ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (152)

กีรติ บุญเจือ

ปรัชญาปรัมปรา

            ปรัชญาปรัมปราคือความคิดเห็นต่างๆของนักปรัชญาที่ศึกษาหาสารัตถะของเรื่องปรัมปราตามวิสัยทรรศน์ของแต่ละคนหรือแต่ละสำนัก เรื่องปรัมปราเป็นการเล่าเรื่องของความเป็นจริงเหนือธรรมชาติที่กระทำต่อสิ่งตามธรรมชาติ

คำว่า “ปรัมปรา” มาจากภาษาสันสกฤต ใช้แปลคำภาษากรีก”mythos” ซึ่งหมายถึงคำพูดเช่นเดียวกับ logos แต่เมื่อนำมาใช้ในภาษาอังกฤษแล้ว Logos แปลว่ากฎเกณฑ์ที่เป็นระบบหรือกฎเกณฑ์สูงสุดที่ควบคุมเอกภพทั้งหมด ถ้าแผลงเป็น -logy ก็หมายถึงคำพูดที่มีเหตุผล นิยมใส่ท้ายชื่อวิชาที่ศึกษาด้วยเหตุผล เช่นcosmology (คู่กับ cosmography ซึ่งเน้นด้านข้อมูลและสถิติ) sociology(คู่กับ social science ซึ่งเน้นด้านข้อมูลและสถิติ) ส่วนคำ “mythos” เมื่อใช้ในภาษาอังกฤษแปรรูปเป็น myth แปลว่าเรื่องปรัมปราซึ่งหมายถึงชุดคำพูดที่เล่าเรื่องหนี่งๆเกี่ยวกับผู้อยู่เหนือธรรมชาติ(supernatural person) และ mythology แปลว่าวิชาว่าด้วยบุคคลเหนือธรรมชาติหรือคำเล่าเรื่องชุดหนึ่งๆของเรื่องปรัมปราที่มีการจัดเป็นระบบระเบียบและมีการตีความด้วยเหตุผล เรื่องปรัมปราจึงเป็นการเล่าเรื่องของความเป็นจริงเหนือธรรมชาติที่กระทำต่อสิ่งตามธรรมชาติ เรื่องปรัมปราแสดงบทบาทเป็นแม่แบบของกิจกรรมของมนุษย์ ของสังคมมนุษย์ ของปรีชาญาณและของความรู้ แต่สำหรับชาวบ้าน เรื่องปรัมปราเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในยุคก่อนประวัติศาสตร์และยังมีผลต่อความเป็นไปของมนุษย์ ของสังคม และของความเป็นจริง ดังนั้นเรื่องปรัมปราทั้งหลายต้องมีการตีความจึงมีความหมายเชิงปรัชญา มิฉะนั้นก็จะเป็นเพียงเรื่องเล่าปลุกเร้าศรัทธาสำหรับผู้เชื่อในความเป็นจริงของเรื่องเล่าเท่านั้น ในขณะเดียวกันผู้ไม่เชื่อก็คิดว่าเป็นเรื่องงมงายไร้เหตุผล ใครตีความตามกระบวนทรรศน์ใดก็เชื่อว่าจริงตามกระบวนทรรศน์นั้น การไม่ตีความก็เป็นการตีความอย่างหนึ่ง คือตีความตามตัวอักษร อันเป็นวิธีตีความของคนกระบวนทรรศน์ที่ 1  เรื่องปรัมปราอาจแสดงออกเพื่อปลุกเร้าศรัทธาหรืออนุรักษ์ไว้ด้วย 2 วิธี คือ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดฉากเป็นพิธีกรรม จึงหมายความว่าคัมภีร์ศาสนาและพิธีกรรมศาสนาก็คือการแสดงออกของปรัมปราที่เป็นความเชื่อหรือศรัทธาตามความเข้าใจของผู้ต้องการแสดงออกอย่างสุนทรี ถ้าแสดงออกตรงๆโดยไม่ตั้งใจแทรกสุนทรียภาพก็เป็นเรื่องเล่า หรือปรัชญา หรือเทววิทยา หรือศาสนศาสตร์ แล้วแต่ประเภทวาทกรรม(discourse)ที่ใช้

 

