ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (151)

กีรติ บุญเจือ

อารยธรรมอเคียนกับโฮเมอร์

ทายเรินส์(Tiryns)เป็นเมืองชายทะเลด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกรีซโบราณ นั่นคืออยู่บนฝั่งตะวันตกของทะเลอีเจียน อยู่ในบริเวณอ่าวอาร์กัส(Argos)และอยู่เหนือก้นอ่าวขึ้นไปทางเหนือประมาณ 10 กม. และมีเมืองอาร์กัสไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 10 กม. เมืองเมอซีนิ(Mycenae)ไปทางเหนือประมาณ 25 กม. และเกาะครีททางทะเลใต้ลงไปประมาณ 350 กม.

ณที่ตั้งดังกล่าวข้างต้น นักท่องเที่ยวปัจจุบันยังสามารถเห็นกำแพงหินก้อนโตๆสันนิษฐานได้ว่าสร้างขึ้นในราวก.ค.ศ.1400 ที่โฮว์เมอร์เล่าว่าสร้างโดยฝีมือยักษ์ซายขลัพส์(cyclops) ซึ่งตีความได้เชิงประวัติศาสตร์ดังต่อไปนี้

เชื่อได้ว่า ชาวพื้นเมืองเดิมของทายเรินส์ ก็พัฒนามาจากมนุษย์ยุคหินที่ทำมาหากินกันในบริเวณนี้นั่นเอง แต่พัฒนาได้ช้าตามหลังมนุษย์ยุคหินของเกาะครีทนิดหน่อย ดังนั้นในขณะที่ชาวเกาะครีทได้พัฒนาการปกครองถึงขั้นมหาอาณาจักรที่มีกฎหมายปกครองกันอย่างเป็นระบบระเบียบแล้ว ชาวทายเรินส์และบริเวณใกล้เคียงยังปกครองกันแบบนครรัฐอิสระที่เดี๋ยวดีกันเดี๋ยวทะเลาะกัน ใช้อำนาจของผู้ปกครองนครรัฐเป็นกฎหมายสูงสุด บ่อยๆก็หาเงินเข้าท้องพระคลังด้วยวิธีริบทรัพย์ภายในนครรัฐของตนตามความพอใจ หรือแต่งกองทัพออกปล้นภายนอกนครรัฐของตนเอง ที่ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็คือจัดทัพเรือของตนเป็นโจรสลัดออกปล้นทั่วท้องทะเลหลวง จนมหาอาณาจักรเกาะครีทต้องจัดกองทัพเรือคุ้มกันกองเรือค้าขายของตนและปราบปรามโจรสลัดให้ปลอดจากมิจฉาชีพ เพื่อแก้ปัญหาได้ชะงัดก็ต้องสาวไปถึงต้นตอและควบคุมให้ถึงต้นตอ ผลก็คือต้องส่งกองทัพมหาอาณาจักรเกาะครีทมายึดครองเป็นเมืองขึ้น จัดการอบรมให้มีมาตรฐานคุณธรรมที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข พลเมืองส่วนใหญ่จึงหันมาประกอบอาชีพถูกต้องตามกฎหมาย และค่อยๆร่ำรวยขึ้นตามลำดับ และเพราะเหตุที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ ไม่ถูกจำกัดด้วยอาณาบริเวณและโอกาสใช้ทรัพยากร ในที่สุดเมืองขึ้นก็มีศักยภาพที่จะสลัดแอกการเป็นเมืองขึ้นโดยประกาศอิสรภาพป้องกันตัวเองได้และบริหารกันปกครองได้อย่างดี โดยมีหลักฐานว่าทายเรินส์สร้างวังและกำแพงป้องกันตัวเองอย่างแข็งแรงเป็นพิเศษได้เป็นแห่งแรก นครรัฐอื่นๆทยอยกันตั้งตัวได้ในลักษณะเดียวกันตามลำดับ   เหตุเกิดขึ้นในราวก.ค.ศ.1400 ก็พอดีตรงกับช่วงเวลาที่เกาะครีทแสื่อมอำนาจลงตามลำดับโดยยังไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริง การณ์เป็นเช่นนี้จนถึงสมัยที่โฮว์เมอร์เล่าเป็นมหากาพย์นั้น ก็พอจับเค้าประวัติศาสตร์ได้ว่า นครรัฐเมอซีนิพัฒนาตัวเองเป็นมหาอาณาจักรคุมมหาอาณาจักรโดยรอบเป็นบริวารรวมทั้งทายเรินส์ด้วย ยิ่งกว่านั้นยังปรากฏด้วยว่าเกาะครีททั้งหมดก็ตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอาณาจักรเมอซีนิด้วยจนกว่าเอเธนส์จะยึดความเป็นใหญ่มาได้ ซึ่งก็จะเป็นเรื่องราวของอารยธรรมเอเธนส์ต่อไป

