ราชบัณฑิตเสวนา(88)

กีรติ บุญเจือ ราชบัณฑิต

88 สหวิทยาการ ถวายพระเทพฯ  

            เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2558 เวลา 15.30 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จไปที่อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานีเพื่อทรงเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ จัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา    เรื่องสหวิทยาการเพื่อการวิจัยและพัฒนาที่ยั่งยืน ในงานนี้ที่ประชุมได้พร้อมใจกันถวายพระเกียรติแด่พระองค์เป็น “องค์ปฐมรัตนสหวิทยบัณฑิตด้วยเหตุผลตามประกาศราชสดุดีว่า “ทรงสนพระราชหฤทัยใฝ่รู้และทรงสั่งสมวิทยาการต่างๆมากมาย ทรงสร้างสรรค์ผลงานหลากหลายรูปแบบที่มีคุณค่ายิ่ง  แสดงถึงพระปรีชาสามารถที่เป็นเลิศหลายด้าน เช่นวรรณศิลป์ สังคีตศิลป์ ทัศนศิลป์ ทรงเป็นเมธีแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดี ทรงบริหารจัดการด้านการศึกษาด้วยพระปัญญาอันล้ำเลิศที่สร้างคุณูปการต่อเด็กและเยาวชนไทยและต่างชาติโดยมิได้ทรงย่อท้อ   ทรงอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้สมุนไพรไทยเพื่อการพึ่งตนเอง ทรงเป็นเจ้าฟ้านักไอทีที่ทันสมัยด้วยทรงเข้าถึงวิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างถ่องแท้ นอกจากทรงเป็นนักวิชาการที่รอบรู้หลายศาสตร์อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งแล้ว ยังทรงเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติสาขาสหวิทยาการ (พ.ศ.๒๕๔๕)อีกด้วย เพราะทรงผลิตผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องและหลากหลายสาขา ล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่มหาชนตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับสากล……ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับเครือข่ายสหวิทยาการ สำนักงานราชบัณฑิตยสภาไว้ในพระราชูปถัมภ์ พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร และพระปรีชาสามารถของพระองค์สะท้อนถึงความเป็นสหวิทยบัณฑิต …..ขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญ องค์ปฐมรัตนสหวิทยบัณฑิต และกำหนดโครงการจัดการตั้ง สถาบันสหวิทยาการ เพื่อดำเนินการประสานงานทางด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ เป็นการเฉลิมพระเกียรติคุณเผยแพร่พระปรีชาสามารถเชิงสหวิทยาการอันเลิศล้ำของพระองค์ให้ปรากฏแผ่ไพศาลเป็นเกียรติคุณแห่งแผ่นดินไทยอย่างยั่งยืนสืบไป

ในโอกาสนี้ผมได้รับเกียรติให้เสนอบทความหลัก เรื่อง “The Role of Philosophy in the Interdisciplinary Study.”  หรือ “บทบาทของปรัชญาในสหวิทยาการ” ซึ่งผมเสนอว่าปรัชญาทำหน้าที่เป็นกาว เป็นสายสัมพันธ์ระหว่างวิชาการสาขาต่างๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ปรัชญาเป็นแม่ของวิชาต่างๆ เพราะเมื่อแรกเริ่มที่มนุษย์รู้จักสร้างเนื้อหาวิชาการขึ้นมานั้น มนุษย์เราเรียกผู้รู้อย่างรวมๆว่า “ปราชญ์” และเนื้อหาที่ปราชญ์รู้และนำออกสอนว่า “ปรัชญา” ครั้นความรู้ด้านใดมีความรู้มากจนต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จึงคิดตั้งชื่อเรียกเนื้อหาเฉพาะด้านนั้นขึ้นเพื่อสะดวกในการประชาสัมพันธ์หาผู้สนใจอยากรู้ ด้วยวิธีนี้ วิชาต่างๆจึงค่อยๆแยกตัวออกไป แยกแล้วก็ยังแยกย่อยต่อไปได้อีก มาถึงปัจจุบันยังเหลืออยู่เรื่องเดียวไว้ปลอบใจนักปรัชญา คือเรื่องความมีอยู่ ถ้ามีอยู่จริงก็เรียกว่าความเป็นจริง ถ้าไม่มีอยู่จริงก็เป็นความเพ้อฝัน ความเป็นจริงมีมานานโดยไม่มีมนุษย์คนใดไปตอแยมัน ก็มีแต่ความเป็นอยู่เพียงอย่างเดียว ไม่มีความเพ้อฝัน ไม่มีความรู้ ไม่มีความจริง ไม่มีความเท็จ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะมีมนุษย์อุบัติขึ้นแล้วไปตอแยกับความเป็นจริง วุ่นวายถึงขั้นสร้างองค์ความรู้ แบ่งความรู้ออกเป็นวิชาๆ แยกออกจากปรัชญาซึ่งเป็นปฐมวิชาหรือวิชาแม่ แยกแล้วนักปรัชญาไม่ยอมให้แยกไปอย่างลอยนวล แต่ยังคงติดตามต่อไปในฐานะปรัชญาประยุกต์ เช่น ปรัชญาวิทยาศาสตร์ได้แก่การนำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของวิชาวิทยาศาสตร์ที่แยกตัวออกไปจากปรัชญาก่อนหน้านี้ วิชาวิทยาศาสตร์เมื่อแยกตัวออกไปแล้วก็แยกย่อยออกไปเป็นวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และยังแตกลูกแตกหลานต่อไปอีกเรื่อยๆอย่างไม่หยุดหย่อน เช่น ดาราศาสตร์ ธรณีวิทยา พฤกษศาสตร์ สมุทรศาสตร์ ชีวเคมี แพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งนักปรัชญาก็ยังคงติดตามไปสร้างปรัชญาประยุกต์ให้อย่างไม่ละลด สาขาอื่นๆที่แยกตัวออกไปจากปรัชญาก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน ปรัชญาจึงทำหน้าที่เชื่อมโยงและประสานวิชาต่างๆให้สัมพันธ์กันอยู่ได้แน่นแฟ้นด้วยการเสนอเนื้อหาร่วมว่า มนุษย์รู้อย่างไร มนุษย์รู้อะไร และมนุษย์อยากได้อะไร

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018