good_and_evil

problem of faith and reason ศรัทธากับเหตุผล

ผู้แต่ง : สุดารัตน์ น้อยแรม

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ปัญหานี้เคยมีมาแล้วในระยะแรกของสมัยปิตาจารย์ โดยฝ่ายประนีประนอมปรัชญาของเพลโทว์กับศาสนาคริสต์มีชัย  แต่แล้วความแตกแยกเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนมหาอาณาจักรโรมันสั่นสะเทือน ลงเอยด้วยการใช้สังคายนาเป็นเครื่องมือบังคับเอกภาพ  ผลก็คือคริสตจักรคงอยู่

แต่มหาอาณาจักรโรมันตะวันตกแตกสลาย ครั้นจักรพรรดิชาร์ลมาญฟื้นฟูอาณาจักรตะวันตกขึ้นใหม่โดยมอบหมายให้คริสตจักรช่วยสร้างเอกภาพ  ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศรัทธากับเหตุผลก็ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่  นักปรัชญาในสมัยอัสสมาจารย์มีความคิดเห็นแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มนักศรัทธานิยม (dogmatists)กลุ่มนี้เห็นมา เหตุผลก่อให้เกิดความแตกแยก  ศรัทธาเท่านั้นที่จะรักษาเอกภาพและความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ หากจะศึกษาปรัชญาและใช้เหตุผลก็ควรถือเอาศรัทธาเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นเป้าหมาย  คือใช้เหตุผลเพื่อเข้าใจศรัทธาและเพื่อเพิ่มศรัทธาเท่านั้น  โดยถือหลักการว่า “ฉันเชื่อเพื่อจะเชื่อ” (I believe so that I may believe) แม้จะไม่เข้าใจก็ให้เชื่อไว้ก่อนหรือว่าเข้าใจแล้วขัดแย้งกับความเชื่อก็ให้เชื่อไว้ก่อนเช่นกัน  สำนักที่ต่อสู้อย่างออกหน้าออกตาเพื่อประณามการใช้เหตุผลมีอาทิเช่น  สำนักอารามเซนต๋วีกเทอร์ที่ปารีส  สำนักอารามแคลร์โว (Clairvaux) ในฝรั่งเศส  และสำนักอารามซีโต (Citeaux) ในฝรั่งเศส สำนักอารามฟอนเตอาเว็ลลาเนอ (Fonte-avellana) ในอิตาลี เป็นต้น  ผู้คิดเช่นนี้มีอาทิเช่น วีลเลียมแห่งสำนักเซนต์ธีเออดาริก 9William of Saint-Theodoric 1080-1148) จูงใจให้คริสตชนเลิกสนใจเหตุผลหันมาแสวงหาความรักและเสียสละด้วยศรัทธาแทนพีเทอร์ เดเมียน (Peter Damian 988-1072) และเบอร์เนิร์ดแห่งแคลร์โว (Bernard de Clairvaux 1091-1153) ชี้แจงว่า  เหตุผลให้ความแน่นอนได้น้อยที่สุด  มายเคิลแห่งคอร์เบย (Michael of Corbeil?-1199) คิดว่า วิชาปรัชญาหาประโยชน์อะไรมิได้พีเทอร์แห่งบลัว (Perter of Blois?-1200) คิดว่า เป็นเรื่องเหลวไหลที่ถกปัญหากันถึงเรื่องพระตรีเอกภาพและข้อลึกลับต่างๆของศาสนา  สทีเฟินแห่งทูร์เน(Stephen of Tournai?-1203) เขียนจดหมายถึงสันตะปาปาเสนอความเห็นว่าควรให้เลิกสอนวิชาตรรกวิทยาในทุกคณะของมหาวิทยาลัยปารีส  รวมทั้งในคณะนิติศาสตร์ด้วย  บางคนมีความคิดรุนแรงถึงขั้นประณามการใช้เหตุผลว่าเป็นศิลปะของปิศาจ (at of the devil) เพื่อหลกลวงมนุษย์ให้ลุ่มหลง เช่น วอลเทอร์แห่งสำนักเซนต์วีกเทอร์ (Walter of Saint-Victor) เป็นต้น