ที่ตั้งของทายเรินส์ไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่ศูนย์กลางบริหารมหาอาณาจักร เพราะอยู่ใกล้ทะเลเกินไปที่จะป้องกันตัวเองได้ทันท่วงทีจากการปล้นของโจรสลัดและการรุกรานจากมหาอำนาจทางทะเล ส่วนเมอซีนิอยู่ในระยะห่างจากชายทะเลพอที่จะเตรียมตัวต่อสู้ได้ทันการเมื่อมีเหตุร้ายดังกล่าวข้างต้น ทั้งไม่ห่างไกลเกินไปจนไม่สะดวกที่จะเคลื่อนกองทัพลงเรือไปทำพันธกิจ

อารยธรรมเมอซีนิ

เกิดขึ้นในฐานะเป็นเมืองลูกขึ้นกับทายเรินส์ กำแพงสร้างด้วยหินก้อนมหึมาตามแบบของทายเรินส์ แต่ครั้นเผ่าอเคียนเป็นใหญ่ก็กลายเป็นเมืองมหาราชและเป็นเมืองของแอกเกอเมมนัน(Agamemnon)จอมทัพกรีกที่ยกไปล้อมและทำลายกรุงทรอยในราวก.ค.ศ.1194-1184

อารยธรรมทรอย

ชลีมานนักขุดคุ้ยเมืองโบราณพบว่าทรอยเป็นที่ตั้งของเมืองซ้อนกันอยู่ถึง 9 ชั้น ชั้นต่ำสุดแน่นอนว่าเคยเป็นหมู่บ้านใหญ่ของมนุษย์ยุคหิน ชั้นที่ 2 ถัดขึ้นมาเป็นเมืองเจริญมากในยุคสัมฤทธิ์ถูกเผาพังทลาย ชลีมานคิดว่าเป็นกรุงทรอยถูกเผา แต่ไม่น่าจะใช่ เพราะถูกเผาในราวก.ค.ศ.1600 ก่อนกรุงทรอยตัวจริง 500 ปี ซึ่งควรจะอยู่ที่ชั้นที่6 ที่ถูกเผาในราวก.ค.ศ.1184 ทั้งหมดแสดงว่าทรอยเป็นชัยภูมิที่ดีมาก นอกจากดินดีมีแร่แล้วยังตั้งด่านเก็บภาษีเอาจังกอบจากพ่อค้าที่ขนสินค้าผ่านไปมาระหว่างยุโรปกับเอเชียได้มาก  เพราะจะเรียกเก็บเท่าไรก็ต้องจ่าย มิฉะนั้นผ่านไม่ได้ สินค้าเสียหาย ไม่จ่ายไม่ว่า แต่ไม่จ่ายก็ผ่านไม่ได้ จะเอาอย่างไรก็ตามใจ ที่รัฐต่างๆของชาวกรีกและไม่กรีกลงขันกันมาช่วยกันเผาเมืองก็น่าจะเป็นเพราะต้องการเปิดเส้นทางค้าขายมากกว่าสาเหตุอื่น เรื่องปารีสหลงรักนางเฮเลนน่าจะเป็นจินตนาการเชิงกวีมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง  เมื่อทหารกรีกเผากรุงทรอยราบแล้ว ก็ยังมีการสร้างเมืองที่ทรุดแล้วสร้างไหม่อีกถึง 3 ครั้ง 3 ครา จะอยู่ในความควบคุมของชาวกรีกหรือไม่หาใช่ประเด็นสำคัญไม่ สำคัญที่ว่าไม่เก็บภาษีมหาโหดจนการค้าสะดุดก็เป็นใช้ได้ ครั้นตกเป็นของแอลเลิกแซนเดอร์แและของมหาอาณาจักรโรมันก็หมดปัญหา เพราะทุกคนผ่านฟรี และปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย นี่คือเสน่ห์ของมหาอาณาจักร

