ซอกแซกหามาเล่า (233)

กีรติ บุญเจือ

เบรอตงมองปรัชญาของเปาโลอย่างไร

สตานิสลา เบรอ-ตง(Stanislas Breton 1912-?) เป็นกวี นักคณิตศาสตร์และ นักปรัชญาคาทอลิกชาวฝรั่งเศส เกิดที่ จีรงด์(Gironde) เมื่อ ค.ศ.1912 เป็นทหารสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกจับเป็นเชลยในค่ายกักกันนาซีอยู่ 5 ปี สิ้นสงครามถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ ตั้งใจแก้ปัญหาของมนุษยชาติด้วยคำสอนของศาสนาคริสต์ จึงเรียนปรัชญาและเทววิทยา ได้เป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่ L’EcoleNormaleSuperieureร่วมสมัยกับอัลตุสเซร์และแดร์ริดา เข้าร่วมชมรมนักปรัชญาหาทางออกใหม่ให้แก่มนุษยชาติซึ่งมีความเห็นร่วมกันว่าต้องปรับมุงมองทุกเรื่องด้วยวิสัยทรรศน์หลังนวยุคโดยเริ่มจากความรู้ที่แต่ละคนสนใจค้นคว้า เบรอตงสนใจการตีความเรื่องค่าไม่รู้จบของบาดีอูและการเสนอการเข้าใจความคิดของเปาโลโดยบอร์นคาม จึงสนใจขยายความเข้าใจคำสอนคาทอลิกด้วยวิสัยทรรศน์ใหม่ที่ตนสนใจคือแบบหลังนวยุค

โลกทรรศน์ของเปาโล

            ในจดหมายถึงชาวโคโลสี มีคำกลอนสรรเสริญพระคริสต์ซึ่งน่าจะเป็นบทเพลงขับร้องสรรเสริญพระเยซูในพิธีกรรมซึ่งเปาโลอนุมัติ ความว่า

พระองค์ทรงเป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้าที่มองไม่เห็น

ทรงเป็นโอรสหัวปีในบรรดาสิ่งสร้างทั้งปวง

เพราะสรรพสิ่งทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินทั้งที่แลเห็นได้และแลเห็นไม่ได้

ทุกสิ่งถูกเนรมิตขึ้นโดยพระองค์และเพื่อพระองค์

พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่ง

และสรรพสิ่งดำรงอยู่เป็นระเบียบในพระองค์

เบรอตงคิดตามบาดีอูและอไควเนิสว่าพระเจ้าของเปาโลต้องทรงเป็นภาวะไม่รู้จบในพระองค์(esse infinitum in se) ที่ทรงยอมลดองค์ลงอย่างชอบธรรมเป็นภาวะไม่รู้จบถึงสิ่งอื่น(Esse Infinitum ad aliud)  เพื่อทรงความชอบธรรมในการสร้างอะไรก็ได้ที่ประสงค์จะสร้าง อย่างไรก็ตามในภาวะไม่รู้จบในพระองค์อยู่นั้นก็ทรงมีพระบุตรคู่เคียงกันมาแต่นิรันดร  เฉพาะการมีพระบุตรนั้นมิได้มีผลสู่ภายนอก ไม่กระทบต่อความชอบธรรมแห่งภาวะไม่รู้จบในพระองค์แต่ประการใด ผิดกับการเกิดมนุษย์ซึ่งแม้จะทรงรับเป็นบุตรก็เป็นการกระทำสู่ภายนอก พระองค์จึงต้องทรงสละภาวะไม่รู้จบในพระองค์และทรงพอพระทัยรับภาวะไม่รู้จบสัมพัทธ์สู่ภายนอก มันเป็นความชอบธรรมของพระเจ้าที่ทำให้มนุษย์มีความชอบธรรมที่จะเป็นบุตรตามพระประสงค์ได้ด้วย

