reason เหตุผล

ผู้แต่ง : ปราโมทย์  หม่อมศิลา

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

เหตุผล (reason) คือ สมรรถภาพคิด ความสามารถที่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  เราใช้เหตุผลเพื่อสร้างความเชื่อมั่น  เมื่อพูดอะไรไปแล้วทุกคนเชื่อทันทีก็ไม่ต้องการเหตุผล  หากมีสิ่งใดที่เราคิดขึ้นมาแล้วตัวเราเองไม่เชื่อก็ดี  หรือพูดอะไรออกไปแล้วผู้ฟังไม่เชื่อก็ดี  จำเป็นต้องใช้เหตุผลพิสูจน์ให้เชื่อ  ถ้าทำได้สำเร็จก็เรียกว่ามีเหตุผล  หากทำไม่สำเร็จก็ได้ชื่อว่าไม่มีเหตุผล  การใช้เหตุผลก็คือการพิสูจน์นั่นเอง  ดังนั้น “เหตุผล” บ่อย ๆ จึงใช้แทนความสมเหตุสมผล(reasonableness) ได้ด้วย และบ่อยครั้งก็ใช้คำ “ถูกกฎทุกประการ”(validity) แทนความสมเหตุสมผล(reasonableness)  บางคนจึงเลี่ยงไปใช้คำ “ถูกต้องทุกประการ”(soundness) ในความหมายว่าสมเหตุสมผล พึงสังเกตและแยกเข้าใจให้ดี ๆ  มิฉะนั้นจะสับสน

ในสมัยเริ่มต้นของมนุษยชาติ มนุษย์เรานิยมพิสูจน์กันด้วยกำลังหรืออำนาจลึกลับ เช่น พิสูจน์ความสมควรเป็นหัวหน้าเผ่าด้วยการต่อสู้กันจนชนะคู่แข่งขัน  หรือด้วยการเสี่ยงทายตามวิธีไสยศาสตร์  วิธีนี้นับว่าถูกกฎทุกประการตามที่ยอมรับกัน  แต่ไม่สมเหตุสมผลและไม่ถูกต้องทุกประการตามเกณฑ์ปรัชญา

ต่อมาเมื่อชีวิตมนุษย์สลับซับซ้อนมากขึ้น และมนุษย์เรามีภาษาใช้ได้กว้างขวางขึ้น มนุษย์จึงนิยมใช้คำพูดยกข้ออ้างแทนการกระทำเพื่อสูจน์คำพูดและความคิดของตน  ผู้มีไหวพริบและมีความสามารถสูงในการใช้ภาษาจะสามารถใช้คำอ้างพิสูจน์หลอกล่อให้ผู้ฟังหลงเชื่อตนได้มากขึ้นทุกที  บทสนทนาของเพลโทว์แสดงอิทธิพลของการพิสูจน์ด้วยคำพูดอย่างกว้างขวาง  ทั้งแยกเหตุผลที่ไม่ถูกต้องออกจากเหตุผลที่ถูกต้อง  และต้องใช้ไหวพริบต่อไปจึงจะพบวิธีตอบโต้ได้อย่างเฉียบขาด  บทสนทนาของเพลโทว์ใช้เป็นแบบฝึกหัดสำหรับฝึกฝนเรื่องดังกล่าวนี้ได้เป็นอย่างดี  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสมเหตุสมผลในทรรศนะของเพลโทว์ก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป

