาจจะระบายสู่กัน ยังไม่มีความจำเป็นต้องสร้างคำพูดขึ้นใช้ เพียงแต่แสดงอาการและส่งเสียงร้องตามความรู้สึกก็เพียงพอแล้ว เราทราบกันอยู่แล้วว่าฝูงสัตว์อยู่กันอย่างไร

ครั้นมีกองไฟเป็นศูนย์รวม ชีวิตฝูงก็จะกลายเป็นชีวิตหมู่ทันที เพราะนอกเหนือไปจากสัญชาตญาณยังมีความสำนึกเพิ่มเข้ามาด้วย คือ ความสำนึกถึงอำนาจของเทพอัคนีซึ่งเชื่อกันว่ามีอำนาจคุ้มครองและทำลายใครหรืออะไรก็ได้ตามพระประสงค์ เมื่อมีความสำนึกร่วมกันเกิดขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องสื่อความหมายก็เกิดขึ้น จะส่งเสียงโว้กเว้กอย่างแต่ก่อนก็จะแสดงได้แต่เพียงอารมณ์ ความจำเป็นทำให้ต้องพยายามควบคุมหลอดเสียง ออกเสียงให้เป็นคำพูดที่ชัดเจนและแน่นอน เพื่อสื่อความสำนึก และเมื่อเป็นที่รู้กันในหมู่ก็กลายเป็นหน่วยภาษาของชนหมู่นั้นไป

มนุษย์ฉลาด (Homo Sapiens) ก็เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 แสน 5 หมื่นปีมาแล้ว หลังจากที่มนุษย์ยืนตรง รู้จักควบคุมไฟ แล้วก็พัฒนาการใช้ไฟ พัฒนามันสมองและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่เรื่อยมานานถึง 2 แสน 5 หมื่นปี การรู้จักใช้ภาษาจะเปิดโอกาสให้ปรีชาญาณพัฒนาได้อย่างไม่รู้จักจบ เพราะภาษาจะช่วยให้คิดได้อย่างมีระเบียบ ช่วยเก็บข้อมูลและช่วยแลกเปลี่ยนความคิดกันและกัน ในระยะแรก ๆ คงต้องใช้เสียงร้องและทำท่าทางประกอบด้วยอยู่มาก

ครั้นเห็นว่าการสร้างคำพูดช่วยประหยัดพลังงานและสื่อความหมายได้ชัดเจนแน่นอน รวดเร็วและสะดวกดี จึงพยายามสร้างคำพูดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนประกอบกันได้ประโยค กว่าภาษาจะพัฒนามาถึงขั้นนี้ก็ใช้เวลาประมาณ 1 แสน 5 หมื่นปี เราจึงพบหลักฐานวัฒนธรรมต่าง ๆ ของพวกมนุษย์ฉลาด ในสมัยหินเก่าตอนต้น ซึ่งเริ่มเมื่อประมาณ 1 แสนปีมาแล้ว ภาษาพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

เมื่อมีการใช้ภาษา ความร่วมมือและการแบ่งงานกันทำก็เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง ทำให้หมู่คณะรวมตัวกันได้มากขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น มีความสะดวกสบายมากขึ้น มีเวลาว่างมากขึ้น มนุษย์ฉลาดมีโอกาสขบคิดและพัฒนาปรีชาญาณได้กว้างขวางและลึกซึ้งมากขึ้น ในขณะเดียวกัน คนเห็นแก่ตัวก็มีโอกาสใช้ไหวพริบเอาเปรียบผู้อื่นได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018