ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (153)

ศาสนาของชาวครีท

ความนำ

ศาสนาของชาวครีทหมายถึงศาสนาของชาวเกาะครีทพื้นเมืองก่อนได้รับอิทธิพลจากชาวกรีกเผ่าอารยัน และเมื่อได้รับอิทธิพลจากชาวเผ่าอารยันแล้วก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาของชาวกรีกโบราณอันเป็นส่วนที่นีทเฉอเรียกว่าเป็นธาตุดายเออนายเฉิน(Dionysian Element) ของศาสนากรีก เพื่อแยกออกจากธาตุแอพเผอโลว์เนียน(Apollonian Element)อันเป็นส่วนที่เป็นศาสนาของชาวเผ่าอารยันนำเอาเข้ามาผสมผสานกับธาตุดายเออนายเฉิน ได้ศาสนาของชาวกรีกโบราณ(Religion of the Ancient Greeks)

ธาตุดายเออนายเฉินที่เกิดขึ้นบนเกาะครีทเป็นผลของอารยธรรมครีท แพร่ขยายไปทั่วเกาะแก่งต่างๆของทะเลอีเจียนและบนผืนแผ่นดินกรีซก่อนการแทรกแซงของชาวเผ่าอารยัน นับเป็นศาสนาของชาวกรีกพื้นเมืองเดิมทั่วไปโดยปริยาย

บ่อเกิดศาสนาของชาวครีท

            ในการขุดค้นหาวัตถุโบราณทั่วเกาะครีท ได้พบวัตถุโบราณมากมายที่แสดงอารยธรรมสูงของชาวเกาะครีทโบราณ รวมทั้งจารึกอักษรจำนวนมากที่ยังหาผู้อ่านให้เข้าใจไม่ได้ การศึกษาศาสนาของชาวเกาะครีทโบราณจึงได้อาศัยหลักฐานทุกอย่างสันนิษฐานได้เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ยกเว้นอย่างเดียวคือจารึกอักษรภาษาครีทโบราณที่ยังอ่านไม่ออก

อ่านศาสนาครีทจากสุนทรียภาพ ปลาโตน(Nikolaos Platon) ชาวครีทปัจจุบัน ได้ใช้ชีวิตศึกษาอารยธรรมของชาวครีทโบราณเอามาเขียนเป็นหนังสือ A Guide to theArchaeological Museum of Heraclion, 1955สรุปสุนทรียภาพของชาวเกาะครีทโบราณว่า “แสดงอารมณ์รักชีวิตและธรรมชาติ ลักษณะมีเสน่ห์(charm), เก๋ไก๋(elegance), แปลกหูแปลกตา(picturesqueness), เคลื่อนไหวอย่างงามชดช้อย(moving with lovely grace), หลายรูปแบบทับซ้อนกัน(multiform and complex),  กลมกลืนอย่างแนบเนียนระหว่างธรรมชาติกับความพร้อมใจ(naturalistic and conventional), บรรยากาศชื่นชมกับชีวิต(atmosphere of the joy of life) จิตใจของพวกเขาเปิดรับความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติเพื่อขจัดความเบื่อเซ็งเหงาที่เกิดจากความจำเจของชีวิต จึงสันนิษฐานได้ว่าพิธีกรรมทางศาสนาของพวกเขาจะต้องฟู่ฟ่าเอิกเริกและสร้างสรรค์ไม่อนุรักษ์จำเจจนถึงน่าเบื่อหน่าย นั่นคือชีวิตจิต(spiritual life)ของพวกเขา ศิลปกรรมต่างๆแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์กลมกลืนกับธรรมชาติทั้งหมดซึ่งปรากฏราวกับว่าธรรมชาติทั้งหมดมีชีวิตเดียวทึ่สืบต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ภาษากรีกชาวบ้านเรียกว่า zoeซึ่งหมายถึงชีวิตรวมของทุกสิ่งของเอกภพรวมกัน สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตแบ่งส่วนจากชีวิตรวมมาเป็นชีวิตส่วนตนชั่วชีวิตหนึ่งๆ ภาษาชาวบ้าานเรียกว่า bios

