VFR41

primitive  ethic  จริยธรรมดึกดำบรรพ์

ผู้แต่ง : เมธา  หริมเทพาธิป

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ปรัชญาจริยะกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์  มนุษย์ดึกดำบรรพ์ทุกแห่งในโลกถือมาตรการความประพฤติเดียวกันหมดว่า  คนฉลาดจะต้องพยายามอย่างที่สดุที่จะรู้น้ำพระทัยของเบื้องบนและปฏิบัติตาม  เพราะจะทำให้ได้ดีทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า  เพราะพวกเขาถือว่าใครได้ดีในโลกนี้ก็เพราะเบื้องบนพอพระทัย  ตายไปสู่โลกหน้าเบื้องบนก็จะพอพระทัยต่อไป

หลักจริยะที่สำคัญคือ การพยายามเอาใจเบื้องบน ให้ท่านพึงพอใจมากที่สุด ท่านจะได้เมตตาตนไม่ให้เกิดภัยธรรมชาติแก่ตน ทั้งนี้เพราะพวกเขาคิดไม่ถึงว่าโลกมีกฎเกณฑ์เองได้ โลกในยุคดึกดำบรรพ์จึงไม่มีกฎเกณฑ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงแล้วแต่น้ำพระทัยเบื้องบน โลกตามทรรศนะนี้ได้ชื่อว่ากลีภพ (chaos) คำตอบที่อ้างถึงเบื้องบนเป็นที่นิยมทั่วไปในหมู่มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ ผลของคำตอบนี้สร้างคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติในยุคนั้น เพราะช่วยลดความเครียดอันเกิดจากความเกรงกลัวภัยธรรมชาติ พวกเขามีทางออก สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ด้วยความสงบสุข ไม่ต้องคอยหนีอย่างไร้สติ เฉกเช่น สัตว์เดรัชฉาน วิจารณญาณทำนองนี้เกิดขึ้นกับมนุษย์ดึกดำบรรพ์ทุกแห่ง ไม่ว่าอยู่ส่วนใดของโลก

เมื่อเข้าสู่ยุคหินเก่า มนุษย์โครแมกนัน (Cromagnon) ก็อยู่ร่วมกันเป็นสังคมใหญ่ มีระบบเผ่า เกิดศาสนาดึกดำบรรพ์ที่เชื่อในอำนาจเบื้องบน มีโทเทิม (totem) ที่เป็นเคล็ดลางศักดิ์สิทธิ์และข้อห้ามที่ต้องถือปฏิบัติตาม จนเข้าสู่ยุคหินกลางจึงเริ่มทำการเกษตร มีการบันทึกเป็นภาพวาดการอยู่ร่วมกันในลักษณะเมือง เกิดอารยธรรมเมืองรุ่นแรก ความรู้ที่ยุคดึกดำบรรพ์พยายามแสวงหาย่อมต้องเป็นไปตามกระบวนทรรศน์นั่นก็คือวิธีรู้ใจและรู้วิธีเอาใจอำนาจลึกลับตามที่ผู้รู้ที่เป็นหมอผี (shaman) และนักบวชในศาสนาดึกดำบรรพ์บอก คนอื่นต้องเชื่อถือ เคารพ และปฏิบัติตาม ทั้งนี้ หัวหน้าของชนเผ่าหรือผู้นำของเมืองนั้นต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และมีความสามารถมากกว่าผู้อื่นในอันที่จะทำได้ตามที่หมอผีและนักบวชบอก เพราะจะเชื่อได้ว่า เป็นที่โปรดปรานของเบื้องบน ซึ่งจะต้องมีหมอผีหรือนักบวชสนับสนุนและใช้ความรู้เพื่อปกครองเผ่าหรือเมือง แนวปฏิบัตินำไปสู่จารีต ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ ในยุคโบราณ

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018