renaissance การฟื้นฟู

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

                การฟื้นฟู(Renaissance) หมายถึงการรื้อฟื้นจิตตารมณ์ที่รุ่งโรจน์ที่สุดของชาวกรีกและโรมัน ขึ้นมาเป็นบรรทัดฐานแห่งความคิดและการดำรงชีพ  โดยยกย่องว่าเป็นจิตตารมณ์ขั้นศึกษิต (classic) และถือเป็นมาตรฐานที่ควรรื้อฟื้นขึ้นมายึดถือเป็นแบบอย่าง  จึงหมายความรวมถึงการพยายามมองโลกและชีวิตแบบศึกษิต  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่ามีโลกทัศน์แบบศึกษิต  เมื่อมีโลกทัศน์แบบศึกษิตแล้วก็ต้องวางตัวแบบศึกษิต และทำการทำงานอย่างศึกษิต  เราจะพิจารณารายละเอียดกันต่อไปนี้

สมัยฟื้นฟู(The Renaissance period ประมาณ ศต.15-16) ยากที่จะกำหนดเวลาได้แน่นอน  เพราะการฟื้นฟูมิใช่ว่าจะเกิดขึ้นปุบปับ และพอเริ่มเกิดขึ้นแล้วก็ใช่ว่าสังคมจะยอมรับทันที เราต้องเข้าใจว่าจิตใจของมนุษย์ส่วนรวมไม่เปลี่ยนแปลงง่าย ๆ และก็ไม่ยอมอยู่นิ่งกับที่ง่าย ๆ เช่นกัน  ดังนั้นเมื่อไม่มีอะไรปลุกเร้าใจ ก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายอยากแสวงหาของใหม่ ครั้นมีสิ่งใหม่มาจูงใจให้เปลี่ยนวิถีก็จะต่อต้านอย่าเหนียวแน่น  โดยยึดมั่นอยู่กับคติเดิม  แต่แล้วก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย ๆ ตามแรงจูงใจใหม่ ๆ โดยไม่รู้ตัว แล้วก็เปลี่ยนเป็นใหม่ไปในที่สุดโดยยากที่จะยับยั้งไว้ได้  ขบวนการฟื้นฟูจิตตารมณ์กรีกโรมันก็เช่นกัน เริ่มมีมาตั้งแต่กลางยุคกลางแล้ว คือในขณะที่ปรัชญาอัสสมาจารย์กำลังเฟื่องถึงขีดสุดนั้นเอง  ก็เริ่มมีผู้ไม่เห็นด้วยและไม่พอใจแล้ว  เมื่อไม่ชอบก็ย่อมแสวงหาแนวทางใหม่ เสนอขึ้นมา  ในขณะที่สังคมกำลังนิยมของเก่ากันทั่วไป ย่อมถูกคัดค้านและต่อต้านอย่างรุนแรง จนอาจจะถูกกลบหายไปในประวัติศาสตร์  เมื่อฝ่ายแหวกแนวปีกกล้าขาแข็งมากขึ้น และเสียงดังมากขึ้น ซึ่งก็มักจะเน้นการเปลี่ยนแปลงอย่างเลยเถิด ก็เริ่มจะมีผู้ฟังมากขึ้น  ปรากฏว่าผู้แสดงความไม่พอใจกับปรัชญาอัสสมาจารย์ และแสวงหาทางใหม่ที่นับว่ามีเสียงดังพอเป็นรายแรกก็คืออาคเคิม  แม้อาคเคิมจะเริ่มมีความคิดแหวกแนวจากเดิม  แต่ทว่าวิธีคิดและประเด็นปัญหาที่คิดก็ยังเป็นแบบยุคกลาง  จึงนิยมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาอัสสมาจารย์อยู่นั่นเอง  หากจะถือว่าเป็นผู้นำหน้าปรัชญาฟื้นฟูก็น่าจะได้  การฟื้นฟูทางด้านศิลปะก็เช่นกัน  เริ่มมีแววปฏิรูปตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 มาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ศตวรรษที่ 13 เราถือว่าเป็นจุดสุดยอดของประวัติศาสตร์ยุคกลาง  เพื่อสะดวกในการศึกษา เราจึงถือว่าปรัชญาสมัยฟื้นฟูอยู่ระหว่างศตวรรษที่ 15-16 ก็แล้วกัน อาจจะมีกรณีเหลื่อมล้ำกันบ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของประวัติศาสตร์

สมัยฟื้นฟูจึงนับว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างยุคกลางกับยุคใหม่ด้วยประการฉะนี้   ยุคกลาง (ศตวรรษที่ 1-16) เน้นการสร้างอาณาจักรแห่งสวรรค์  ส่วนยุคใหม่ (ศตวรรษที่ 17-20) เน้นการสร้างอาณาจักรแห่งโลก มีสมัยฟื้นฟู (ศตวรรษที่ 16-17) เชื่อมกลาง  ซึ่งเป็นยุคกลางก็ไม่ใช่ ยุคใหม่ก็ไม่เชิง  แต่เป็นสมัยรื้อฟื้นยุคโบราณขึ้นใช้ในบรรยากาศของยุคกลางเพื่อเตรียมทางสู่ยุคใหม่  เพื่อให้มีที่สังกัดเราจะจัดให้เป็นส่วนปลายของยุคกลางก็ได้หรือจะจัดให้เป็นส่วนเริ่มต้นยุคใหม่ก็ได้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018