ภาษาปรัมปรา

เรื่องเล่าปรัมปรา(mythical narrative) ทั้งหลายต่างกับเรื่องเล่าธรรมดาตรงที่มีพลังสร้างศรัทธาและมีผลให้ผู้เชื่อและมีศรัทธาทุ่มเทเสียสละอะไรบางอย่างให้แก่เรื่องที่เชื่อนั้น ซึ่งโดยทั่วไปจะได้แก่การกระโดดแห่งศรัทธา(leap of faith)อย่างจริงใจและภักดี การเปล่งเสียงเป็นบทสวดตามสูตรหรือตามความรู้สึกเฉพาะหน้า การถวายเครื่องเซ่น และการประกอบพิธีกรรม เหล่านี้ย่อมใช้ภาษาภาพพจน์เกินจริงเพื่อแสดงความรู้สึกนึกคิดที่ไม่อาจแสดงตรงตามศัพท์บัญญัติได้ หรือบางครั้งแม้แสดงตามศัพท์บัญญัติได้ก็จริงแต่กลับแสดงให้ผิดแผกออกไปเพื่อให้เกิดความสง่างามด้วยสุนทรียภาพและความอยากเสียสละทุ่มเท เมื่อแสดงออกแล้วก็อยากให้ผู้ฟังพยายามเข้าใจเท่าที่จะสามารถเข้าใจได้โดยไม่ยอมรับการโต้แย้งคัดค้านและไม่ยอมให้เหตุผลอย่างจริงจังตามหลักตรรกะ เพราะกลัวว่าจะเสียบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ พยายามใช้สำนวนหรือคำที่ต้องการให้ผู้ฟังรู้ว่ากำลังฟังเรื่องปรัมปรา เช่น กิระ(ดังได้ยินมา), Once upon a time(ในกาลครั้งหนึ่ง), In the beginning(แต่แรกเริ่ม), ฯลฯ เป็นการเตือนผู้ฟังมิให้พยายามเข้าใจเรื่องปรัมปราเสมือนกับเป็นวาทกรรมวิชาการ(scientific discourse) หรือวาทกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์(profane discourse)

ประวัติการตีความปรัมปรา

กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์มนุษย์ดึกดำบรรพ์เป็นผู้เริ่มทำปรัมปรา ซึ่งแสดงความรู้สึกนึกคิดแรกๆที่พวกเขามีต่อสิ่งแวดล้อม ปัญญาระดับแรกสุดของพวกเขาทำปฏิกิริยาต่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าว แต่พวกเขายังไม่รู้จักบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องปรัมปราแรกสุดจริงๆจึงหายสาบสูญไปในกระแสประวัติศาสตร์ แต่เรื่องปรัมปราที่หายสาบสูญนั้นก็ไม่วายได้ค่อยๆพัฒนาฝากร่องรอยไว้ในปรัมปรารุ่นหลังๆ อันเป็นผลจากการพัฒนาของปัญญา จนถึงวันที่พวกเขารู้จักรวมตัวกันเป็นกลุ่มและต้องการร่วมมือกันแสดงเรื่องปรัมปราออกเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อันเป็นวิธีเริ่มแรกวิธีหนึ่งของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ในการแสดงความสำนึกร่วมกันว่ามีเรื่องปรัมปราร่วมกันอยู่ในใจที่อยากแสดงออกร่วมกันเพื่อแสดงพลังศรัทธาต่อเนื้อหาของปรัมปรากล่าวได้ว่าถึงจุดนั้นมีศาสนาดั้งเดิมเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจะต้องพัฒนาต่อมาตามลำดับจนถึงขั้นที่พร้อมใจกันรู้สึกว่ามีสถานที่ที่กำหนดให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์โดยมีเรื่องเล่าถึงสาเหตุของความศักดิ์สิทธิ์ เรื่องเล่าดังกล่าวนี้ในที่สุดก็กลายเป็นส่วนหนี่งของปรัมปรา

