question of the primitive คำถามของมนุษย์ดึกดำบรรพ์

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

มนุษย์ดึกดำบรรพ์อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ คลุกคลีอยู่กับธรรมชาติ อาศัยธรรมชาติสำหรับเลี้ยงตัวเองให้เจริญเติบโตและดำรงชีวิตอยู่ได้นับแต่วันเกิดถึงวันตาย ธรรมชาติเป็นแม่ที่ใจดี ให้ปัจจัย 4 สำหรับยังชีพ แต่บางครั้งธรรมชาติก็กลายเป็นอันธพาลกลั่นแกล้งมนุษย์อย่างเลือดเย็น มนุษย์กลายเป็นของเล่นอันไร้ค่าสำหรับธรรมชาติที่วางโต  มนุษย์ต้องหนีภัยธรรมชาติอย่างหัวซุกหัวซุน โชคดีที่มนุษย์รอดได้เป็นคราว ๆ ไป โชคร้ายถึงฆาตเมื่อใดก็ไม่มีโอกาสเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติครั้งต่อไป ถ้าโชคร้ายไม่ถึงฆาตก็ต้องดิ้นรนตะเกียกตะกายต่อชีวิตให้ตัวเองอย่างคนพิการน่าอนาถใจ มนุษย์ต้องเกรงกลัวและหวาดผวาภัยธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา

ชายดึกดำบรรพ์คนหนึ่งกำลังล่ากระต่าย  เพื่อเป็นอาหารมื้อเย็นของครอบครัว  กระต่ายเล่าก็กำลังเล็มหญ้ากินอย่างเอร็ดอร่อย  ขณะเดียวกันนั้นเองเสือตัวหนึ่งกำลังหมอบคุมเชิงหาโอกาสตะครุบชายคนนั้น  เพื่อจับไปเป็นอาหารสำหรับตัวเองและลูก นี่คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชีวิต ชิงไหวชิงพริบกันตามธรรมชาติ

บัดดลนั้นฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาตรงกลางระหว่างคนกับเสือและกระต่าย คนไม่คิดจะจับกระต่ายอีกแล้ว เสือก็ไม่อยากจะกินคนอีกแล้ว กระต่ายก็ไม่คิดจะกินหญ้าอีกต่อไป ทั้งสามต่างก็วิ่งหนี จะวิ่งไปทางไหนก็สุดแต่จะมีทางวิ่ง ขอให้ได้วิ่งเป็นพอ  ไม่วิ่งไม่สบายใจ  เพราะตอนนั้นถูกผลักดันโดยสัญชาตญาณรักชีวิต  ไม่คิดอะไรทั้งนั้น  ครั้นวิ่งไปจนรู้สึกพ้นภัยแล้วก็หายกลัว  กระต่ายจะเล็มหญ้ากินต่อไปตามปรกติ  เสือจะจ้องจับคนหรือกระต่ายเป็นอาหารต่อไปตามปรกติ

ส่วนคนเมื่อพ้นภัยแล้วก็ยังคิดต่อไปว่าภัยอาจจะเกิดขึ้นอีกเมื่อใดก็ได้  ความหวดผวาที่สำนึกได้เช่นนี้ย่อมจะนำไปสู่คำถามเพราะมีปัญญาช่วยกระตุ้นอีกแรงหนึ่ง คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสภาพเช่นนี้ก็คือว่า ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะแก้ไขได้อย่างไร  ระหว่างนั้นอาจจะมีผู้เสนอคำตอบขึ้นหลายแบบ แต่คนทั่วไปไม่รู้สึกพอใจจึงไม่ได้รับการสนับสนุน และสูญหายไปในเงามืดแห่งอดีต มีอยู่คำตอบหนึ่งที่ถูกใจคนทั่วไปในระดับอารยธรรมดึกดำบรรพ์ เพราะปรากฏว่าถ่ายทอดสืบต่อมากันมาในทุกหนทุกแห่ง

