aris-1

Socrates on dialectic วิภาษวิธีของซาคเชรอถิส

ผู้แต่ง : เอนก  สุวรรณบัณฑิต

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ซาเครอทิส (Socrates ก.ค.ศ.470-399) เป็นผู้รักชาติอย่างจริงจัง มุ่งต่อต้านวิธีคิดของบรรดาคุรุซาฟิสท์ เพราะตระหนักว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างร้ายแรง   การใช้เล่ห์เหลี่ยมชิงลาภยศสรรเสริญอย่างที่บรรดาคุรุซาฟิสท์เปิดทางให้โดยรับรองว่าไม่มีบาปบุญคุณโทษตามมาเช่นนั้น ย่อมนำไปสู่การแข่งขันกันอย่างสุดเหวี่ยงเพื่อกอบโกยหาประโยชน์ใส่ตน  ไม่นานชาติจะล่มจม   เลือดรักชาติทำให้ซาเครอทิสต้องคิดหาวิธีที่ย้ำความคิดแบบกรีก เพื่อจะพาเอเธนส์ให้อยู่รอดปลอดภัยและรุ่งโรจน์ต่อไป

ซาเครอทิสถือหลักว่า สมองของมนุษย์มีโครงสร้างเหมือนกัน คิดอะไรน่าจะตรงกันและนั่นน่าจะเป็นมาตรการตัดสินทั้งความจริง ความดี และความงาม แต่สัญชาตญาณกระตุ้นให้แต่ละคนเห็นแก่ตัว จึงเกิดกิเลสโลภ  โกรธ  หลง  ซึ่งชักจูงให้ปัญญาเห็นผิดเป็นชอบและเห็นชอบเป็นผิด  ความคิดเห็นจึงเป็นไปได้ต่าง ๆ แล้วแต่สัญชาตญาณจะพาไป   อย่างคุรุซาฟิสท์เองก็ปล่อยให้ปัญญาที่มีอยู่มากมายนั้นถูกสัญชาตญาณใช้เป็นบริวาร จึงขายคำสอนแลกกับลาภยศสรรเสริญ ซาเครอทิสจึงทำตรงข้ามคือสอนโดยไม่รับค่าสอน (แต่ก็เดือดร้อนภรรยาต้องประกอบอาชีพหมอตำแยกลางบ้านเพื่อเลี้ยงตัวเองและสามี บังเอิญไม่มีบุตรด้วยกัน  มิฉะนั้นจะเดือดร้อนกว่านั้น)

หลักการแม่บทของซาเครอทิสได้แก่การคิดโดยไม่มีกิเลส เชื่อได้ว่าจะได้ความจริงตรงกันในทุกเรื่อง ความคิดที่ได้จะเป็นระเบียบประสานกันเป็นระบบเครือข่าย ซึ่งสามารถอธิบายชี้แจงและตอบโต้ผู้ขัดแย้งได้ด้วยเหตุผล

ประเด็นนี้เป็นจุดเพิ่มเติมที่ซาเครอทิสพบและเพิ่มให้กับวิธีคิดแบบกรีก คือ ความรู้แท้นอกจากจะเป็นระบบประกอบด้วยองค์ 3 ดังได้ชี้แจงมาแล้ว คือ มีความตรงกันระหว่างความคิด  ความเป็นจริง และภาษา ยังมีองค์ที่ 4 เพิ่มเข้ามาว่า  สามารถชี้แจงด้วยเหตุผลโดยอ้างโยงใยในระบบเหมือนร่างแหที่สืบสาวกันได้จากทุกจุดถึงทุกจุดและชี้แจงได้ด้วยว่า  ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นตามระบบ ก็จะสรุปถึงสิ่งที่เป็นจริงไปไม่ได้ เรียกว่าสรุปให้เห็นได้ว่างี่เง่าถ้าไม่เชื่อให้เป็นระบบ

วิธีการพิสูจน์ของซาเครอทิสได้ชื่อว่าวิภาษวิธี (dialectic)  นับเป็นตรรกวิทยาขั้นพื้นฐาน  บางคนในสมัยต่อมาเรียกวิชาตรรกวิทยาว่า dialectic เสียเลยก็มี ก็คงได้แบบอย่างมาจากซาเครอทิสนี่เอง

ในปัจจุบัน dialectic มีความหมายได้หลายอย่าง  อย่างหนึ่งก็คือหมายถึงวิธีเอาชนะคู่ต่อสู้แบบซาเครอทิส  คือ ทำเป็นไม่รู้เพื่อล่อให้ฝ่ายตรงข้ามอวดรู้  พอฝ่ายตรงข้ามเสนอความเห็นอะไรออกมา  ก็พยายามอนุมานไปเรื่อย ๆ  จนถึงข้อสรุปงี่เง่าเป็นการตบหน้าคนอวดรู้อย่างแรงให้เสียหน้าได้ง่าย ๆ  นับว่าทำให้เจ็บใจดีนัก  ไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้  จะเป็นการสร้างศัตรูมากกว่าจะได้สั่งสอนให้รู้จริง การใช้วิธีนี้อย่างนุ่มนวลเรียกว่าการพิสูจน์แบบตลบหลัง คือพิสูจน์ว่าที่คุณท่านเสนอมานั้นไม่จริง   เพราะอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นตรงข้ามต้องจริง

บทเรียนจากซาเครอทิสก็คือ ตอกหน้านักการเมืองทุจริตด้วยวิธีวิภาษวิธีจนเสียหน้าไปตาม ๆ กัน กล่าวตามสำนวนของเราสมัยนี้ว่าหน้าแตกจนหมดปัญญาเย็บ  เป็นเหตุให้นักการเมืองทรงอิทธิพลในขณะนั้นทนต่อไปไม่ไหว ยัดข้อหาบ่อนทำลายความมั่นคงของนครรัฐ   เพราะ 1) ยุยงให้เยาวชนกล้าซักถามผู้ใหญ่ในเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่อยากให้รู้ และ 2) ไม่เคารพเทพโดยตั้งข้อสงสัยบางเรื่องที่เชื่อกันเรื่อยมาว่าได้รับมาจากเทพ เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะปรับโทษซาเครอทิสถึงขั้นประหารชีวิต แต่เนื่องจากเคยมีความดีความชอบในสมรภูมิรบ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คือให้ดื่มยาพิษเฮมลอคด้วยตนเอง(โดยไม่ต้องกรอก) ดื่มแล้วประสาทจะค่อย ๆ ชาจากปลายเท้ามาจนถึงศรีษะทีละน้อยตามลำดับ

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018