modern

sign shows narrative  สัญญะแสดงเรื่องเล่า

ผู้แต่ง : ศุภชัย  ศรีศิริรุ่ง

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

สิ่งที่ถูกนำเสนอผ่านทางสัญญะต่าง ๆ แล้วอ้างว่าเป็นความจริงเพราะตรงกับความเป็นจริงนั้น แท้จริงแล้วก็เป็นเพียง “เรื่องเล่า” เรื่องหนึ่งตามความเข้าใจของผู้เล่าผู้นั้นเท่านั้น

ลัทธิก่อนนวยุคนิยม (pre-modernism) ทำภาษาให้มีความหมายด้วยเรื่องปรัมปรา(myth) และเรื่องเล่า (narrative) โดยเชื่อว่าเรื่องเล่าเหล่านั้นมีความหมายตรงกับความเป็นจริงตามตัวอักษรบ้าง ตามสัญลักษณ์บ้าง ตามสำนวนภาษาบ้างขึ้นกับกระบวนทรรศน์ของผู้ตีความ ตีความอย่างไรก็ยึดถือว่าเป็นจริงตามนั้น

ลัทธินวยุคนิยม (modernism) พยายามปลดเปลื้องภาษาจากความหมายของเรื่องปรัมปราและเรื่องเล่า เพราะถือว่ามีความหมายไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่แสดงเพียงความเชื่อและศรัทธาของผู้นิยมชมชอบเท่านั้น  จึงสร้างความหมายใหม่ให้กับภาษาด้วยเหตุผล (ซึ่งก็คือ สัญญะ แบบหนึ่งนั่นเอง)โดย เชื่อว่าจะสามารถนำเสนอเป็นความจริงได้ถูกต้องสมบูรณ์แบบ เพราะมีความตรงกันระหว่างความเป็นจริงภายนอก ความคิดในสมองและภาษาที่ต้องการจะใช้สื่อความหมาย รวมเป็น 3 ระบบเครือข่าย ที่มีอิทธิพลเหนือความคิดของมนุษย์อย่างกว้างขวางตลอดยุคโบราณ ยุคกลางและยุคใหม่ (นวยุค)

ลัทธิหลังนวยุคนิยม (postmodernism) โดย Jean Francois Lyotardวิจารณ์นวยุคภาพว่า พยายามขจัดเรื่องปรัมปราและเรื่องเล่าของศาสนาคริสต์ออกจากความรู้ยุคกลาง แต่ในที่สุดก็สร้างเรื่องปรัมปราใหม่ขึ้นมาแทน กล่าวคือสร้างวิธีคิดด้วยเหตุผลขึ้นมาและให้มีอำนาจแทนพระเจ้า ความรู้ที่เสนอใหม่ออกมาด้วยเหตุผลก็คือเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งนั่นเอง อันเป็นเรื่องเล่าประเภทสร้างความเชื่อถือให้กับความรู้ด้วยอำนาจของเหตุผล แทนเรื่องเล่าของยุคกลางที่พยายามสร้างความเชื่อถือให้กับความรู้ด้วยอำนาจของพระผู้สร้าง จึงหนีไม่พ้น “เรื่องเล่า” อยู่นั่นเอง

lyotard

Lyotard ไม่เชื่อว่ามีความจริง เพราะรู้ว่าถึงมีความเป็นจริงอยู่ก็เข้าถึงไม่ได้ แม้เข้าถึงได้ก็ไม่สามารถนำเสนอได้เพราะภาษาไม่สามารถบ่งถึงความเป็นจริงได้ แต่บ่งถึงได้เพียงความหมายตามกติกาที่ใช้เท่านั้น   บรรดา “สัจธรรม” และ“ความจริง” ต่าง ๆ ที่พากันนำเสนอกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ “เล่า” สู่กันฟัง และพยายามที่จะยัดเยียดให้ฟัง ให้เชื่อ ให้ยึดถือกันเท่านั้น แท้ที่จริงก็มีสถานะเป็นได้แค่เพียง “เรื่องเล่า” เรื่องหนึ่ง ๆ เช่นเดียวกัน เท่านั้นโดยไม่มีเรื่องเล่าของใครที่จะจริงกว่า หรือ ถูกต้องกว่า ของใครอย่างแท้จริง

คุณค่าของแนวคิดดังกล่าวทำให้มนุษย์มีอิสรภาพทางความคิดมากขึ้น สามารถตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย ตลอดจนกระทั่งต่อสู้กับ บรรดา“สัจธรรม” หรือ “ความจริง” ต่าง ๆ ที่มีอำนาจครอบงำเก็บกด ปิดกั้นสังคมและตัวเขาอยู่  ด้วยความเข้าใจว่า “สัจธรรม” เหล่านี้ล้วนเป็นเพียง “เรื่องเล่า (narrative)” เรื่องหนึ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น  ทำให้เขาสามารถที่จะยืนหยัดเพื่อตัวเขา และสิ่งที่เขาอยากจะเชื่อ อยากจะคิด  พร้อมที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ อย่างสร้างสรรค์ ด้วยความพอใจที่เห็นฝ่ายต่าง ๆ สนใจคิดค้นตามเกมภาษาของแต่ละบุคคล ได้ผลอะไรออกมาก็เอามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกัน ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้จากกัน ต่างฝ่ายต่างเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์แก่กันและกัน ช่วยกันเติมเต็ม ขยายและประสานขอบฟ้าความรู้ที่เป็น “เรื่องเล่า” ของแต่ละคนเข้าด้วยกันให้มีความสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะไปถึง สามารถแสวงหาความรู้ได้โดยไม่ต้องกังวลหาวิธีการคิดหรือความรู้ที่ทุกคนต้องยอมรับว่าจริงอย่างที่ชาวนวยุคนิยมห่วงใย

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018