postmodernism ลัทธิหลังนวยุค

ผู้แต่ง : เมธา  หริมเทพาธิป

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

คนรุ่นใหม่ร่วมวงต่อต้านนวยุคภาพโดยอัตโนมัติกันทั่วไป เราจึงกล่าวได้อย่างกว้าง ๆ ว่า หลังนวยุคนิยม คือกระแสต่อต้านนวยุคภาพ การต่อต้านดังกล่าวเป็นไปโดยอัตโนมัติ ไม่มีการจัดขบวนการเหมือนขบวนการพุทธิปัญญาที่ต่อต้านกระบวนทรรศน์ยุคกลาง ไม่มีการจัดระบบความคิด ไม่มีการรวมพลัง แต่เป็นความรู้สึกในทำนองกระแสใหม่หรือคลื่นลูกใหม่ เกิดขึ้นกระจัดกระจายทั่วไป มีนักคิดในวงการต่าง ๆ พยายามกำหนดนิยามของกระแสขึ้น แต่ก็รวมตัวกันไม่ติด พูดกันไปคนละทางสองทาง จุดร่วมดูเหมือนจะมีอยู่จุดเดียว คือ คัดค้านนวยุคภาพทุกประเด็น เช่นว่า

1)นวยุคภาพเชื่อว่าด้วยความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ มนุษย์เราจะอยู่ในโลกนี้อย่างสุขสบายมากขึ้นตามลำดับ จนอาจจะถึงขั้นสร้างสวรรค์ในโลกนี้ แต่คนรุ่นใหม่กลับมองว่าความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์กำลังเพิ่มขีดความเดือดร้อนให้กับมนุษย์ เช่น อันตรายจากสงครามนิวเคลียร์ อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ อาวุธคอมพิวเตอร์ ดินจะแห้งแล้งเพราะไร้ป่า น้ำจะท่วมโลกเพราะน้ำแข็งขั้วโลกละลายเนื่องจากชั้นโอโซนถูกทำลาย   พื้นดินจะทรุดเพราะสูบน้ำและน้ำมันขึ้นมาใช้ในปริมาณมหาศาล โลกจะร้อนขึ้นด้วยสาเหตุมากมายจากการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์  ฯลฯ

2)นวยุคภาพเชื่อว่ามนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติให้รับใช้มนุษย์ตามคติของเบเคินว่า “ความรู้(วิทยาศาสตร์) คือพลัง แต่คนรุ่นใหม่เชื่อว่า ยิ่งควบคุมธรรมชาติ ธรรมชาติยิ่งจะตอบโต้ จึงควรเปลี่ยนท่าทีมาเป็นผูกมิตรกับธรรมชาติ บำรุงรักษาธรรมชาติ รักธรรมชาติ ร่วมมือกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ควรเปลี่ยนคติของเบเคินมาเป็น “การรู้จักเอื้ออาทรต่อกันคือพลัง” และจากคติที่ว่า Si vispacem, para bellum” (แม้นหวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ) มาเป็น “แม้นหวังตั้งสงบจงคบทุกระบบ”

3) นวยุคภาพเชื่อว่าเหตุผลวิทยาศาสตร์(ตรรกวิทยาอุปนัย-นิรนัย) คือวิธีเข้าถึงความจริงแต่วิธีเดียว คนรุ่นใหม่เชื่อว่าเหตุผลวิทยาศาสตร์เป็นเพียงศิลปะแห่งการชวนเชื่อ(art of persuasion) มีความจริงอีกมากมายที่มีคุณค่าอย่างยิ่งที่มนุษย์เรารู้ด้วยสามัญสำนึกหรือการหยั่งรู้ที่ลึกซึ้ง ซึ่งภาษา(ไม่ว่าภาษาอุดมคติหรือภาษาสามัญ) ไม่สามารถอธิบายได้ จำเป็นต้องใช้การตีความเป็นเครื่องมือ คนรุ่นใหม่จึงหันมาสนใจเทคนิคการตีความหรืออรรถปริวรรตอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