ไม่ปรากฏว่าชาวครีทก่อนรู้จักชาวอารยันจะได้นับถือสิ่งศักดิสิทธิ์ใดนอกจากรูปสลักสตรีบนยอดเขานอกเมืองนาสสัส(Knossos) เราไม่อาจรู้ได้ว่าชาวครีทโบราณถวายนามว่าอย่างไร รู้แต่นามที่ชาวกรีกถวายให้ซึ่งก็มักจะเป็นนามของเจ้าแม่ธรณีที่แต่ละคนนับถืออยู่ ไม่ปรากฏว่าศิลปินชาวครีทดั้งเดิมทำรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นไว้เคารพ นอกจากสร้างรูปเหมือนของเจ้าแม่รูปเดียวนี้ไว้ในพระราชวังและทำเป็นพระลัญจกรของกษัตริย์ ปลาโตนสันนิษฐานว่าเจ้าแม่องค์นั้นน่าจะเป็นรูปเคารพที่เป็นสัญลักษณ์ถึงZoeหรือชีวิตรวมของโลก และชีวิตของชาวครีทแต่ละคนก็คือส่วนหนึ่งและช่วงหนึ่ง(bios)ของชีวิตเจ้าแม่องค์นั้นนั่นเอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติทั้งหมด ชีวิตทั้งหมด และเวลาทั้งหมด ที่เป็นปริศนาก็คือ ต่ำลงมาที่เชิงเขามีรูปสลักชายคนหนึ่งเงยหน้ามายังเธอด้วยความเคารพ ชะรอยเขาจะเป็นตัวแทนของชาวครีททั้งหมดที่นับถือเจ้าแม่องค์เดียวกัน อันเป็นสัญลักษณ์หมายถึงว่าชาวครีททั้งหมดนับถือศาสนาเดียวกันโดยไม่แบ่งแยก เรียกว่าศาสนามีนนวน(MinoanReligion) ก็ได้ เพราะเชื่อว่ามีนนัส(Minos) เป็นปฐมกษัตริย์ของพวกเขา นอกจากนั้นศิลปินก็ชอบที่จะเกณฑ์เอาสัตว์ต่างๆนานาชนิดมาเฝ้าเป็นบริวารของเธอในทุกแห่งทั่วๆไป ทำให้น่าเชื่อว่าพวกเขาถือว่าเจ้าแม่ของพวกเขาเป็นเจ้าแม่ของสากลจักรวาล ปลาโตนยังให้ข้อสังเกตที่สำคัญอีกข้อหนึ่งว่า ในงานศิลปกรรมของชาวครีททั้งหมด ไม่ปรากฏความกังวลถึงโลกหน้าแม้ในบริเวณหลุมฝังศพ ดังที่ปรากฏในอารยธรรมอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอารยธรรมกรีก ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่กลัวตาย จึงไม่มีอะไรส่อให้เห็นว่าพวกเขาต้องเตรียมตัวเผชิญความตายหรือชีวิตในโลกหน้า หรือขวนขวายหาทางหลุดพ้นจากการมีชีวิตอีกต่อไป ทั้งนี้ก็ต้องเป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าคนเราแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แยกตัวออกจากธรรมชาติ ตายคือการกลับสู่บ้านเดิมอันน่าพิสมัย ผู้ล่วงลับไปแล้วกับผู้ยังมีชีวิตอยู่ยังคงอยู่ในสังคมเดียวกันภายใต้ความคุ้มครองของเจ้าแม่องค์เดียวกัน