the great philosopher

แอเริสทาเทิลผู้เป็นศิษย์ของเพลโทว์  ได้นำเอาปัญหานี้มาขบคิดแยกกฎเกณฑ์ออกมาได้สำเร็จเป็นคนแรก  รวบรวมเนื้อหาขึ้นเป็นวิชาเรียกว่าวิชาตรรกวิทยา  เป็นผลให้แอเริสทาเทิลได้ชื่อว่าเป็นบิดาของวิชาตรรกวิทยา  ตั้งแต่นั้นมาวิชาตรรกวิทยาก็กลายเป็นวิชาหน้าด่านของปรัชญา  ถือว่าผู้จะศึกษาปรัชญาอย่างเป็นล่ำเป็นสันต้องเรียนตรรกวิทยาให้รู้จักแยกเหตุผลที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องเสียก่อน  ต่อจากนั้นต้องรู้จักแสดงความคิดของตนอย่างมีเหตุผล  จะโต้แย้งความคิดของผู้ใดก็ต้องโต้แย้งตามหลักเหตุผล  ได้มีการค้นพบหลักเกณฑ์เหตุผลละเอียดลออมากขึ้นตลอดยุคกลาง  ปรากฏว่าการใช้เหตุผลตามแนวของแอเริสทาเทิลนั้นเองกลับเป็นเครื่องมือใช้สร้างความแตกแยกกันอย่างร้ายกาจตลอดยุคกลางและตลอดสมัยฟื้นฟู  ฝ่ายแตกแยกแต่ละฝ่ายแตกแยกกันด้วยเหตุผล  ปรักปรำฝ่ายตรงข้ามด้วยเหตุผล   จนถึงห้ำหั่นกันตายเป็นเบือด้วยเหตุผล  แต่หาถูกต้องไม่

นักปรัชญาสมัยเหตุผลพบว่าเหตุผลที่ใช้กันมาก่อน ๆ มีจุดบกพร่อง ต้องแก้ไข หวังกันว่าหากแก้ไขได้สำเร็จก็จะแก้ไขความแตกแยกอันเป็นผลที่ติดตามมาได้สำเร็จ  นักปรัชญาทุกคนของสมัยนี้จึงทุ่มเทขบคิดเรื่องนี้กันเป็นประเด็นหลัก  สมัยนี้จึงได้ชื่อว่าสมัยเหตุผล และแนวคิดแบบนี้ได้ชื่อว่า ลัทธิเหตุผลนิยม (rationalism)

แฟรงซิส เบเคิน จะเริ่มมองเห็นว่าการใช้เหตุผลที่แล้วมาล้วนแต่เป็นทาสของอคติ การใช้เหตุผลจึงทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ มนุษย์ต้องใช้เหตุผลโดยปราศจากอคติ นั่นคือโดยไม่เชื่ออะไรเลยนอกจากประสบการณ์ร่วมของมนุษยชาติเท่านั้น ทำให้เบเคินได้ชื่อว่าเป็นบิดาของลัทธิประสบการณ์นิยม (empiricism)

เดการ์ตมองเห็นว่าประสบการณ์เชื่อได้ยาก แม้ประสบการณ์ของมนุษย์ทั้งโลกก็ยังหลอกเราได้  ที่จับได้ก็มี ที่จับไม่ได้ก็คงมีอีกมาก เช่นทุกคนมีประสบการณ์ตรงกันว่าดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก  แต่การคำนวณทางคณิตศาสตร์ยืนยันว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์  และสามัญสำนึกร่วมของมนุษยชาติตัดสินว่าการคำนวณทางคณิตศาสตร์เชื่อถือได้มากกว่า เดการ์ตจึงประกาศใช้การคิดคำนวณแบบคณิตศาสตร์เป็นหลักค้ำประกันว่าอะไรเชื่อถือได้หรือไม่  ทำให้เดการ์ตได้ชื่อว่าเป็นบิดาของลัทธิเหตุผลนิยม (rationalism)

ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ประสบการณ์นิยมไม่ใช้เหตุผล  โดยเฉพาะอย่างสมรรถภาพเหตุผลนั้นใช้พอ ๆ กับลัทธิเหตุผลนิยมทีเดียว  แต่ประสบการณ์นิยมเน้นการใช้เหตุผลแบบอุปนัย  ส่วนเหตุผลนิยมเน้นการใช้เหตุผลแบบนิรนัย

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018