4)นวยุคภาพเชื่อในอัจฉริยภาพของคนบางคน ที่สามารถเรียนรู้กฏเกณฑ์ของระบบเอกภพได้ดีกว่าคนอื่น เขาควรเป็นครู ส่วนคนอื่นควรฟังและเรียนรู้จากเขา คนรุ่นใหม่เชื่อว่าทุกคนเป็นครูของทุกคน และทุกคนเป็นนักเรียนของทุกคน เราต้องเรียนรู้จากกันและกัน ใครจะเก่งสักปานใดก็รู้ได้เพียงส่วนเดียว แม้คนมีการศึกษาน้อยก็อาจจะมีประสบการณ์ที่ให้ความรู้ชนิดที่หาจากที่อื่นไม่ได้ และอาจจะมีคุณค่าพลิกกระบวนทัศน์ได้ เราจึงควรเสวนากันยิ่งกว่าจะถกเถียงกัน เราควรจะแบ่งปันความรู้กันยิ่งกว่าแข่งขันหาความรู้ เราควรจะเรียนรู้จากกันและกันยิ่งกว่าจะสอนหรือเรียนถ่ายเดียว

5)นวยุคภาพสร้างระบบความรู้ก็จริง แต่ในการสร้างระบบความรู้นั้นเอง มีความพยายามแยกแยะออกละเอียดยิบและกีดกันกันและกัน เช่น แยกความรู้/ความคิดเห็น ความคิด/ความรู้สึก/อารมณ์ ความจริง/ความเชื่อ เหตุผล/ศรัทธา การพิสูจน์/การหยั่งรู้ มนุษย์ศาสตร์/สังคมศาสตร์/วิทยาศาสตร์ ฯลฯ คนรุ่นใหม่คิดว่าการแยกเป็นเพียงวิเคราะห์เพื่อสังเคราะห์ ความรู้จริง ๆ อยู่ที่องค์รวม ไม่ใช่องค์แยก จึงเรียกร้องให้มีการศึกษาสหวิชา เรียกร้องให้มีการศึกษาศรัทธาของศาสนาต่าง ๆ แม้จะไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ ใครที่เชื่อก็ต้องเอาศรัทธาเป็นส่วนหนึ่งขององค์รวมแห่งความรู้ด้วย

6) นวยุคภาพเชื่อว่าความจริงเป็นอเทโส อกาลิโก ความจริงคือความรู้ที่ตรงกับความเป็นจริงซึ่งมีอยู่ระบบเดียว เป็นวัตถุวิสัย ใครที่รู้คลาดเคลื่อนไปจากนี้เป็นความเท็จ เป็นความคิดเห็นอัตวิสัย ความรู้จึงวัดกันที่ว่าพิสูจน์ได้ว่าตรงกับความรู้วัตถุวิสัยมากน้อยเพียงใด คนรุ่นใหม่เชื่อว่าไม่มีความจริงวัตถุวิสัยบริสุทธิ์หรืออัตวิสัยบริสุทธิ์ ความจริงทุกอย่างเป็นความรู้แสวงวัตถุ (intentional)  คือมีทั้งวัตถุวิสัยและอัตวิสัยปนกันอย่างแยกไม่ออก

7) นวยุคภาพเชื่อว่าความเป็นจริงอันติมะ(ultimate reality) มีสภาวะตายตัว ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในส่วนที่ไม่เป็นอันติมะ กล่าวคืออนุภาคสุดท้ายมีสถานภาพคงตัวนิรันดร์ มีจำนวนและปริมาณจำกัด ไม่อาจเพิ่มหรือลดได้ การเปลี่ยนแปลงเป็นปรากฏการณ์ของการรวม/แยก เคลื่อนที่/อยู่นิ่ง ซึ่งมีกฎตายตัวควบคุม เราเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อรู้กฎดังกล่าว เมื่อรู้อย่างดีแล้วเราก็ควบคุมธรรมชาติได้อย่างมั่นใจเหมือนพระเจ้าครอบครองโลก คนรุ่นใหม่เชื่อว่า เราไม่มีวันจะรู้ความเป็นจริงอันติมะได้ เพราะมันแปรเปลี่ยนสภาพอยู่เสมอ อาจจะดีขึ้นหรือเลวลงก็ได้ ไม่มีกฎตายตัวควบคุมความเป็นจริงอันติมะ เรารู้เพียงเท่าที่ปรากฏ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นเพียงสถิติ ยกเว้นและผิดพลาดได้เสมอ ไม่มีใครเก่งกว่าใครในเรื่องของความจริง เพียงแต่โอกาสมีไม่เท่ากันและไม่เหมือนกันเท่านั้น แต่ละคนย่อมมีประสบการณ์ที่ไม่มีใครอื่นอาจจะมีได้ คนหนึ่งอาจจะโง่กว่าคนอื่นในบางเรื่อง แต่ก็ฉลาดกว่าคนอื่นทุกคนในบางเรื่องเช่นกัน เพราะเขามีประสบการณ์เฉพาะตัวที่ไม่มีใครอื่นมีได้เหมือนเขา  ในความเป็นจริงเช่นนี้ เราพึงพึ่งพาอาศัยกันและกัน และแบ่งปันความรู้และประสบการณ์แก่กันและกันด้วยการเสวนาที่เมตตาและเคารพกันและกัน