ถามว่าพระเจ้าจะทรงสร้างมนุษย์สักคนหนึ่งให้เสมอพระบุตรไม่รู้จบในพระองค์ได้หรือไม่ ตอบได้ทันทีแทนเบรอตงเลยว่าไม่ได้ เพราะพระเจ้าไม่มีความชอบธรรมที่จะทำสิ่งขัดแย้งกันในตัว ในกรณีนี้คือทำสิ่งรู้จบให้เป็นสิ่งไม่รู้จบ ทำยังไงก็ไม่ได้อยู่วันยังค่ำ ไม่ใช่เพราะพระองค์ไม่เป็นผู้ทรงสรรพเดชะ แต่เป็นเพราะเป็นไปไม่ได้(impossible) และเมื่อเป็นอย่างนี้ ใครอื่นจะเป็นโอรสหัวปีไปไม่ได้ นอกจากพระบุตรไม่รู้จบแห่งภาวะในพระองค์แต่เพียงผู้เดียว และในเมื่อพระบุตรยอมเสียสละยอมรับภาวะรู้จบของมนุษย์ในร่างของพระเยซูในตำแหน่งพระคริสต์ พระคริสต์จึงอยู่ในฐานะโอรสหัวปีได้แต่ผู้เดียวในความไม่รู้จบของพระบิดาแต่ผู้เดียว

ในเมื่อปัญญามนุษย์สามารถไล่เบี้ยจากประสบการณ์แห่งชีวิตประจำวันขึ้นเรื่อยๆไปได้ถึงความเป็นไปได้สูงสุดที่สิ่งไม่รู้จบจะไม่รู้จบถึงระดับอสัมพัทธ์ คือไม่มีที่ให้สิ่งใดอื่นมีอยู่ได้แม้แต่นิดเดียว แต่ทว่าขณะนี้เรารู้ว่ามีตัวเราที่รู้จบ สิ่งไม่รู้จบอสัมพัทธ์จึงไม่มีอยู่จริงในขณะนี้ อาจมีอยู่จริงก่อนมีสิ่งรู้จบใดๆอุบัติขึ้นไม่ว่าด้วยวิธีใด สำหรับเปาโลผู้เชื่อว่ามีการเนรมิตสร้างจากความเปล่า ก็ต้องเชื่อให้สอดคล้องกันว่าพระเจ้าผู้ทรงไม่รู้จบต้องทรงมีความคิดเนรมิตสร้างเป็นปฐม ความคิดเนรมิตนั้นคือ”ภาพลักษณ์(Eicon)ของพระเจ้าที่เรามองไม่เห็น” ภาพลักษณ์นั้นทำให้ผู้ไม่รู้จบแต่เดิมกลายเป็นพระบิดาด้วยความชอบธรรม  คือ”บุตรแรกในบรรดาสิ่งสร้างทั้งปวง” อย่างไรก็ตาม บุตรแรกในสิ่งสร้างทั้งปวงที่กล่าวถึงนี้มิได้เป็นผลแห่งการสร้าง เพราะเป็นพระบุตรในความไม่รู้จบร่วมกับพระบิดา ทั้งพระบิดาและพระบุตรทรงเป็นองค์ไม่รู้จบที่มีความชอบธรรมจะเนรมิตสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์ ครั้นมนุษย์มีมลทิน พระบุตรก็ทรงสร้างความชอบธรรมที่จะรับมนุษย์กลับคืนสู่สภาพพระฉายาเดิมด้วยการลดองค์ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ทรงยอมรับสภาพที่ย่ำแย่ที่สุดของมนุษย์โดยสมัครพระทัย เพื่อสร้างความชอบธรรมที่จะกลับคืนชีพในร่างมนุษย์ เพื่อมีความชอบธรรมที่จะให้มนุษย์มีสิทธิฟื้นคืนชีพเหมือนพระองค์ในพระศาสนจักรที่พระองค์ทรงเป็นประมุข

