ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (154)

กีรติ บุญเจือ

 

การสันนิษฐานปรัมปราครีท

ตราบใดที่ยังอ่านภาษาครีทไม่ออกแปลยังไม่ได้  ทั้งยังไม่พบฉบับแปลจากภาษาครีทสู่ภาษาอื่นที่เราพอจะเข้าใจความหมายได้ ก็ยังไม่มีหวังว่าจะรู้ปรัมปราครีทแท้ๆ วิธีเท่าที่พอจะทำได้ในขณะนี้ก็คือศึกษาจากปรัมปราของชาติที่น่าจะเอาปรัมปราครีทไปสร้างปรัมปราของตน เช่นปรัมปราของชาวฮิทไทท์(Hittite)เรื่องสงครามระหว่างเจ้าพ่อกับพญางูหรือมังกร

ปรัมปราปราบจ้าวสมุทรของชาวฮิทไทท์

            เจ้าพ่อแห่งพายุ Illuyankasเป็นเจ้าพ่อครอบครองท้องทะเลมหาสมุทรทั้งหมด นิสัยไม่ดีเป็นอันธพาลสร้างความเดือดร้อนทั่วท้องน้ำตลอดจนผู้อาศัยอยู่ตามชายฝั่งก็พากันเดือดร้อนทั่วหน้า เจ้าพ่อแห่งพายุได้รับการร้องเรียนหนัก จึงคิดว่าจำต้องปราบปรามตามหน้าที่ แต่พลาดพลั้งถูกพญางูควักดวงใจและดวงตาไปได้ ทำให้หมดฤทธิ์ที่จะทำหน้าที่ต่อไป จึงเก็บตัวเงียบและปล่อยให้พญางูอาละวาดต่อไปตามสบาย จนกระทั่งโอรสของเทพพายุเติบโตขึ้นและไปหลงรักธิดาของพญางู เทพพายุจึงขอให้ช่วยหลอกถามที่ซ่อนของดวงใจและดวงตาจนเอากลับคืนมาได้ เจ้าพ่อพายุก็มีพลังขึ้นตามเดิม คราวนี้เอาเคียวติดตัวไปด้วย ครั้นใช้อสุนิบาตฟาดแล้วเพียงทำให้สลบก็ใช้เคียวเกี่ยวจนร่างพญางูขาดเป็นท่อนๆ เป็นอันจบเกมมารร้ายจ้าวสมุทร พญามังกรเจ้าพ่องูของชาวครีท

ปรัมปราปราบจ้าวสมุทรของชาวเอเชียไมเนอร์

            ชาวกรีกแถบเสอซีเลีย(Cicilia)ในเอชียไมเนอร์เล่าเรื่องเดียวกันด้วยอีกสำนวนหนึ่งว่า พญางูอาจเอื้อมรุกล้ำเข้าถึงบนภูเขาเคเฉิน(Kasionเฉิน ใช้อักษรสูงทับศัพท์เพื่อให้อ่านสั้นเท่านั้นมิได้บังคับว่าต้องออกเสียงจัตวา)ที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งของรัฐอูการิต(Ugarit) ซูสจึงเสด็จมาสู้กันบนภูเขาเคเฉิน อสุนิบาตไม่อาจระคายเคืองเกล็ดพญางู ซูสจึงใช้เคียวเกี่ยวร่าง แต่พญางูก็ดึงเคียวหลุดจากหัตถ์ของซูสได้ และใช้เคียวนั้นเองเกี่ยวเอ็น(neura)ที่ข้อหัตถ์และข้อบาทขาด  ทำให้ซูสหมดฤทธิ์แต่ทรงเป็นอมตะ พญางูจึงนำร่างหมดฤทธิ์ของพระองค์มาทิ้งไว้บนชายหาดแคว้นเสอซีเลีย และเอาเส้นเอ็นที่ตัดออกมาได้ไปโยนไว้ในถ้ำให้นางพญางูเดลฟายนิ(Delphyne)เฝ้าไว้ แต่เทพเฮอร์มิสและเจ้าป่าอายเจอแพนร่างแพะ(Aigipan)แอบลักลอบขโมยเส้นเอ็นจากถ้ำไปต่อในร่างของซูสได้สำเร็จทำให้ซูสมีพลังขึ้นดังเดิม แต่เทพอพอลโลว์ได้มาปราบถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของพญางูบนภูเขาเดลฟาย ปราบพญางูทั้งครอบครัวจนสิ้นฤทธิ์ยอมเป็นบริวารรับใช้ ทำให้ภูเขาเดลฟายเป็นศูนย์กลางการนับถือเทพอพอลโลว์และเป็นที่พยากรณ์ของพญางูผัวเมียตั้งแต่นั้นมา เทพอพอลโลว์เองก็ได้เรียนรู้วิชาโหราศาสตร์จากนางพญางูครั้งนี้เอง

