University of Paris มหาวิทยาลัยปารีส

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

การเกิดของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในยุโรป เริ่มจากระบอบนครรัฐได้ค่อย ๆ คืบคลานเข้าครอบครองยุโรปพร้อมกับความร่ำรวยของพ่อค้า และความยากจนของชนชั้นขุนนาง เมืองใหญ่ ๆ ค่อย ๆ ตกอยู่ในอำนาจของคหบดีทีละเมือง ๆ และภายในเมืองดังกล่าวผู้มีอาชีพแต่ละอาชีพก็จะพยายามจับกลุ่มกันเป็นสมาคม (guild) เพื่อช่วยกันรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของบุคคลในอาชีพเดียวกัน

สำนักอาสนวิหาร (Cathedral) ซึ่งก้าวหน้าในด้านวิชาการมากขึ้น ก็ย่อมจะมีนักศึกษามากขึ้นและจะมีอาจารย์มากขึ้นตามลำดับ บรรดาอาจารย์ทั้งหลายสำนึกได้ว่า การสอนก็เป็นอาชีพอย่างหนึ่ง จึงรวมกันตั้งกลุ่มเป็นสมาคมอาจารย์ขึ้น แล้วก็เรียกร้องและก็วางระเบียบเพื่อรักษา ผลประโยชน์ของอาชีพของอาจารย์ขึ้นตามลำดับ จนที่สุดได้รับอนุมัติให้ปกครองกันเอง กำหนดหลักสูตรกันเอง กำหนดมาตรฐานการศึกษากันเอง กำหนดวิธีสอบและกำหนดให้ปริญญาบัตรกันเองและผู้ประทานปริญญาบัตรก็คือ อธิการบดี (หัวหน้าคณาจารย์) แทนที่จะเป็นผู้อำนวยการดังเช่นแต่ก่อน ผู้อำนวยการยังมีต่อไปซึ่งก็ได้แก่ พระสมณราชหรือตัวแทนที่สมณราชแต่งตั้ง มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินและควบคุมการใช้สถานที่ตลอดจนเก็บค่าบำรุง

มหาวิทยาลัยปารีสนับว่าสำคัญที่สุดในขณะนั้น เพราะเมื่อสำนักอาสนวิหารโนตร์ดามแห่งปารีส (Notre dame de Paris) ได้รับอนุมัติเป็นมหาวิทยาลัยจากสันตะปาปาโดยผ่านสมณทูตประจำฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1215 แล้ว สำนักอื่น ๆ ก็ขอรวมในฐานะเป็นวิทยาเขตด้วย เช่น สำนักอารามเซนต์วีกเทอร์และสำนักอารามบนเนินแซงต์เจอเนอวีแอฟ (Mont Ste. Genevieve) เป็นต้น ต่อมาสำนักศึกษาของคณะเดอมีนิเคินและคณะแฟรงเลิสเคินก็ขอเข้าร่วมด้วย มีอาจารย์และนักศึกษาจากแว่นแคว้นต่าง ๆ มาศึกษากันเป็นจำนวนมาก เมื่อศึกษาจบแล้วก็จะออกไปเป็นอาจารย์ของสำนักต่าง ๆ ทั่วยุโรป

มหาวิทยาลัยปารีสจึงได้รับการสนใจจากสำนักสันตะปาปาเป็นพิเศษ มหาวิทยาลัยปารีสแบ่งอาจารย์ออกเป็น 4 คณะ คือคณะศิลปศาสตร์ (Faculty of Arts) มีหน้าที่สอนหลักสูตรพื้นฐานเหมือนวิชาการศึกษาทั่วไปในปัจจุบัน สำหรับเตรียมนักศึกษาเข้าเรียนต่อในคณะอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งมีด้วยกัน 3 คณะ คือ คณะกฎหมาย คณะแพทยศาสตร์ และคณะเทววิทยา ในการศึกษาแต่ละหลักสูตร นักศึกษาลงทะเบียนเรียนแล้วก็มีสิทธิเลือกอาจารย์ได้ตามใจชอบ อาจารย์จึงต้องปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะไม่มีลูกศิษย์