โฮเมอร์กับประวัติศาสตร์กรีก

เคยเชื่อกันว่าโฮเมอร์(Homer)เป็นนามของนักประพันธ์เอกและคนแรกของภาษากรีก แต่งร่ายมหากาพย์เรื่องอีเลียดและอดีสสิ ด้วยจินตนาการและความจำ เพราะตาบอด แต่งเรียบเรียงมหากาพย์ แล้วเร่ร่อนไปร้องลำนำหากินตามหัวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะในราชสำนัก ในวังเจ้านายและในแหล่งที่มีการจัดงานรื่นเริง หากินอย่างนี้ไปจนตาย ตายแล้วก็มีผู้จำได้คนละท่อนสองท่อนเอาไปหากินต่อ แต่ไม่มีใครเด่นดังดั่งโฮเมอร์ ต่อมาจึงมีผู้คิดรวบรวมรวมเล่มไว้เป็นตัวบทศึกษาและแปลเป็นภาษาต่างๆเรื่อยมาจนทุกวันนี้

นักประวัติศาสตร์ปัจจุบันบางคนไม่เชื่อแบบสุดขั้วว่าชื่อโฮเมอร์ไม่น่าจะมีตัวตนจริง แต่เป็นชื่อสมมุติคนเก่งอย่างศรีธนนชัย  บางคนลดหย่อนความไม่เชื่อลงมาหน่อยว่าอาจจะมีคนชื่อโฮเมอร์จริงเกิดหลังสงครามกรุงทรอยอย่างน้อย100ปีคือระหว่างก.ค.ศ.1050-850 มีหลักฐานประวัติศาสตร์อ้างที่เกิดของโฮเมอร์ไว้7แห่ง  ที่แน่ก็คือเป็นชาวเผ่าอโอว์เนียน เพราะมหากาพย์ดั้งเดิมเป็นภาษากรีกสำนวนอโอว์เนียน โฮเมอร์คนเดิมคงได้แต่งและใช้ร้องหากินไว้นิดหน่อย มีคนเอาไปใช้หากินต่อ แล้วก็ดัดแปลงบ้าง แต่งเติมบ้าง บางคนอาจจะตาบอดจริง โฮเมอร์ตัวจริงอาจจะตาบอดจริงหรือผู้เล่าต่อเติมเพื่อให้ดูขลังก็ไม่อาจฟันธงได้ ในวงการศึกษาจึงตกลงกันว่า เมื่ออ้างโฮเมอร์เฉยๆก็ให้เข้าใจว่าหมายถึงมหากาพย์กรีก2เล่มของโฮเมอร์ หรือเรื่องราวปรัมปราในมหากาพย์2เล่มดังกล่าว ในการศึกษาของเราจะใช้ข้อกำหนดนี้ หากต้องการพูดถึงตัวบุคคลสมมุติที่ยกให้เป็นเจ้าของเรื่อง(the author)ก็จะใช้คำว่า”กวีโฮเมอร์”

มีอะไรในโฮเมอร์หรือมหากาพย์ปรัมปรากรีก

เพลโทว์ได้ให้ข้อแนะนำไว้ว่าห้ามเยาวชนอ่านโฮเมอร์และห้ามใช้โฮเมอร์เป็นตำราเรียน เพราะตัวอย่างไม่ดีจากชีวิตของเทพ จะเป็นข้ออ้างที่เยาวชนจะยกขึ้นอ้างเพื่อประพฤติตาม แต่ผู้จบการศึกษาแล้วโดยเฉพราะอย่างยิ่งนักปรัชญาที่รู้ทฤษฎีตีความอย่างดีแล้วควรอ่านด้วยวิจารณญาณ เพื่อเอาความหมายมากำหนดปรัชญาและจริยธรรม จึงมีนักวิจารณ์ช่วยกันตีความให้กระจ่างต่อมา