ที่มาของปรัมปราปราบเจ้าสมุทร

สันนิษฐานได้ว่าปรัมปราปราบจ้าวสมุทรไม่น่าจะต่างก็เกิดขึ้นอย่างอิสระต่อกัน และบังเอิญคล้ายกัน แต่ทั้ง 2 น่าจะปรับปรุงมาจากแหล่งเดียวกัน คือ ปรัมปราปราบจ้าวสมุทรของชาวครีทซึ่งอาจจะอยู่ในคัมภีร์ศาสนาของชาวครีทที่เรายังอ่านไม่ออก ส่วนว่าชาวครีทจะปรับปรุงมาจากชาวอียิปต์หรือไม่ หรือว่าคิดขึ้นเอง นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งยังไม่อาจตอบได้ในขณะนี้ สันนิษฐานต่อไปได้ว่าปรัมปราของชาวครีทน่าจะดำเนินเรื่องว่า เจ้าแม่น่าจะคิดปราบและดำเนินการปราบพญางูที่ขึ้นมาคุกคามชาวครีทถึงบนเกาะ และคงพลาดท่าเสียทีพญางู ต่อมาเมื่อพระโอรสดายเออนายเสิส(Dionysus)เจริญพระชนมายุแล้วก็คงได้ปราบพญางูได้สำเร็จ ข้อสันนิษฐานนี้ได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลว่า ตามชายฝั่งรอบทะเลอีเจียน(Aegean Sea)พบว่ามีถ้ำศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่มากๆที่มีหลักฐานว่ามีการเฉลิมฉลองประจำปีด้วยการถวายน้ำโสมจากการหมักผลองุ่นกับน้ำผึ้งเหมือนบนเกาะครีท หลักฐานระบุว่ามีการปฏิบัติเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนชาวเผ่าอารยันเข้าครอบครอง และชาวเผ่าอารยันก็สวมรอยปฏิบัติต่อโดยพยายามปรับให้ทุกอย่างเป็นกรีก แต่ก็ไม่อาจลบร่องรอยเดิมได้ทั้งหมด