ทั้งเรื่องปรัมปรา พิธีกรรมที่แสดงเรื่องปรัมปรา และสักการสถานที่เรื่องปรัมปรากล่าวถึง ต่างก็พัฒนาไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้เรื่อยมาจนถึงขั้นที่มีผู้รู้สึกเป็นห่วงว่านานวันไปอาจจำและเข้าใจเลอะเลือนและเลือนราง จึงทำให้มีผู้พยายามหาวิธีบันทึก ชาวเสอเมเรียน(Sumerian)ได้ชื่อว่าเป็นพวกแรกของโลกที่รู้จักบันทึก การบันทึกเรื่องปรัมปราขยายวงกว้างออกไปอย่างกว้างขวาง ความหมายชัดเจนบ้าง ไม่ชัดเจนบ้าง เมื่อแลกเปลี่ยนความเข้าใจกันระหว่างผู้รับรู้เรื่องปรัมปรา ทำให้รู้สึกว่าจำเป็นต้องมีหลักการตีความ ซึ่งจะต้องศึกษาให้ตรงกัน จึงจะตีความเรื่องปรัมปราเดียวกันให้เป็นที่ยอมรับตรงกันได้ ปรัชญาปรัมปราก็เกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้น มนุษย์ที่มีกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ หากคิดจะตีความปรัมปราที่มีอยู่ในใจของตนหรือที่มีผู้แสดงออกเป็นพิธีกรรมศาสนา หรือที่มีการบันทึกไว้ในภาษาใดก็ตาม ก็จะตีความตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ คือกำหนดน้ำพระทัยของเบื้องบนและวิธีเอาใจเบื้องบนเพื่อค้ำประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินโดยเข้าใจทุกอย่างที่เอามาตีความตามตัวอักษร(literal interpretation) เราไม่มีหลักฐานบันทึกไว้ณที่ใดเลยว่าพวกเขาตีความออกมาเป็นคำพูดใดเลยแต่เชื่อว่าการสันนิษฐานดังกล่าวสอดคล้องกับเครื่องใช้ไม้สอยและหลักฐานอื่นๆที่พวกเขาทิ้งไว้ให้พอจะศึกษาได้

กระบวนทรรศน์โบราณนักปรัชญาที่มีกระบวนทรรศน์โบราณอยู่ในจิตใจคิดเหมือนกันว่าเรื่องปรัมปราไม่ควรตีความตามตัวอักษร แต่ควรตีความเชิงเปรียบเทียบ (allegorical interpretation)จึงจะเข้าถึงความเป็นจริงของสิ่งเหนือธรรมชาติที่แฝงอยู่เบื้องหลังเรื่องเล่าตามธรรมชาติ การสู้รบทั้งหลายที่โฮเมอร์เล่าไว้แสดงให้เห็นชัยชนะของความดีเหนือความชั่ว ผู้คิดเช่นนี้มีเธออาจเจอนิส(Theagenes of Rhegiumศตวรรษที่6 ก่อนคริสตศักราช)เฮร์เรอคลายเถิส(Heraclitus 536-470), เผอร์เมนเนอดิส(Parmenides 515-450), เอิมเพดเดอขลิส(Empedocles 492-430), ซีสเสอโรว์(Cicero 106-43) และคู่ขนานกันก็มีผู้ตีความตามตัวอักษรด้วยกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์และไม่เชื่อว่ามีความเป็นจริงอยู่เบื้องหลัง จะมีก็แต่จินตนาการผิดๆอย่างที่เสอนาฟเฝอนิส(Xenophanes 560-478)กล่าวไว้ว่า “มนุษย์ชอบสมมุติว่าเทพเกิดอย่างมนุษย์ สวมเสื้อผ้าอย่างมนุษย์ มีร่างกายและเสียงพูดอย่างมนุษย์…หากวัวควายหรือสิงโตมีมือปั้นแต่งได้ก็คงสร้างงานศิลปกรรมและต่างก็คงปั้นรูปเทพให้มีรูปร่างอย่างพวกมัน เช่นม้าสร้างเทวรูปเป็นม้า และวัวควายสร้างเทวรูปเป็นวัวควาย(DK 21 B 14-15) เลอเครเฉิส(Titus Lucretius 95-51) สนับสนุนความคิดของเสอนาฟเฝอเนิส ส่วนเพลโทว์ห้ามมิให้เยาวชนอ่านปรัมปรากรีกเพราะเป็นตัวอย่างไม่ดีสำหรับเยาวชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเพลโทว์ตัดสินตามการตีความตามตัวอักษรของกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ เพราะคิดว่าเยาวชนยังมีการศึกษาไม่แตกฉานพอ เข้าใจตามตัวอักษรแล้วก็อาจอยากเอาเยี่ยงอย่าง เพราะคิดว่าการเอาอย่างเทพย่อมดีในตัว แต่สำหรับผู้คงแก่เรียนเพลโทว์เขียนในบทสนทนา The Republic สนับสนุนให้อ่านเรื่องปรัมปราโดยเข้าใจเชิงภาพพจน์ตามกระบวนทรรศน์โบราณ ได้จริยธรรมที่แฝงอยู่เบื้องหลังเป็นหลักสำหรับการทำดีหนีชั่วและเป็นหลักการให้นักกฎหมายใช้อ้างอิงได้