เรามาดูข้อสรุปของนักประวัติศาสตร์ปัจจุบันเสียก่อนซึ่งพอจะสรุปได้ว่า บนผืนแผ่นดินกรีซมีมนุษย์ยุคหินใหม่พัฒนาความเจริญมาคู่คี่กับความเจริญของเกาะครีทตั้งแต่ก.ค.ศ.10000 แต่พอรู้จักใช้สัมฤทธิ์ตั้งแต่ก.ค.ศ.3400 เป็นต้นมาชาวเกาะครีทมีสัมฤทธิ์ใช้ได้คล่องสะดวกกว่ามาก จึงเริ่มล้ำหน้า ครั้นรู้จักต่อเรือและเดินเรือเก่งกว่าก็หารายได้พิเศษด้วยการเป็นโจรสลัดปล้นเรือสินค้าเอาทรัพยากรมาสร้างวังและเมืองได้เร็วกว่าและมั่นคงกว่า สามารถสร้างกองทัพเรือซึ่งทำหน้าที่เป็นราชนาวีป้องกันประเทศชาติและเป็นโจรสลัดปล้นเพื่อประเทศชาติควบคู่กันไป สามารถขยายอิทธิพลยึดเป็นเมืองขึ้นและเขตอิทธิพลไปทั่วเกาะแก่งในทะเลอีเจียนและตามชายผั่งรอบๆทะเลอีเจียน จอมจักรพรรดิตัวจริงและราชวงศ์น่าจะอยู่ในช่วงก.ค.ศ.2100ซึ่งเป็นช่วงสร้างทัพเรือเพื่อปราบโจรสลัดแทนเป็นโจรสลัดเสียเอง

ก.ค.ศ.2000 ชาวเผ่าอารยันเริ่มแทรกซึมกรีซทั่วไป เผ่าอเคียนล่องลงใต้สุด เผ่าอโอว์เนียนแทรกชีมภาคกลาง เผ่าอีเออเลียนแทรกซึมภาคเหนือและเกาะแก่งในทะเลอเดรียถิก เผ่าดอร์เรียนมาล่าสุด ป้วนเปี้ยนดูเชิงตามชายแดนภาคเหนือสุด

ก.ค.ศ.1600 เผ่าอเคียนเป็นนักรบที่ฉลาด รบเก่ง ใจกล้า รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว รู้จักประเมินว่าชาวพื้นเมืองมีความรู้สะสมมากกว่าตน ก็ยอมให้ผู้รบแพ้เป็นครูสอนจนมีความรู้มากกว่าชาวพื้นเมืองเจ้าของสถานที่ ในไม่ช้าก็ยึดอำนาจการปกครองนครรัฐทีร์เรินส์ได้และ ขยายอำนาจต่อไปในภาคใต้และเกาะแก่งจนเป็นใหญ่เหนือเกาะครีทและเกาะแก่งทั้งหลาย

ก.ค.ศ.1582 ชาวอโอว์เนียนเน้นการเรียนรู้จากชาวพื้นเมืองมากกว่าชาวอเคียนเสียอีก ยึดอำนาจการปกครองเอเธนส์ได้ ประกาศเป็นเอกราชจากเกาะครีท สร้างมหานครรัฐเอเธนส์

ก.ค.ศ.1450 เผ่าอเคียนข้ามทะเลไปยึดอำนาจเกาะครีท ตั้งมหานครรัฐนาสสัสใหม่

ก.ค.ศ.1400 เผ่าอเคียนสร้างมหานครรัฐเมอซีนิ

ก.ค.ศ.1313 ชาวเฟอนีเชินสร้างมหานครรัฐธีบส์ (Thebes)

ก.ค.ศ.1283 ชาวอเคียนสร้างมหานครรัฐเอลเลิส(Ellis)

ก.ค.ศ.1261-1209 ช่วงชีวิตของเฮร์เรอขลิส(Heracles)หรือเฮอร์คิวลิส(Hercules)นักบุญผู้กล้าหาญเสียสละปราบยุคเข็ญของศาสนากรีก

ก.ค.ศ.1250 ชาวพื้นเมืองเอเชียไมเนอร์สร้างมหานครรัฐทรอยครั้งที่ 6

ก.ค.ศ.1213 สงครามสามัคคี7ทัพอเคียนยึดอำนาจธีบส์จากเฟอนีเชิน

ก.ค.ศ.1192-1182 สงครามกรุงทรอยอันนำความย่อยยับแก่ทั้ง2ฝ่าย

ก.ค.ศ.1104 เผ่าดอร์เรียนบุกแหลก เปลี่ยนโฉมดินแดนกรีซหลังสงครามกรุงทรอย

หลังสงครามทรอย

1.ทรอยฟื้นตัวได้เอง สร้างเมืองใหม่ต่อมาอีก3ครั้ง คือทรอยชั้นที่7-9

2.เผ่าอเคียนอ่อนแอ ได้เวลาพอดีกับที่ชาวเผ่าดอร์เรียนบุกแหลก เผ่าอเคียนเสียเมืองสำคัญทุกแห่งรวมถึงอำนาจบนเกาะครีท ชาวอเคียนบางส่วนอพยพไปตั้งนครรัฐอิสสระใหม่ทางภาคใต้ของอิตาลีและกลายเป็นชาวโรมันไป