ครั้นเรียนจบหลักสูตรจะได้รับใบรับรอง (ลต. Licentia) ให้เป็นอาจารย์ (ลต.Magister) ได้ โดยจะต้องผ่านการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ของตนต่อหน้าคณาจารย์ของคณะและผู้สนใจฟัง ทั้งอาจารย์และผู้ร่วมฟังมีสิทธิจะซักถามได้อย่างเสรีจนเป็นที่พอใจของคณาจารย์ส่วนมากของคณะจึงจะถือว่าสอบได้ การสอบวิทยานิพนธ์แต่ละครั้งจึงกินเวลาเป็นวัน ๆ และมีผู้เข้าฟังและซักถามมาก ทุกคนในมหาวิทยาลัยทุกแห่งใช้ภาษาละตินเป็นภาษากลางและใช้กันได้คล่องแคล่วทั้งในการเรียนการสอนและในชีวิตประจำวัน

ผู้จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจะต้องรู้ภาษาละตินมาแล้วอย่างคล่องแคล่วโดยรู้วรรณคดีละตินมาพอสมควรด้วย เรียนตามหลักสูตรศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยประมาณ 4-7 ปีก็จะมีสิทธิสอบวิทยานิพนธ์ หากผ่านก็จะมีสิทธิสอนในฐานะอาจารย์ผู้ช่วยสอน (Tutor)  และมีสิทธิเรียนในคณะที่สูงขึ้นไปในเวลาเดียวกัน จะเป็นอาจารย์ประจำได้ต้องมีตำแหน่งว่างและผ่านการคัดเลือก ส่วนมากจะต้องได้ปริญญาเอกเสียก่อน เว้นแต่ในกรณีพิเศษ

สำหรับคณะเทววิทยา (ซึ่งศึกษาปรัชญาควบคู่ไปด้วย) จะต้องศึกษาพระคัมภีร์ 4 ปี วิเคราะห์และวิจารณ์จตุรบรรพแห่งทรรศนะของพีเทอร์ ลัมบาร์ดและถกปัญหาในชั้นอีก 2 ปี จึงจะได้รับปริญญาตรี (ลต. Baccalaureates) ต่อจากนั้นก็เขียนวิทยานิพนธ์และเสนอตัวป้องกันต่อหน้าสาธารณชน หากผ่านก็จะได้ปริญญาโท (ลต.Licentiates) ต่อจากนั้นก็เป็นอาจารย์ช่วยสอน (ลต.Tutor) ของอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ระหว่างนั้นต้องหาโอกาสนัดเสนอความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งจะมีทั้งอาจารย์และนักศึกษาชอบเข้าร่วมฟังและทุกคนมีสิทธิซักถาม ต้องทำเช่นนี้บ่อย ๆ จนคณาจารย์ของคณะพอใจเป็นเอกฉันท์ จึงจะได้รับปริญญาเอก (ลต. Laureates) บางคนจึงเป็นอาจารย์ช่วยสอนจนแก่เฒ่าก็ยังไม่ได้ปริญญาเอกสักทีก็มี

และเพราะเหตุนี้เอง ปริญญาเอกจึงเป็นยอดปรารถนาของนักวิชาการ อาจารย์ที่ได้ปริญญาเอกแล้วก็ยังนัดถกปัญหาเช่นนี้เป็นครั้งคราวเพื่อแสดงความสามารถของตนให้ประจักษ์ เพราะอาจารย์ดี ๆ เป็นที่ใฝ่ฝันของนักศึกษา

  • ปัญหาที่ถกกันในห้องเรียนเรียกว่า ปัญหาฝึกอภิปราย (ลต.QuaestioDisputata = Disputed Question) เช่น สังเขปเทววิทยา(ลต. Summa Theologiac) ของอไควเนิส
  • ปัญหาที่นัดถกกันในที่สาธารณะเรียกว่า นานาปัญหา (ลต.QuaestioQuotlibetalis = Quotlibetal Question) เช่น สังเขปตอบโต้คนต่างศาสนา (ลต.Summa Contra Gentes)

วิธีการถกปัญหาเช่นนี้แหละเรียกว่า วิธีการของสำนัก (scholastic method) นักปรัชญาเหล่านี้จึงได้ชื่อว่า ลต.Scholasticus หรือ Schoolman (อัสสมาจารย์หรืออาจารย์แห่งสำนัก) และลัทธิของนักปรัชญาเหล่านี้เรียกว่า scholasticism (ลัทธิอัสสมาจารย์นิยม)

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018