พระองค์ทรงเป็นศีรษะของร่างกาย(ทิพย์)คือพระศาสนจักร

พระองค์ทรงเป็นปฐมเหตุ

ทรงเป็นบุคคลแรกในบรรดาผู้ตายที่กลับคืนชีพ

และนี่คือสาระสำคัญแห่งปรัชญาความชอบธรรมของเปาโลที่เปาโลท่องเที่ยวสอนในมหาอาณาจักรโรมัน มีคนจำนวนหนึ่งเข้าใจซาบซึ้งและช่วยกันเผยแผ่ต่อๆไปจนสร้างศาสนจักรได้ตามความตั้งใจ แม้ตัวตายไปแล้วก็ยังมีผู้จดจำและคัดลอกคำสอนไปสอนต่อๆกันไป ได้มีผู้ขยายผลเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนหนึ่งจัดเข้าสารบบคัมภีร์พระธรรมใหม่ นอกนั้นเป็นเอกสารคำสอนประเภทปิตาจารย์(Patrology) เป็นหลักคำสอนของศาสนาคริสต์เรื่อยมาจนทุกวันนี้ ซึ่งสำหรับเบรอตงเคล็ดลับของความสำเร็จอยู่ที่ปรัชญาความชอบธรรมนี่เองแหละ และต่อมาในประวัติศาสตร์คริสตจักร์หรือศาสนสจักรของพระคริสต์จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็อยู่ที่ความเข้าใจปรัชญาข้อนี้ของเปาโลและนำออกใช้ปฏิบัติมากน้อยเพียงใดนั่นเอง

จดหมายของเปาโลกับคริสตจักรสากล

            แน่นอนว่าเปาโลมิได้ตั้งใจเขียนคัมภีร์ให้ศาสนาคริสต์ที่เพิ่งก่อตัวและยังไม่มีคัมภีร์ศาสนา มีแต่”ข่าวดี”เกี่ยวกับพระเยซูที่ตนเองเชื่อว่าได้รับการเชื้อเชิญจากพระเยซูเป็นการส่วนตัวให้ประชาสัมพันธ์แก่คนทั้งโลก ซึ่งขณะที่เชื้อเชิญกันนั้นเปาโลเพียงแต่รู้ว่าเป็นชาวยิวคนหนึ่งที่ถูกลงโทษประหารชีวิตในฐานะอ้างว่าได้รับมอบหมายจากพระยาห์เวห์ให้ทำการกู้ชาติและทำไม่สำเร็จ แต่มีสาวกจำนวนหนึ่งอ้างว่าทำได้จริงโดยฟื้นคืนชีพขึ้นมาและอยู่เบื้องหลังสาวกเหล่านี้ให้ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะสำเสร็จ ทีแรกตนคิดว่าเป็นเรื่องจินตนาการไร้สาระที่สร้างความสับสนแก่สังคม จึงคิดทุ่มเททำการกวาดล้างเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะติดตามมา แต่เหตุการณ์พลิกผันทำให้เปาโลกลายเป็นผู้เผยแผ่อุดมการณ์ของพระเยซูไปเสียแล้วก็ตั้งใจทำเต็มที่ ทั้งพูด ทั้งเขียนทั้งบริหารจัดการก่อตั้งกลุ่มคริสตชนขึ้นมากมายโดยมีมารยาทรู้หน้าที่ว่าต้องได้รับอนุมัติเป็นฉันทามติจากผู้มีตำแหน่งรับผิดชอบอยู่ก่อนว่าข่าวดีที่จะต้องประกาศนั้นคืออะไรบ้าง ซึ่งส่วนนี้เปาโลรู้ดีว่าตนไม่มีสิทธิ์ปั้นน้ำเป็นตัวเอาเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับคำชี้แจงว่ามีพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูที่คอยช่วยดลใจให้เข้าใจประเด็นที่ควรพูดและเหตุผลที่ควรใช้หากไม่เลอะเลือนนอกเป้าหมายที่พระเยซูได้ทรงกำหนดไว้ซึ่งเปโตรและผู้สืบตำแหน่งหน้าที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ชี้ขาด ดังนั้นเปาโลจึงคิดว่าหากอยากจะทำดีให้เต็มที่ก็ไม่ควรทำเสียกติกา ก็ปรากฏว่าเปาโลรักษากติกาได้ดีมาก ดังนั้นจดหมายที่คิดว่าเขียนถึงลูกศิษย์เพื่อตำหนิติเตียนแบบติเพื่อก่อ ล่อเพื่อเลี้ยงดูอย่างดีกลายเป็นการทำดีมีเสน่ห์ ผู้ถูกพาดพิงอ่านแล้วอ่านอีก อ่านไม่รู้จักเบื่อ เพื่อนฝูงที่ไม่ถูกพาดพิงโดยตรงอยากอ่านแล้วก็อยากสมมุติว่าตนถูกพาดพิง เป็นเรื่องศรัทธาเฉพาะตัวที่ไม่จำเป็นแต่ก็อยากมีส่วนร่วม เป็นเหตุให้จดหมายของเปาโลถูกคัดลอกต่อๆไปและอ่านกันอย่างกว้างขวางอย่างมีนัยยะ ในปีค.ศ.393จึง มีการพิจารณากำหนดสารบบคัมภีร์ศาสนาคริสต์เสียที ชาวบ้านจะได้ไม่สับสนกับคำสอนที่แอบอ้างกันผิดๆถูกๆ ที่ประชุมลงมติรับงานเขียน 27 เล่มเป็นคัมภีร์ในสารบบของศาสนาคริสต์สากล ในบรรดา 27 เล่มนี้มีจดหมายของเปาโล14 ฉบับรวมอยู่ด้วยโดยไม่ต้องคำนึงว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพราะที่ประชุมคำนึงเพียงแต่ว่าทุกความคิดส่งเสริมเจตนาของพระเยซู สารบบนี้เป็นที่ย่อมรับของทุกนิกายเรื่อยมาจนทุกวันนี้

