pragmatism

pragmatism ลัทธิปฏิบัตินิยม

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ลัทธิปฏิบัตินิยม (pragmatism) เฟื่องฟูในสหรัฐอเมริกา นักปรัชญาที่สำคัญของลัทธินี้ได้แก่ วีลเลียม เจมส์ (William James 1842-1910) และจอห์น ดีวอี(John Dewey 1859-1952) แนวคำสอนของลัทธินี้มีอยู่ว่า ในเมื่อเราไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จในขณะนี้ เนื่องจากผู้ที่อ้างถึงญาณวิเศษมีความคิดไม่ตรงกัน และล้วนแต่เป็นเครื่องมือให้นักการเมืองใช้ปกครองอย่างเผด็จการทั้งสิ้น หลักที่เราควรยึดถือประจำตัวก็คือ

ประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ (Effectiveness) กล่าวคือ เล็งเห็นว่ายึดถือแล้วให้ประโยชน์แก่ตนมากที่สุดก็ให้ยึดถือไปพลาง ๆ ก่อน จนกว่าจะพบทางอื่นที่ให้ผลมากกว่า จึงจะเปลี่ยนไปยึดทางใหม่

เปรียบเหมือนเราหลงทางกลางป่า ชาวป่าเขาบอกว่ามีทางออกจากป่าได้ 5 ทาง แต่ไม่รู้ว่าทางไหนจะใกล้บ้านเราที่สุด เราก็ควรเลือกเดินทางที่สะดวกสบาย และรื่นรมย์ที่สุด ถ้าบังเอิญออกมาแล้วปรากฏว่าใกล้บ้านที่สุดด้วยก็นับเป็นโชคดี ถ้าบังเอิญออกมาแล้วไกลบ้านก็ไม่น่าเสียใจมากนัก เพราะอย่างน้อยก็เดินมาอย่างสะดวกสบายที่สุด ตรงกันข้าม ถ้าเลือกทางลำบากแล้วยังไกลบ้านก็น่าเสียใจอย่างที่สุด ในการตัดสินเรื่องความจริงก็เช่นกัน ถ้าเราเลือกทางที่ให้ประสิทธิภาพมากที่สุด แม้จะเข้าใจผิดก็ไม่เสียเปรียบ ดีกว่าเลือกทางที่ไม่ให้ประโยชน์ แล้วปรากฏว่าผิดด้วย จะต้องเสียใจมาก

ลัทธินี้ถูกใจชาวอเมริกันมาก นักธุรกิจนำไปใช้ในการบริหารธุรกิจ มีการทุ่มเงินวางแผนเพื่อให้ได้กำไรมาก ๆ บริษัทใหญ่ ๆ จะยอมตั้งงบประมาณก้อนใหญ่ประจำปี เพื่อวางแผนให้มีประสิทธิภาพ โดยจ้างผู้เชี่ยวชาญและส่งคนไปสืบข่าวความเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญ ๆ เพื่อส่งข้อมูลมาให้คณะกรรมการวางแผนพิจารณากำหนดนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทเล็ก ๆ ไม่มีทุนมากจึงต้องยอมขึ้นอยู่กับนโยบายและการวางแผนอันทรงพลังของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ประเทศอภิมหา อำนาจทุ่มงบประมาณมหาศาล สำหรับองค์การสืบราชการลับของตนเพื่อวางนโยบายบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศเล็กไม่อาจจะตั้งงบประมาณขึ้นแข่งขัน ก็ต้องอนุโลมตามนโยบายของประเทศใหญ่โดยจำเป็น มิฉะนั้นก็เอาตัวไม่รอด ปรัชญาลัทธิปฏิบัตินิยมจึงกลายเป็นปรัชญาการบริหารทุกระดับโดยปริยาย

ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารศาสนา บริหารโรงเรียน บริหารมหาวิทยาลัย บริหารองค์การต่าง ๆ ล้วนแต่ยึดปรัชญาปฏิบัตินิยมเป็นหลักทั้งสิ้น ทำให้มีการแข่งขันทางด้านประสิทธิภาพกันอย่างเข้มข้น ใครมีพลังต่อรองน้อยก็ต้องยอมจำนนไปตามระเบียบ ผู้ที่ยอมจำนนก็ไม่รู้สึกว่าตนเสียเปรียบมากนัก เพราะถือว่าเป็นกติกาของการแข่งขัน ต้องมีการแพ้ชนะ แพ้แล้วก็หาทางแก้ตัวใหม่ได้

ในปัจจุบันมีการนำเอาปรัชญาหลังโครงสร้างนิยม (poststructuralism) จากยุโรปมาผสมผสานให้เป็นปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodernism) และเผยแผ่ไปทั่วโลก

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018