ร่องรอยที่ลบไม่ออก

            1.โอรสเจ้าแม่สอนเทคนิคทำเหล้าองุ่น เมื่อปีค.ศ.1900 เซอร์อาร์เธอร์ อีแวนส์(Sir Arthur Evans) อำนวยการขุดค้นใกล้วังนาสเสิส(Knossos) พบถังหมักข้าวบาร์เลย์และสันนิษฐานได้ว่ามีอายุเก่าแก่กว่าถังหมักองุ่นทำเหล้าองุ่น จึงลงมติว่าชาวเกาะครีทเดิมรู้จักหมักข้าวบาร์เลย์มาก่อน เหล้าองุ่นซึ่งทำได้ยากกว่า อาจจะมีผู้นำเถาองุ่นมาปลูกบนเกาะและนำเอาวิธีทำเหล้าองุ่นเข้ามาเผยแพร่ด้วย และเพื่อให้ดูดีผู้สอนอาจจะอ้างว่าได้รับการเปิดเผยจากโอรสเจ้าแม่ก็ได้ ก็หมายความว่าก่อนรู้จักทำเหล้าองุ่นนั้น เครื่องดื่มที่ถือว่าประเสริฐที่สุดใช้ในการบวงสรวงก็คงจะเป็นเบียร์ข้าวบาร์เลย์นี่แหละ ดังปรากฏว่าในพิธีเข้าจารีตรหัสยลัทธิอลูเสิส(Aleusis)ก็ยังให้ดื่มเบียร์ข้าวบาร์เลย์อยู่ ไม่ใช่เหล้าองุ่น ครั้นรู้จักทำเหล้าองุ่นแล้ว พิธีกรรมทั้งหลายเกี่ยวกับโอรสเจ้าแม่ก็เปลี่ยนเป็นใช้เหล้าองุ่นเป็นส่วนมากจึงมีการใช้ช่างศิลป์สร้างถ้วยสำหรับบรรจุเหล้าองุ่นสำหรับราดในพิธีสรรเสริญโอรสเจ้าแม่ซึ่งภาษากรีกเรียกว่าrhytaและให้มีความหมายเจาะจงถึงโอรสเจ้าแม่ เช่นให้เอาเขาวัวมาทำเป็นภาชนะใช้ในพิธี เอาโลหะหล่อทำหัววัวกลวงใส่เหล้าองุ่นเพื่อรินถวายในพิธีโดยเจาะรูไว้ที่ปากเพื่อให้ไหลออกเหมือนวัวพ่นเหล้าองุ่นออกจากปาก หากวัวตัวใดมีลักษณะเข้าเกณฑ์เทพอวตารก็จะได้นามซึ่งแปลเป็นภาษากรีกว่า Oinopsแปลว่า “สีเหล้าองุ่น”  ทั้งนี้ย่อมหมายความว่า ไม่ใช่วัวทุกตัวเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีภาพมากมายที่แสดงทั้งชาวครีทและชาวเมอซีนิถวายวัวเป็นเครื่องเซ่นถวายโอรสเจ้าแม่ เฉพาะวัวที่รับรองว่ามีเทพลักษณะเท่านั้นที่ถือว่าเป็นวัวเทพ ดังนั้นภาพวัวหรืออะไรที่เกี่ยวกับวัวที่นับถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นก็เหมายเฉพาะถึงวัวเทพดังกล่าวนี้เท่านั้น

ปรัมปราเรื่องเหล้าองุ่น

            ปรัมปราเรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร เราไม่อาจรู้ได้ขณะนี้ หลักฐานเก่าแก่ที่พบก็คือบันทึกของนานนัส(Nonnosศต V)กวีผู้ใช้ภาษากรีกแห่งเมืองเผินนาพเผอลิสในอียิปต์ (Panopolis in Egypt) รับนับถือศาสนาคริสต์ตอนปลายชีวิตและได้แหล่พระวรสารโดยนักบุญยอห์นเป็นกลอนหกภาษากรีก ก่อนหน้านั้นได้เขียนมหากาพย์ยาว48เล่มสมุดสรรเสริญผลงานของเทพดายเออนายเสิสอย่างผู้มีศรัทธา ส่วน1ก็คือปรัมปราเรื่องการพบและสอนการปลูกต้นองุ่นและทำเหล้าองุ่น ดังต่อไปนี้