ปาฏิหาริย์ในศาสนาของชาวครีท

ชาวครีททิ้งศาสนสถานใหญ่น้อยไว้ให้สังเกตได้มากมาย ที่สังเกตได้ก็คือมีที่ตั้งเครื่องถวายบูชาและมีรูปสลักแสดงอาการติดต่อกับเบื้องบนซึ่งอาจจะเป็นเจ้าแม่เองท่ามกลางมนุษย์ผู้เป็นบริวารเจ้าแม่ แสดงชีวิตจิตของชาวครีทว่าคลุกคลีใกล้ชิดกับเบื้องบนอยู่ตลอดเวลา รูปสลักดังกล่าวมีจำนวนมาก เป็นรูปคนยื่นแขนเหยียดตรงขึ้นฟ้าและแหงนหน้าขึ้นเบื้องบน ซึ่งโดยทั่วไปในสมัยนั้น ย่อมหมายถึงคนกำลังติดต่อกับเบื้องบนในฌาน ในช่วงปลายของอารยธรรมมีนนวนปรากฏรูปดอกฝิ่นในมือของผู้ประกอบพิธีศาสนา ทำให้น่าจะอนุมานได้ว่ามีการใช้ฝิ่นเพื่อช่วยปลุกการเคลิ้มแทนการเข้าฌานตามธรรมชาติและต่อมาก็ใช้เหล้าองุ่นอีกทางหนึ่งอันจะเป็นโอกาสให้เทพดายเออนายเสิส(Dionysus) ผู้อุปถัมภ์การปลูกองุ่นเริ่มมีบทบาทเด่นขึ้นมาจนกลายเป็นดาวค้างฟ้า ดังเราจะติดตามต่อไป

 

ศิลปกรรมกับเรื่องเล่าศาสนา

            ทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาะครีทชี้บ่งว่าศาสนาวนเวียนอยู่รอบๆตัวพวกเขาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดจะสร้างภาพประดับ ก็หมายความว่าภาพประดับทั้งหลายเล่าเรื่องศาสนาทั้งนั้น แม้ไม่รู้เรื่องก็มีผู้เชี่ยวชาญพยายามเดาเท่าที่จะเดาได้ เดาได้เรื่องหนึ่งก็พยายามนำไปเดาเรื่องภาพอื่นๆาต่อไป มีอยู่ภาพหนึ่งเป็นกุญแจสำคัญ เพราะมีภาพชัดเจนบน2ด้านของแจกันใบหนึ่ง ภาพด้านหนึ่งมีเรื่องเล่าภาษากรีกชี้แจงไว้ว่า มีชาย4คนชวนกันเข้าไปเอาน้ำผึ้งในถ้ำผึ้งที่ถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หวงห้าม(hosion) จึงถูกลงโทษ เพราะเป็นที่ประสูติของเทพซูสและผึ้งในถ้ำนั้นเป็นพี่เลี้ยงพระกุมารซูส ชายทั้ง4ถูกลงโทษด้วยวิธีเปลื้องเสื้อผ้าล่อนจ้อนแล้วเทพซูสเงื้อสายอสุนิบาตขึ้นจะฟาดลง แต่ถูกชะตาห้ามปรามไว้ด้วยเหตุผลว่าหากมีการตายเกิดขึ้นในถ้ำจะเสื่อมควาศักดิ์สิทธิ์ จึงทรงเปลี่ยนเป็นสาปเป็นนก4ตัวแทน ส่วนด้านหลังเป็นภาพกลุ่มนางรำจึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นเทพธิดามีแนด(Maenad)ของเทพซูสซึ่งถือว่ารำเมื่อใดน้ำผึ้ง น้ำนม และเหล้าองุ่นจะพวยพุ่งออกมาจากไม้ที่พวกเธอถืออยู่