8) นวยุคภาพถือว่าความจริงต้องมีหนึ่งเดียวและระบบเดียว ใครเก่งที่สุดก็จะรู้ความจริงระบบแท้นี้ได้ดีกว่าผู้อื่น จึงควรเป็นครูสอนผู้อื่น แต่คนรุ่นใหม่เห็นว่า ความจริงที่แท้เป็นความจริงของหมู่คณะ ไม่มีใครคนเดียว ไม่ว่าจะเก่งสักปานใด จะเป็นมาตรฐานความจริง อาจจะมีได้หลายคำตอบ ในลักษณะของพหุนิยม(pluralism) นักหลังนวยุคนิยมบางคนไปไกลถึงสัมพัทธ์นิยม(relativism) เหมือนซาฟิสท์ในยุคกรีกโบราณ  คือเชื่อว่าความจริงทุกข้อเป็นอัตวิสัย คือขึ้นกับผู้คิด

9) ในทางศิลปะนั้น นวยุคภาพเคร่งในเรื่องจำกัดวงของสไตล์ต่าง ๆ รสนิยมจะปะปนกันไม่ได้ ผิดระเบียบและผิดการแบ่งประเภทไม่ได้ จะเอารสนิยมตะวันตก/ตะวันออกมาปะปนกันไม่ได้ ถือว่าขาดรสนิยมอันดีงาม/ถูกต้อง คนรุ่นใหม่ถือว่า รสนิยมไม่มีพรมแดน  การผสมระหว่างสไตล์ทำให้ได้รสชาติใหม่ ๆ แปลก ๆ  ทำไมจะต้องหวงห้ามกีดกัน เรื่องรสนิยมเป็นเรื่องที่มนุษย์ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาถือเอง ก็ควรจะแก้ไขหรือยกเลิกเองได้

10)นวยุคภาพถือว่าความถูกต้องดี/ชั่ว เป็นผลสรุปจากกฎเกณฑ์วิทยาศาสตร์ ต้องให้ผู้ฉลาดที่สุดในสังคมเป็นผู้ชี้ขาด เพราะถือว่ารู้กฎดีกว่าผู้อื่น คนรุ่นใหม่ถือว่าความต้องการของสังคมต่างหากเป็นตัวชี้ขาด หากความต้องการของสังคมเปลี่ยนไป ความถูกต้องดีชั่วก็พึงเปลี่ยนไปให้รับกันกับความต้องการของสังคม  แต่จะต้องไม่ลดค่าและศักดิ์ศรีของมนุษย์ อย่างนี้เรียกว่าหลังนวยุคแบบสายกลาง

11) นวยุคภาพเชื่อว่า ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์จะสร้างวัฒนธรรมใหม่และวัฒนธรรมเดียวให้กับมนุษยชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่นจะค่อย ๆ สูญหายไปจนหมดสิ้นพร้อมกับกระบวนทัศน์เก่า ๆ ที่ทำให้มันเกิดมีขึ้น  คนรุ่นใหม่รักและหวงแหนวัฒนธรรมท้องถิ่น  พยายามรื้อฟื้นและธำรงไว้ในฐานะเป็นความเป็นจริงที่มีความหมายของมนุษยชาติ เพราะถือหลักว่า ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับมนุษย์จะไม่มีค่าสำหรับมนุษย์

12)ในทางการเมืองการปกครองนั้น นวยุคภาพมีแนวโน้มที่จะรวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง เพราะสะดวกในการสร้างระบบและจัดระบบให้มีเอกภาพ  คนรุ่นใหม่เรียกร้องให้กระจายอำนาจ ให้มีเอกภาพอย่างหลวม ๆ   ให้มีเอกภาพในความหลากหลาย(unity in diversity) หรือดีกว่านั้น ให้มีความหลากหลายในเอกภาพ(diversity in unity)

13)นักนวยุคนิยมชอบพิสูจน์การตีความ นักหลังนวยุคนิยมชอบตีความข้อพิสูจน์

14) นักนวยุคนิยมอ้างว่าทุกอย่างต้องเดินตามเหตุผล เพื่อสร้างระบบบริสุทธิ์ด้วยเหตุผล นักหลังนวยุคนิยมอ้างว่าต้องใช้ความสามารถคิดของมนุษย์เพื่อครอบคลุมความหลากหลายในเอกภาพให้ได้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018