คำตอบนั้นก็คือว่า ภัยธรรมชาติมาจากเบื้องบน อันเป็นอำนาจลึกลับ จะแก้ไขได้โดยเอาใจเบื้องบน เพราะโลกไม่มีกฎเกณฑ์ของมันเอง ทุกอย่างแล้วแต่เบื้องบนจะบันดาลให้เป็นไป ในปัจจุบันเราเรียกโลกตามทรรศนะนี้ว่ากลีภพ (chaos) หรือโลกที่ไม่มีกฎเกณฑ์ของมันเอง โลกที่มีกฎเกณฑ์ในตัวเอง เราเรียกว่า จักรวาล (cosmos)

เราไม่ทราบได้ว่าใครเป็นผู้ต้นคิดคำตอบนี้ จึงเป็นบุคคลสมมุติครับ  แต่สันนิษฐานได้ว่า คงจะมีผู้ต้นคิดด้วยกันหลายคนกระจายกันอยู่ในกลุ่มชนต่าง ๆ  คนต้นคิดเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องรับอิทธิพลจากกัน เพราะต่างคนต่างคิดเองได้ ตามทฤษฎีผิดเป็นครู (trial and error theory) คือ เมื่อมีปัญหาก็มีคนเสนอคำตอบกันต่าง ๆ นานา คำตอบใดไม่ถูกใจชุมชนก็สูญหายไป  ปรากฏว่าคำตอบที่อ้างถึงเบื้องบนเป็นคำตอบที่นิยมกันทั่วไปในหมู่มนุษย์ดึกดำบรรพ์ ผลก็คือ คำตอบนี้ได้ทำคุณไว้ให้แก่มนุษยชาติอย่างมากมายมหาศาล  เพราะถ้ามนุษย์ดึกดำบรรพ์ไม่ได้คำตอบที่ให้ความพอใจเช่นนี้ คงจะเป็นโรคประสาทพิการไปตาม ๆ กัน  เพราะจะต้องเคร่งเครียดอยู่กับความกลัวที่ไม่มีทางแก้อยู่ตลอดเวลา  ไม่มีสติปัญญาเห็นคำถามเสียเลยยังจะดีกว่า เมื่อภัยถึงตัวเมื่อใดจึงค่อยหนีโดยสัญชาตญาณเหมือนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย

วิจารณญาณทำนองนี้เกิดขึ้นกับมนุษย์ดึกดำบรรพ์ทุกแห่ง ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของโลก  และแม้ในสมัยที่มนุษยชาติเจริญก้าวหน้าทางอารยธรรมมาไกลแล้ว  หากที่ใดยังมีมนุษย์ดึกดำบรรพ์หลงเหลืออยู่  มนุษย์เหล่านี้ก็จะมีวิจารณญาณในทำนองนี้  กล่าวคือ เคยมีคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเขาเห็นคำถามและคนอื่น ๆ ก็เห็นด้วย   ต่อมามีผู้เสนอคำตอบที่ไม่น่าพอใจก็ไม่ได้รับความสนใจ   ครั้นมีผู้มีวิจารณญาณเด่นในพวกเขาให้คำตอบที่น่าพอใจ จึงถือตามกันต่อ ๆ มา  เราจึงถือได้ว่า นี่คือความคิดสร้างสรรค์ด้วยวิจารณญาณของมนุษย์ดึกดำบรรพ์

                อนึ่ง แม้ในสังคมที่มีอารยธรรมของเราทุกวันนี้ หากผู้ใดยังมีปัญหาและพอใจคำตอบแบบเดียวกันกับมนุษย์ดึกดำบรรพ์ เราก็ถือว่าพวกเขายังมีวิจารณญาณระดับดึกดำบรรพ์ เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องช่วยกันพัฒนาพวกเขาโดยทุกวิถีทาง  มิฉะนั้น พวกเขาอาจจะตกเป็นเครื่องมือของผู้ฉวยโอกาสได้ง่าย และความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้นกับทุกคนในสังคมมนุษย์รวมทั้งตัวเราเองด้วย

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018