ความจริงชาวกรีกเองเชื่อว่าเทพซูสของตนประสูติบนยอดเขาลิคายโอนแห่งเอิกแคดเดีย(LykaionofAcadia)บิดาคืออสูรพระเสาร์ (Saturn) จะเอาไปกลืนกินเหมือนพี่ๆ6รายมาแล้ว พระมารดารีเออ(Rhea)จึงเอาก้อนหินห่อผ้าให้กลืนแล้วให้นำเอาไปฝากเลี้ยงไว้ในถ้ำบนเกาะครีท  โดยผึ้งให้น้ำผึ้งแทนน้ำนม หลักฐานปรากฏว่าบนเกาะครีทแต่เดิมมามีถ้ำอยู่ 2 ถ้ำที่มีการเฉลิมฉลองวันเกิดของเทพที่ไม่รู้ชื่อมาก่อน สันนิษฐานได้ว่าเป็นโอรสของเจ้าแม่ คือถ้ำอิดายอา(Idaia)กับถ้ำดิกตายอา(Dictaia)ตกในวันขึ้นปีใหม่ คือ 19 กรกฎาคมของทุกปี เฉพาะปุโรหิตของเจ้าแม่เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตเข้าร่วมพิธีในถ้ำได้ ตอนจบพิธีมีการจุดไฟใหญ่หน้าถ้ำเป็นกองเพลิงเห็นแต่ไกล เป็นพิธีกรรมที่มีความหมายว่าพระโอรสประสูติแล้วอย่างดีและเปลวเพลิงที่เห็นได้จากระยะทางไกลนั้นสมมุติว่าเป็นพระโลหิตของเจ้าแม่ที่หลั่งออกเพื่อประสูติพระโอรส บัดนี้หมดพันธกิจแล้วจึงระเหยเป็นอากาศธาตุพุ่งออกจากปากถ้ำเป็นเปลวเพลิง จึงสันนิษฐานได้ว่าพระโอรสนั้นน่าจะได้แก่เทพดายเออนายเสิส แต่เมื่อชาวกรีกมาครอบครองเกาะครีทแล้ว เห็นเปลวไฟจากถ้ำก็ร้องเป็นภาษากรีกว่า zeinแปลว่าแสงจ้าๆ เลยพลอยเรียกงานนั้นว่า Zeus ลากเข้าศาสนาของตนจนได้ และพลอยเรียกเจ้าแม่ว่า Rhea  เราก็เลยยังไม่รู้พระนามเจ้าแม่และพระโอรสที่เรียกจริงในภาษาของชาวครีทมาจนทุกวันนี้

น้ำโสมของชาวครีท

            ไม่รู้ว่าภาษาครีทเรียกอย่างไร แต่ชาวกรีกเรียก melikratosอันเกิดจากการเอาน้ำผึ้งและน้ำนมผสมกันหมักให้เกิดแอลกอฮอล์ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องดื่มวิเศษสุดเหมาะสำหรับถวายชาวสวรรค์ มีหลักฐานว่าชาวครีทปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน ไม่รู้เรียกว่าอย่างไร และเชื่อว่าโอรสของเจ้าแม่เป็นผู้สอนมนุษย์ให้รู้จักปลูกองุ่นและทำเหล้าองุ่น กำชับให้บริวารคือผึ้งทำน้ำผึ้งไว้เยอะๆให้มนุษย์ใช้ทำน้ำโสม โอรสองค์นั้นชาวกรีกเรียกดายเออนายเสิส

พิธีขอผึ้ง

เนื่องจากผึ้งมีความสำคัญมากสำหรับการบริโภคและพิธีกรรมถวายเมรัยน้ำโสมแด่เทพ ดังนั้นในวันขึ้นปีใหม่จึงมีพิธีขอผึ้งเหมือนพิธีขอฝนหรือแรกานาขวัญของเรา พิธีกรรมนี้บังเอิญมีบันทึกไว้ในวรรณกรรมโรมันดังต่อไปนี้ พิธีขอผึ้งต้องกระทำในบ้านทรงลูกเต๋า มีเพียงประตูเดียวกับหน้าต่าง3บาน ให้ประตูและหน้าต่างหันไปสู่4ทิศ ก่อนวันขึ้นปีใหม่40วันให้ฆ่าวัวอายุ39เดือนด้วยวิธีทุบจนตายไม่ให้เลือดไหล หมักไว้ในบ้านหลังนั้น ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ถึงวันปีใหมจึงเปิดประตูออกจะพบผึ้งเต็มห้อง ให้ทำพิธีถวายน้ำโสมขอบคุณเทพดายเออนายเสิส