3.เผ่าอโอว์เนียนรักษานครรัฐเอเธนส์ไว้ได้ แต่สูญเสียอำนาจในรัฐบริวารทั้งหมด ส่วนหนึ่งอพยพไปตั้งกลุ่มนครรัฐอโอว์เนียในเอเชียไมเนอร์ตอนตะวันตกเฉียงใต้ บางส่วนอพยพไปตั้งนครรัฐใหม่ที่อิตาลีใต้และกลายเป็นชาวโรมันไป

4.ได้โฮเมอร์ในเวลาต่อมา คือมหากาพย์2เรื่องที่เล่าเรื่องสงครามทรอยที่พัวพันกับน้ำพระทัยของเทพเทวีในสวรรค์ตามความเชื่อของผู้นับถือศาสนาด้วยกระบวนทรรศน์ที่1ดึกดำบรรพ์ มหากาพย์โฮเมอร์จึงเป็นเรื่องราวของชาวอเคียนที่เชื่อกระบวนทรรศน์ที่1อย่างเต็มตัว แต่ผู้เรียบเรียงเป็นชาวอโอว์เนียนที่ได้รับผลเสียจากสงครามทรอยอย่างเต็มๆ คือ ต้องรี้ภัยสงครามโดยชาวดอร์เรียนบุกแหลก อพยพไปอยู่ในอาณานิคมอโอเนียนในเอเชียไมเนอร์ซึ่งกำลังเปลี่ยนกระบวนทรรศน์จากดึกดำบรรพ์เป็นกระบวนทรรศน์โบราณ คือเปลี่ยนจากความเชื่อว่าความจริงและความถูกต้องทั้งหมดแล้วแต่น้ำพระทัยของเบื้องบนจะแสดงลงมา มนุษย์ไม่มีสิทธ์ใช้ปัญญาขัดแย้งตอบโต้ เปลี่ยนมาเป็นแนวคิดที่ว่าความจริงและความถูกต้องมีกฎตายตัวเป็นเกณฑ์ซึ่งแม้แต่เทพสูงสุดก็ไม่ได้รับการยกเว้น มนุษย์มีสิทธิ์รู้และยึดถือโดยไม่แคร์ผู้ฝ่าฝืนกฎ ผู้แต่งมหากาพย์จึงต้องใช้ความรู้ความสามารถที่จะต้องประนีประนอมให้ลงตัวระหว่างการแสดงของตัวละครในเรื่องคือชาวอเคียนและชาวทรอยซึ่งสมมุติว่ามีกระบวนทรรศน์เดียวกันกับชาวอเคียน ในขณะเดียวกันก็พยายามแทรกความเชื่อตามกระบวนทรรศน์ใหม่ของตนว่าทุกอย่างมีเกณฑ์ตายตัวนิรันดรเป็นมาตรฐาน ตรงนี้เป็นจุดสนุกและน่าสนใจเป็นพิเศษของมหากาพย์โฮเมอร์

  1. โฮเมอร์เป็นเรี่องราวของชาวอเคียน เล่าโดยชาวอโอว์เนียน และนำไปเผยแพร่เป็นคัมภีร์ศาสนาของชาวกรีกและโรมันที่นับถือศาสนาแบบชาวบ้านที่ยังจมปรักอยู่ในกระบวนทรรศน์ที่1ดึกดำบรรพ์
  2. ชาวอโอเนียนและนักปรัชญากรีกโรมันอื่นๆ จะใช้โฮเมอร์เป็นตัวบทเพื่อวิจารณ์แง่ลบของการนับถือศาสนาด้วยกระบวนทรรศน์ที่1 และเสนอแนะแนวคิดและการปฏิบัติแบบกระบวนทรรศน์ที่2 ที่ทันสมัยกว่าขึ้นแทน ซึ่งเป็นต้นแบบของปรัชญาสากลที่เรายังใช้เป็นต้นแบบเพื่อวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธานกันอยู่ทุกวันนี้ตามครรลองของกระบวนทรรศน์ยุคกลาง นวยุค และหลังนวยุคตามระเบียบ

บรรณานุกรม

Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.

Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.

Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006

Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018