คริสต์ศตวรรษที่ 3 เกิดลัทธิเยอเฮมเมอเริส(Euhemerism) เพราะเชื่อกันว่าเยอเฮมเมอเริส(Euhemerus) เป็นผู้ริเริ่มความคิด โดยเผยแพร่หนังสือ IeraAnagrapheบันทึกศักดิ์สิทธิ์ Holy Diary ในราว280 ปีก่อนคริสตศักราช โดยเล่าเรื่องด้วยสำนวนบันทึกความจำว่าครั้งหนึ่งตนได้ท่องเที่ยวไปในท้องทะเลระหว่างทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย ได้พบเกาะปันเคียยา(Panchiaia) ซึ่งในปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่ามีจริงหรือไม่ เยอเฮมเมอเริสอ้างว่าตนได้พบเกาะนั้นโดยบังเอิญจึงถือโอกาสออกสำรวจ พบวิหารเทพซูส ที่น่าสนใจเพราะชาวเกาะนั้นเล่าว่า ซูสเป็นผู้จัดการสร้างขึ้นเองขณะเป็นกษัตริย์เรืองอำนาจบนเกาะนั้น เสาวิหารเป็นทองคำทั้งแท่ง รอบๆเสาบันทึกความสำเร็จของพระองค์ในการพัฒนาชาวเกาะที่เคยป่าเถื่อนมาเป็นพลเมืองที่เจริญก้าวหน้า มีอารยธรรมรอบด้าน มีรายงานผลงานของอสูร(Cronus)ผู้เป็นบิดา และของอสูรเยอเรเนิส(Uranus)ผู้เป็นปู่ เมื่อสิ้นชีวิตลงประชาชนพร้อมใจกันเสดงความกตัญูญูและระลึกถึง คนต่อๆมาจึงนับถือเป็นเทพและสร้างเรื่องเล่าเสริมเติมแต่งให้ดูดีขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงขั้นว่าเทพเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทำหน้าที่ช่วยมนุษย์ แทนที่จะเล่าตามจริงว่าพวกเขาเองแหละที่ยกย่องมนุษย์ขึ้นเป็นเทพ เยอเฮมเมอเริสกลับมาสู่ดินแดนกรีซ นำเอาข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้ทุกคนรู้ว่าเทพหรือเทวีทั้งหลายก็คือมนุษย์ผู้สร้างวีรกรรมมาชั่วชีวิตนั่นเอง ทฤษฎีนี้ได้ชื่อว่า ลัทธิเยอเฮมเมอเริสมาจนทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม นักประวัติปรัชญาพบหลักฐานว่าเยอเฮมเมอเริสมิใช่คนแรกและคนเดียวที่คิดเช่นนี้ เพราะก่อนหน้านั้นยังมีเฮคเขอทีเอิสแห่งทีอัส(Hecataeus of Teos) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในอียิปต์หลังจากที่กษัตริย์แอลเลิกแซนเดอร์ได้ยึดครองและให้เป็นแม่ทัพกรีกดูแลต่อมาในฐานะกษัตริย์ทาลเลอมิที่1 (Ptolemy I) ความคิดนี้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าได้มาจากการที่แอลเลิกแซนเดอร์พาชาวกรีกเดินทัพไปจนถึงชมพูทวีป ทำให้ได้ความรู้และความคิดแปลกใหม่มาเป็นเนื้อหาให้นักวิชาการอย่างเฮคเขอทีเอิสนำมาตีความและเผยแพร่ มีผู้ส่งเสริมและต่อยอด เช่น เฮร์เรอดัทเถิส(Herodotus), เฮร์เรอดอร์เริส(Herodorus), แอนเถิสธีนิส(Antisthenes), ดายเออจีนิส(Diogenes), ดายเออดอร์เริสเสอคูลุส(DiodorusSiculus) จึงเห็นได้ว่าเยอเฮมเมอเริสซึ่งมีชีวิตอยู่หลังเฮคเขอทีเอิสประมาณครึ่งศตวรรษและเป็นนักประวัติศาสตร์ ได้รวบรวมเรื่องเล่าเกี่ยวกับมนุษย์กลายเป็นเทพหรือเทวีไว้มากมายในหนังสือ Aegypticaโดยรวบรวมเรื่องเล่าของชาวอียิปต์ว่าเทพหรือเทวีของตนเคยมีบทบาทในการปกครองประเทศมาก่อนทั้งสิ้น ที่จริงชาวกรีกได้รับอารยธรรมไปจากชาวอียิปต์มากมาย แต่เรื่องความเป็นมาของเทพหรือเทวียังไม่สู้จะรู้เรื่อง จึงได้เผยแพร่ให้เรียนรู้กัน แต่โชคเข้าข้างเยอเฮมเมอเริสที่งานของนักเขียนอื่นๆไม่สู้แพร่หลายและสูญหาย ส่วนของเยอเฮมเมอเริสมีผู้สนใจคัดลอกนำไปศึกษากันต่อๆมาอย่างกว้างขวางจนกลายเป็นลัทธิเยอเฮมเมอเริสดังได้กล่าวมาข้างต้น ทั้งๆที่ต่อมาเชื่อกันว่า ซูสสิ้นพระชนม์และมีหลุมฝังศพบนเกาะครีทก็ตาม