ผ้าอ้อมโอรสเจ้าแม่

            ปัญหาว่าทำไมโจร4คนที่ล่วงละเมิดถ้ำศักดิ์สิทธิ์จึงเปลือยกาย พวกเขาเปลือยกายเข้าไปหรือว่าถูกลงโทษให้เปลือยกาย รายละเอียดของเรื่องเล่าแถลงว่าที่ว่าผ้าอ้อมของพระโอรสน้อยนั้น สำหรับชาวกรีกหมายถึงแถบผ้าแคบๆคาดองค์พระ แต่ชาวครีทใช้ผ้าตัดเป็นแผ่นโค้งรูปคันธนู ถ้าเป็นของพระโอรสกุมารก็เรียกว่าผ้าอ้อม (tainiai) แถบผ้าดังกล่าวไม่จำเป็นต้องห่อหุ้มองค์พระจริงๆ เพียงแต่แคว้นห้อยไว้ตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของถ้ำเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกว่าเป็นถิ่นของเทพองค์ใดก็พอแล้ว เรื่องปรัมปรา4โจรขโมยน้ำผึ้งนั้น พวกเขาน่าจะได้เห็นผ้าอ้อมดังกล่าวแขวนไว้ ซึ่งศาสนิกธรรมดาจะต้องรีบถอยออกให้พ้นบริเวณหวงห้าม แต่พวกเขาไม่ยอมถอย จึงถูกสายอสุนิบาตเครื่องนุ่งห่มปลิวหลุดจากร่าง แล้วจึงถูกสาปเป็นนก

ผ้าอ้อมอาจหมายถึง liknonคือกระด้ง(winnow-shaped basket) สำหรับให้ทารกนอนหลับ ก็เรียกว่าผ้าอ้อมโอรสเจ้าแม่ได้

ถ้ำที่มีผ้าอ้อมเทพก็อาจได้ชื่อว่า ถ้ำผ้าอ้อม (Korykion Antron) Korykosแปลว่าถังน้ำผึ้งหมักกับน้ำนมให้เกิดแอลกอฮอล์

ร่องหินแตก (korgos)จำนวนหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นถ้ำผ้าอ้อมของกุมารเทพด้วย

การสันนิษฐานปรัมปราครีท

ตราบใดที่ยังอ่านภาษาครีทไม่ออกแปลยังไม่ได้ ก็ยังไม่มีหวังว่าจะรู้ปรัมปรากรีกแท้ๆ ทั้งยังไม่พบฉบับแปลจากภาษาครีทสู่ภาษาอื่นที่เราพอจะเข้าใจความหมายได้ วิธีเท่าที่พอจะทำได้ในขณะนี้ก็คือศึกษาจากปรัมปราของชาติที่น่าจะเอาปรัมปราครีทมาสร้างปรัมปราของตน เช่นปรัมปราของชาวฮิทไทท์เรื่องสงครามระหว่างเจ้าพ่อกับพญางู

ปรัมปราปราบจ้าวสมุทรของชาวฮิทไทท์

            พญางู Illuyankasเป็นเจ้าพ่อครอบครองท้องทะเลมหาสมุทรทั้งหมด นิสัยไม่ดีเป็นอันธพาลสร้างความเดือดร้อนทั่วท้องน้ำตลอดจนผู้อาศัยอยู่ตามชายฝั่งก็พากันเดือดร้อนทั่วหน้า เจ้าพ่อแห่งพายุได้รับการร้องเรียนหนัก จึงคิดว่าจำต้องปราบปรามตามหน้าที่ แต่พลาดพลั้งถูกพญางูควักดวงใจและดวงตาไปได้ ทำให้หมดฤทธิ์ที่จะทำหน้าที่ต่อไป จึงเก็บตัวเงียบและปล่อยให้พญางูอาละวาดต่อไปตามสบาย จนกระทั่งโอรสของเทพพายุเติบโตขึ้นและไปหลงรักธิดาของพญางู เทพพายุจึงขอให้ช่วยหลอกถามที่ซ่อนของดวงใจและดวงตาจนเอากลับคืนมาได้ เจ้าพ่อพายุก็มีพลังขึ้นตามเดิม คราวนี้เอาเคียวติดตัวไปด้วย ครั้นใช้อสุนิบาตฟาดแล้วเพียงทำให้สลบก็ใช้เคียวเกี่ยวจนร่างพญางูขาดเป็นท่อนๆ เป็นอันจบเกมมารร้ายจ้าวสมุทร

 

 