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงน่าสนใจสืบสาวให้รู้ต่อไปว่า อีก 13 เล่มนั้นมีเรื่องใดบ้าง และมีความเป็นมาอย่างไร มีเล่มใดเป็นเอกสารคำสอนขึ้นก่อนหรือหลังจดหมายของเปาโลอย่างไร

ในเมื่อเปาโลเป็นคนเอาจริงในทุกเรื่อง มุ่งทำอะไรทำจริง มุ่งแก้ปัญหาอะไรแก้จริงถึงไหนถึงกัน ณจุดที่เปาโลตัดสินใจเปลี่ยนเข็มทิศจากมุ่งตัดการโปรโมทพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์มาเป็นสนับสนุนความเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ ก็ต้องเอาจริงอย่างสุดๆ  ระดมความรู้ความสามารถเท่าที่ได้สะสมไว้และที่จะแสวงหาได้ต่อไป เพื่อเจาะงานให้เต็มที่ เปาโลได้รู้อารยธรรมกรีกโรมันมาพอสมควรจากบ้านเกิด ได้รู้อารยธรรมยิวมาแล้วพอสมควรทั้งจากบ้านเกิดและจากที่มารู้ในกรุงเยรูซาเลม ที่ต้องขวนขวายรู้เพิ่มอย่างเต็มที่และเร่งด่วนก็คือเรื่องชีวิตของพระเยซูและคำสอนเท่าที่ผู้เคยอยู่ใกล้ชิดพระองค์ได้รู้และพอจะจดจำมาเล่าให้ฟังพอรู้เรื่อง ผู้ที่เคยใกล้ชิดพระองค์จริงๆก็เป็นเพียงชาวบ้านซึ่งได้แต่เล่าจากความทรงจำซึ่งต้องตีความและส่วนมากก็พบตัวยากแล้ว เนื่องจากแยกย้ายกันไปประกาศข่าวดีตามประสาชาวบ้าน เปาโลก็ต้องพอใจที่จะรับฟังจากผู้ที่เคยฟังจากสาวกอีกต่อหนึ่ง ส่วนสำคัญคงได้จากเปโตรที่เคยได้พบกันหลายครั้งเพื่อปรึกษาหารือและตกลงอะไรกันบางอย่างให้ไปในทิศทางเดียวกัน นอกนั้นก็คงมีเอกสารที่ผู้ฝักใฝ่ฟังคำเทศน์ของสาวกหรือศิษย์ของสาวกแล้วสนใจบันทึกไว้ช่วยความจำซึ่งมีการคัดลอกต่อๆกันไปและเก็บรักษาไว้อย่างคนมีศรัทธาต่อพระเยซู อาจจะมีผู้รับจ้างลอกไว้จำหน่ายบ้างก็เป็นได้ สรุปก็คือเปาโลคงได้เก็บไว้ติดตัวเพื่อศึกษาตามอัตภาพ บันทึกเหล่านี้มีผู้เพิ่มเติมขึ้นอยู่เรื่อยๆตามแต่จะหามาเพิ่มได้ เหมือนจดหมายของเปาโลที่มีโอกาสก็เขียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เปาโลเขียนไปเรื่อยๆโดยขณะเดียวกันก็หาความรู้เพิ่มและขบคิดตีความขยายความเข้าใจออกไปเรื่อยๆ บันทึกที่มีผู้รวบรวมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั้น ต่อมานักวิชาการแยกได้เป็น 3 ประเภทคือ