อดีตกาลนานมาแล้ว อีฆอร์(ichor)ต้นหนึ่งตกจากสวรรค์อลีมเผิส(Olympus)สู่พื้นดินอุดมกลางโขดหินไม่มีมนุษย์คนใดได้รู้เห็นเป็นใจเฝ้าดูแลรดน้ำหรือดายหญ้า แต่ก็เติบโตขึ้นอย่างอวบอัดทันการณ์ ขณะนั้นยังไม่มีคนรู้จักแม้คำว่า”องุ่น” แตกรากแตกเถาเลื้อยพันสุมทุมพุ่มไม้เป็นพัลวัล ผลพวงห้อยย้อยระย้า เนื้อนุ่มน้ำฉ่ำเมล็ดกระจายขยายพันธุ์สู่รอบทิศขึ้นใหม่เป็นทิวแถว พวงเก่าพวงใหม่แกว่งไกวยั่วเย้าให้เฝ้าดู สีสันสลับสีสุดสวยสุดพรรณนา โน่นแพนขาแพะจ้องตาเขม็งแสนแปลกประหลาดในอารมณ์ แน่ะงูขดตัวพันกิ่งไม้ใกล้เคียงปากฉกลิ้มรสหวานฉ่ำแห่งผลสวรรค์ แต่ลำคอมันไม่รับทำให้ระคายรีบคายออกให้หายระคายเคือง ริมฝีปากมันช้ำเป็นจ้ำๆดำชมพู ลุกลามไปทั่วร่างพรางเกล็ดช้ำดำเขียว โอรสเจ้าแม่รียา(Rheia)ทอดพระเนตรเห็นงูลนลานพาลฉงน เอ๊ะเจ้าแม่พยากรณ์ไว้แล้วแต่ข้าเกิด มาแล้วสินะปานะแห่งสวรรค์ชั้นฟ้า ทรงเจาะหินเป็นหลุมหีบผลองุ่นเรียบร้อย ทรงเร่ตัดพวงองุ่นลงหีบๆๆ บรรดาเซเทอร์(satyr)เทพบุตรขาแพะที่อยู่ละแวกนั้นชวนกันมาดูและช่วยโอรสเจ้าแม่อย่างเอะอะมะเทิ่ง งานเสร็จเรียบร้อย แยกย้ายกันไปหาเขาสัตว์ทุกชนิดที่หาได้คอยเวลาดื่มเครื่องดื่มวิเศษตามคำชักชวนของโอรสเทพ พระองค์ทรงกำชับให้ทุกคนที่ดื่มเหล้าองุ่นให้คิดถึงบุญคุณของงูที่เป็นสาเหตูให้พระองค์รู้ว่าคำพยากรณ์ของเจ้าแม่เป็นจริงขึ้นแล้ว เห็นเถาไอวี(ivy)ก็ให้นึกถึงงูก็แล้วกัน ทุกอย่างก็จะลงตัวด้วยประการฉะนี้

โอรสเจ้าแม่กับชาวคริสต์

            เขอร์นูเถิส(Cornutusศต.1 นักปรัชญาสโทว์อิค เกิดที่ลิเบีย ถูกขายเป็นทาสในกรุงโรม ญาติของเซคเนอเขอ(Seneca)รับซื้อไว้ด้วยความสงสารแล้วปล่อยเป็นไท เป็นอาจารย์ของกวีโรมันเพอร์เสียส(Persius)ซึ่งก่อนตายยกห้องหนังสือและเงินให้ตั้งตัวเขียนหนังสือ งานสำคัญคือวิจารณ์ศาสนากรีกและโรมัน ตอนหนึ่งกล่าวถึงการนับถือเทพดายเออนายเสิสในมหาอาณาจักรโรมันขณะนั้นว่า พวกขนเหล้าองุ่นก่อนออกเดินทางถือเป็นธรรมเนียมกันทั่วไปว่าจะต้องตะโกนเอาฤกษ์ว่า Dionysosหรือ Euiosหรือ Bacchus แม้พลเมืองส่วนใหญ่จะหันมานับถือศาสนาคริสต์แล้วและตั้งแต่ค.ศ.529เป็นต้นมาแม้จะมีกฎหมายห้ามนับถือศาสนากรีกและโรมันแล้วก็ตาม ก็ยังคงปฏิบัติกันตามปรกติด้วยความเคยชินติดปาก เหมือนอย่างที่ชาวคริสต์ไทยติดปากอุทานว่าพุทโธ่โดยมิได้คิดอะไรมากกว่าติดปาก จนถึงปีค.ศ.692 มีสังคายนาของผู้นำศาสนจักรภาษากรีก ที่ประชุมได้ยกปัญหานี้ขึ้นพิจารณาและมีมติให้ผู้ขนย้ายเหล้าองุ่นชาวคริสต์เลิกธรรมเนียมดังกล่าวและตะโกนขอพระเยซูเป็นที่พึ่งแทนด้วยข้อความว่า Kyrie eleisonการนับถือโอรสเจ้าแม่ทุกนามจึงดับสนิทตั้งแต่นั้นมา นับอายุได้ประมาณ 2700 ปี

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018