ลัทธิเยอเฮมเมอเริสแพร่หลายไม่มากในหมู่ชาวกรีก เพราะมีเสียงดังกว่ามาค้าน เช่น แคลเลอเมเขิส(Callimachus), เอร์เริสทาสเธอนิส(Erastosthenes), พลูทาร์ค(Plutarch), โดยอ้างว่าเยอเฮมเมอเริสปั้นน้ำเป็นตัว สร้างเรื่องขึ้นมาเล่าอย่างไม่มีหลักฐานให้พิสูจน์ได้ ยังผลให้ชาวกรีกส่วนมากหันกลับไปตีความตามตัวอักษรตามกระบวนทรรศน์ที่ 2 ของตน

กระบวนทรรศน์ยุคกลาง นักปรัชญายุคกลางพากันเชื่อคัมภีร์ไบเบิลตามตัวอักษรว่าเรื่องปรัมปราทั้งหลายล้วนแต่เป็นเรื่องราวของเทวรูปที่มีแต่ตามองไม่เห็น มีหูแต่ไม่ได้ยินเสียง นั่นคือเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น

“เทวรูปต่างชาติ เป็นเพียงธาตุ อาจเป็นเงินทอง

หัตถกรรม ทำด้วยมือ

มีปาก แต่ไร้พากย์

มีปาก แต่ไร้ทักษา

มีหู แต่ไร้รูประสาท

สักแต่มีปาก หากแต่ไร้ ลมหายใจ

ผู้ปั้นจักหยุดไหว เฉกเช่นเป็นไป ในเทวรูปไซร้

ทุกคนที่วางใจ ในเทวรูป สรุปลงเช่นนั้นแล

(สดุดี 135:15-18)

ส่วนเรื่องปรัมปราในคัมภีร์ไบเบิล พวกเขากลับเชื่อว่าจริงตามตัวอักษร และมีคุณค่าในการอบรมให้เกิดศรัทธาต่อพระเป็นเจ้าและให้รู้แนวทางปฏิบัติเพื่อได้ความสุขนิรันดรในโลกหน้า

กระบวนทรรศน์นวยุค นักปรัชญานวยุคกลับไปเชื่อตามนักปรัชญากระบวนทรรศน์โบราณว่าเรื่องปรัมปราเป็นการเล่าประวัติศาสตร์ด้วยภาษาภาพพจน์จะเชื่อว่าจริงหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับศรัทธาของแต่ละคนเหมือนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ทั้งหลาย

กระบวนทรรศน์หลังนวยุคนักปรัชญาหลังนวยุคนิยมวิเคราะห์ว่า คำ”myth”มาจากภาษากรีกว่า mythos ซึ่งแปลว่าลึกลับหรือซ่อนเร้น มักใช้ในบรรยากาศของศาสนา ดังนั้น mythจึงเป็นเรื่องเล่า(narrative) มิใช่เรื่องเล่าธรรมดาระดับนิยายหรือตำนาน แต่แฝงความหมายลึกลับทางศาสนาอยู่เบื้องหลัง เพื่อให้ได้ความเข้าใจตามเจตนาของผู้เล่า ผู้อ่านจะต้องอาศัยการตีความ(interpretation) ซึ่งตามทรรศนะของนักปรัชญาหลังนวยุคถือว่าจะต้องพิจารณาร่วมกัน 3 ด้านคือ 1.ความหมายตามเจตนาของผู้เล่าเรื่อง(author) 2.ความหมายตามตัวบท(text) 3.ความหมายตามความต้องการของผู้อ่าน(reader)

บรรณานุกรม

Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.

Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.

Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006

Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018