42-17214683

Pythagoras เผอแธกเกอเริส

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

เผอแธกเกอเริส (Pythagoras, ปีทาโกรัส , ไพธาโกราส) เป็นชาวเมืองไมลีเทิส (Miletus) เป็นอาณานิคมกรีกเผ่าไอโอเนียตามชายฝั่งเอเชียไมเนอร์ตอนตะวันตกเฉียงใต้ ไมลีเทิสเป็นเมืองใหญ่ที่สุดและเจริญที่สุดในบรรดาอาณานิคมแถบนี้ซึ่งรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ (คือไม่ขึ้นต่อกันและเป็นอิสระต่อกันในการปกครอง)  เป็นสันนิบาตนครรัฐไอโอเนีย (the League of Ionia) ซึ่งประกอบด้วย 10 เมืองบนบกคือ Phocaea, Clazomenae, Erythrae, Teos, Lebedos, Colophon, Ephesus, Priene, Myus, Miletus รวมกับอีก 2 เมืองบนเกาะชายฝั่งคือ Chios และ  Samos

เกาะเซมัสนอกชายฝั่งของเมืองไมลีเทิสออกไปเพียง 4-5 กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่ที่สองรองจากไมลีเทิสและแข่งกันเป็นผู้นำของสมาพันธ์ไอโอเนีย  และมีหวังจะชิงตำแหน่งผู้นำได้ เพราะเซมัสมีกษัตริย์เผอแธกเกอเริส (Polycratesคอ. ก.ค.ศ.525-22) ผู้แสดงความสามารถทั้งการทหาร  การปกครองและสนใจศิลปวิทยาการรอบด้าน แต่น่าเสียดายที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการจนได้ชื่อว่าเป็นทรราช  เป็นเหตุให้เผอแธกเกอเริส (Pythagoras ก.ค.ศ.580-500) นักปราชญ์ชาวเซมัสไม่พอใจ  พาลูกศิษย์ไปตั้งสำนักที่ภาคใต้ของอิตาลี  จนได้รับการยกย่องว่าบรรลุญาณวิเศษ   คำสอนทุกข้อจึงถือเป็นสัจธรรม  เป็นที่รู้กันว่าถ้าอ้างคำว่า Ipse dixit (He himself said ท่านได้ตรัสไว้) ก็หมายความว่าลูกศิษย์ต้องรับทูนไว้เหนือหัว  เชื่อกันว่าเผอแธกเกอเริสระลึกอดีตได้ 4 ชาติ และเชื่อว่าทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิด  บางครั้งในร่างสัตว์ด้วย จึงมีหลักปฏิบัติเพื่อให้เกิดดีมีสุข

ในเรื่องของความคิดแบบกรีกซึ่งต่อมาได้ชื่อว่านวยุคภาพนั้น เผอแธกเกอเริสเอามาคิดต่อและเสนออัตราส่วนตามจำนวนเลขเป็นหลักการแม่บทของเอกภพ  นั่นคือสอนว่าเอกภพจะมีอะไรก็ได้ไม่สำคัญ  แต่สำคัญอยู่ที่ว่า  สิ่งทั้งหลายบรรดามี  จะต้องอยู่กันอย่างกลมกลืนด้วยอัตราส่วนที่ลงตัว (harmonious proportion) มิฉะนั้นจะขัดแย้งกันจนสูญสลายไป ที่สอนกันว่าปฐมธาตุสำหรับเผอแธกเกอเริสได้แก่จำนวนเลขนั้นก็มีความหมายตามนัยนี้นั่นเอง   คืออัตราส่วนที่แสดงออกได้เป็นจำนวนเลขนั่นแหละคือปฐมธาตุและหลักการแม่บทของเอกภพ

อะไรที่สอนกันในสำนักนี้จะเริ่มต้นด้วยข้อความสำเร็จรูปว่า Ipse dixit (ท่านได้ตรัสไว้) เสมอ จนไม่อาจรู้ได้ว่าส่วนใดเป็นความคิดของไพแธเกอเริสเอง  และส่วนใดเป็นคำสอนของเจ้าสำนักต่อ ๆ มา  เพราะทุกท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ท่าน’(Ipse) เช่นกัน

เชื่อกันว่า นอกจากระเบียบวินัยบำเพ็ญพรตในสำนักแล้ว เผอแธกเกอเริสยังพบทฤษฎีสามเหลี่ยมมุมฉาก และหลักการเบื้องต้นของตรีโกณมิติ  พบทฤษฎีความกลมกลืนของเสียงดนตรี  เคอเพอร์นิเคิส (Copernicus) อ้างว่าตนได้ความคิดเรื่องระบบสุริยจักรวาลจากเผอแธกเกอเริส

สำนักเผอแธกเกอเริสถือเอาความกลมกลืนเป๊ะ ๆ  ตามตัวเลขจำนวนเต็มเป็นนโยบายของสำนัก  เพราะนั่นคือความเป็นจริงแท้ การปฏิบัติตามความเป็นจริงย่อมค้ำประกันความสุข ป้องกันความขัดแย้งอันเป็นบ่อเกิดของความทุกข์   ศิษย์สำนักนี้จะพร่ำเทศน์สอนเรื่องความกลมกลืนเป็นหลัก   เหมือนนักเทศน์ของศาสนาคริสต์ชอบพูดเรื่องความรัก  และนักเทศน์ของศาสนาพุทธชอบพูดเรื่องกรรม

                ต่อมามีผู้ถามว่า รูปสามเหลี่ยมมุมฉากที่มีด้านข้างด้านละ 1 หน่วยวัด (เช่น 1 ซ.ม.)  ด้านทะแยงย่อมมีความยาวเป็น  Ö2 (กรณฑ์ 2 ของ 12 + 12) ซึ่งเป็นเลขที่ไม่ลงตัวและทศนิยมไม่รู้จบ   อย่างนี้รูปสามเหลี่ยมดังกล่าวจะมีจริงหรือไม่   พวกเขาตอบว่าไม่มีจริง  รูปสามเหลี่ยมที่มีอยู่จริงจะต้องมีอัตราส่วนที่ลงตัวแบบ 32 + 42= 52  เป็นต้น  ต่อมามีถามว่า Ö – 1 มีจริงหรือไม่  พวกเขาตอบว่าเป็นเลขอเหตุผล (irrational) ไม่ควรคิด  เพราะเป็นไปไม่ได้  เป็นทางนำไปสู่ความเสื่อมของปัญญา  มีผู้แย้งว่าพายหรือ 22/7  ซึ่งเป็นอัตราส่วนระหว่างเส้นรอบวงของวงกลมกับรัศมีของมันนั้นเป็นเลขทศนิยมไม่รู้จบ  ดังนั้นจะทำอย่างไร วงกลมจะเลี่ยงทศนิยมไม่รู้จบไม่ได้เลยสักวงเดียว  แต่ทว่าวงกลมต้องมีอยู่จริงอย่างน้อยบางวง แล้วจะอธิบายว่าอย่างไร สำนักเผอแธกเกอเริสถึงทางตัน ไม่อาจจะแก้ปัญหาได้ นักปราชญ์ค่อย ๆ เสื่อมศรัทธา  ส่วนนักปฏิบัติยังคงถ่ายทอดเจตนารมณ์ต่อมาอีกหลายศตวรรษ เหลือผลงานวิชาการเป็นทฤษฎีเรขาคณิตบางบทที่ยูคลิดรวบรวมไว้ในหนังสือของตนเท่านั้น

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018