ปรัมปราปราบจ้าวสมุทรของชาวเอเชียไมเนอร์

            ชาวกรีกแถบเสอซีสเลีย(Cilicia)ในเอชียไมเนอร์เล่าเรื่องเดียวกันด้วยอีกสำนวนหานึ่งว่า พญางูอาจเอื้อมรุกล้ำเข้าถึงบนภูเขาเคเฉิน(Kasion)ชายฝั่งอูการิต(Ugarit) ซูสจึงเสด็จมาสู้กันบนภูเขาเคเฉิน อสุนิบาตไม่อาจระคายเคืองเกล็ดพญางู ซูสจึงใช้เคียวเกี่ยวร่าง แต่พญางูก็ดึงเคียวหลุดจากหัตถ์ของซูสได้ และใช้เคียวนั้นเองเกี่ยวเอ็น(neura)ที่ข้อหัตถ์และข้อบาทขาด  ทำให้ซูสหมดฤทธิ์แต่ทรงเป็นอมตะ พญางูจึงนำร่างหมดฤทธิ์ของพระองค์มาทิ้งไว้บนชายหาดแคว้นเสอลีสเซีย และเอาเส้นเอ็นที่ตัดออกมาได้ไปโยนทิ้งไว้ในถ้ำให้นางพญางูเดลฟายนิ(Dellphyne)เฝ้าไว้ แต่เทพเฮอร์มิส(Hermes) และเจ้าป่าอายเจอแพนร่างแพะ(Aigipan)แอบลักลอบเส้นเอ็นจากถ้ำไปต่อในร่างของซูสได้สำเร็จทำให้ซูสมีพลังขึ้นดังเดิม แต่เทพอพอลโลว์ได้มาปราบถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของพญางูบนภูเขาเดลฟาย ปราบพญางูทั้งครอบครัวจนสิ้นฤทธิ์ยอมเป็นบริวารรับใช้ ทำให้ภูเขาเดลฟายเป็นศูนย์กลางการนับถือเทพอพอลโลว์และเป็นที่พยากรณ์ของพญางูผัวเมียตั้งแต่นั้นมา เทพอพอลโลว์เองก็ได้เรียนรู้วิชาโหราศาสตร์จากนางพญางูครั้งนี้เอง

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเรื่องนี้อาจจะแปลและดัดแปลงมาจากภาษาฮิตไทท์หรืออาจจะแปลและดัดแปลงโดยตรงจากภาษาครีทก็ได้

ที่มาของปรัมปราปราบเจ้าสมุทร

สันนิษฐานได้ว่าปรัมปราปราบจ้าวสมุทรไม่น่าจะต่างก็เกิดขึ้นอย่างอิสระต่อกัน และบังเอิญคล้ายกัน แต่ทั้ง 2 น่าจะปรับปรุงมาจากแหล่งเดียวกัน คือ ปรัมปราปราบจ้าวสมุทรของชาวครีทซึ่งอาจจะอยู่ในคัมภีร์ศาสนาของชาวครีทที่เรายังอ่านไม่ออก ส่วนว่าชาวครีทจะปรับปรุงมาจากชาวอียิปต์หรือไม่ หรือว่าคิดขึ้นเอง นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งยังไม่อาจตอบได้ในขณะนี้ สันนิษฐานต่อไปได้ว่าปรัมปราของชาวครีทน่าจะดำเนินเรื่องว่า เจ้าแม่น่าจะคิดปราบและดำเนินการปราบพญางูที่ขึ้นมาคุกคามชาวครีทถึงบนเกาะ และคงพลาดท่าเสียทีพญางู ต่อมาเมื่อพระโอรสดายเออนายเสิสเมื่อเจริญพระชนมายุแล้วก็คงได้ปราบพญางูได้สำเร็จ ข้อสันนิษฐานนี้ได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลว่า ตามชายฝั่งรอบทะเลอีเจียนพบว่ามีถ้ำศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่มากๆที่มีหลักฐานว่ามีการเฉลิมฉลองประจำปีด้วยการถวายน้ำโสมจากการหมักน้ำผึ้งกับน้ำนมเหมือนบนเกาะครีท หลักฐานระบุว่ามีการปฏิบัติเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนชาวเผ่าอารยันเข้าครอบครอง และชาวเผ่าอารยันก็สวมรอยปฏิบัติต่อโดยพยายามปรับให้ทุกอย่างเป็นกรีก แต่ก็ไม่อาจลบร่องรอยเดิมได้ทั้งหมด

บรรณานุกรม

Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.

Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.

Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006

Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

Platon, Nikolaos. A Guide to the Archaeological Museum of Heraclion. 1955.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018