  2. กลุ่มนักวิภาษ (dialecticians) วิภาษาวิธี (dialectics) ในสมัยนั้นหมายถึงวิชาตรรกวิทยานั่นเอง ส่วนตรรกวิทยา (logic) แปลว่า วิชาว่าด้วยคำพูดหมายถึงวิชาไวยากรณ์ วาทศิลป์ และวิภาษวิธีรวมกัน  กลุ่มนี้มีความเห็นตรงข้ามกับกลุ่มแรกว่า จ้อศรัทธาหรือข้อเชื่อย่อมจะมีเหตุผลและไม่งมงาย ข้อเชื่อที่ขัดกับเหตุผลย่อมแสดงว่าเช้าใจข้อเชื่อไม่ถูกต้อง  จะต้องปรับปรุงข้อเชื่อให้ถูกต้อง  โดยมีเหตุผลค้ำประกันกลุ่มนี้จึงถือหลักการว่า “ฉันเข้าใจเพื่อจะเชื่อ” (I understand so that I may believe)  นั่นคือต้องเข้าใจเสียก่อนจึงจะเชื่อ หรือเชื่อเฉพาะที่เข้าใจด้วยเหตุผลแล้วเท่านั้น  ถ้ายังไม่เห็นเหตุผลก็ไม่ต้องเชื่อ ผู้มีความคิดเช่นนี้มีอาทิเช่น เอเบอร์ลาร์ด (Abelard 1079-1142)
  3. กลุ่มนักสร้างระบบ (systematicians) กลุ่มนี้คิดว่าไม่น่าจะมีความขัดแย้งกันระหว่างศรัทธากับเหตุผล แต่น่าจะเป็นความรู้ในระบบเดียวกัน เพราะความรู้ทุกอย่างมาจากแหล่งเดียวกันคือพระเป็นเจ้า จริงอยู่ ข้อเชื่อบางข้อมนุษย์ไม่อาจวิจัยจนรู้ได้เอง แต่ทว่าเมื่อพระเป็นเจ้าทรงเปิดเผยให้แล้ว  มนุษย์ก็ย่อมจะเข้าใจได้ด้วยเหตุผล  และเข้าใจจนร่วมระบบได้กับความรู้อื่นๆ ที่รู้ได้เอง  เพราะฉะนั้นเมือ่พบความขัดแย้งระหว่างศรัทธากับเหตุผลก็ให้ถือเสียว่าเรายังเข้าใจไม่พอ  ไม่มีฝ่ายใดผิด ให้รับรู้ไว้ก่อนทั้งสองฝ่ายแล้วศึกษาค้นคว้าต่อไปจนพบทางประนีประนอมกันได้ในทึ่สุด กลุ่มนี้ถือหลักว่า “ฉันเชื่อเพื่อจะเข้าใจ” (I believe so that I may understand) กล่าวคือ เชื่อแล้วจะต้องเข้าใจด้วยเหตุผลได้ว่าทำไมจึงต้องเชื่อ เชื่อแล้วก็มั่นใจว่าจะต้องเข้าใจได้ด้วยเหตุผล  ผู้ที่มีทรรศนคติเชิงประนีประนอมเช่นนี้มีอาทิเช่น แอนเซลม์แห่งแคนเทอร์เบริ (Anselm of Canterbury 1033-1109) ฮีวก์แห่งสำนักเซนต์วีกเทอร์ (Hugh of Saint-Victor 1096-1141) รีเชิร์ดแห่งสำนักเซนต์วีกเทอร์ (Richard of Saint-Victor?-1173) พีเทอร์ ลัมบาร์ด (Peter Lombard 1110-1160) แอลเบิร์ทมหาบุรุษ (Albert the Great 1206-1280) ธาเมิส อไควเนิส (Thomas Aquinas 1225-1274)

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018