  1. Kerygma หรือบทเทศน์พื้นฐานให้รู้จักพระเยซูในฐานะพระคริสต์เมสสิยาห์ ประกอบด้วยพระมหามรมาณ การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และการกลับคืนพระชนม์ชีพ
  2. Aphorismaคติพจน์ที่เป็นแก่นคำสอนของพระเยซู
  3. Parables นิทานเปรียบเทียบที่พระเยซูยกขึ้นประกอบคำสอน
  4. Q-Sourceรวบรวมเหตุการณ์ที่น่าสนใจรู้ในชีวิตของพระเยซู ตามคำเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์

บันทึกเหล่านี้มีเพียงเล็กน้อยณเวลาที่เปาโลกลับใจ ค่อยๆเพิ่มมากขึ้นกับกาลเวลา  เปาโลมิได้บังเอิญรู้ได้ทั้งหมด คงรู้เท่าที่มีโอกาสพบเห็น และคงมิได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบในมือของคนคนเดียว แต่เพิ่มที่ฉบับโน้นบ้าง ฉบับนี้บ้าง หลังความตายของเปโตรและเปาโลแล้วจึงมีผู้คิดรวบรวมขึ้นเป็นเล่มต่างๆกันจำนวนมาก เล่มต่างๆจึงมีส่วนซ้ำกันและต่างกันแล้วแต่ว่าใครจะได้บ่อเกิดของใครมาเลือกและเรียบเรียงบ้าง ที่สุดสังคายนาแห่งฮิปโป(the Council of Hippo)เลือกไว้แค่ 4 ฉบับเรียกว่าพระวรสารโดยมัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น นอกนั้นถือว่าเป็นคัมภีร์นอกสารบบ(Apocrypha) คือไม่รับรองเป็นคำสอนของคริสตจักรสากล เราไม่รู้ว่าเปาโลรู้เรื่องใดและไม่รู้เรื่องใด เพราะเปาโลมิได้ตั้งใจเก็บมาเล่าเอามาบอก และบางอย่างก็เป็นความเข้าใจส่วนตัวของเปาโลเองโดยเฉพาะ

เปาโลจึงสรุปในเบื้องต้นว่า พระเยซูเป็นมนุษย์จริงและตายจริง เพราะถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขนตั้ง 3 ชั่วโมง ไม่ตายก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว และฟื้นคืนชีพจริงและเหาะขึ้นสวรรค์ต่อหน้าคนทั้งหลายไปจริง ก็ต้องเป็นพระบุตรของพระยาห์เวห์จริงตามที่อ้างไว้ พระยาห์เวห์ของชาวยิวเป็นพระเจ้าที่ไม่ยุ่งเรื่องเซกซ์ ดังนั้นการเป็นบิดา/บุตรกันจึงไม่ใช่ผลของเซกซ์ แต่เป็นเรื่องของความคิดเข้าใจอย่างบริสุทธิ์ควรแก่การยกย่องสรรเสริญ และการมีพระบุตรด้วยปัญญาอย่างนี้ก็ไม่ควรเป็นพระเจ้า2องค์ เพราะเป็นสิ่งไม่รู้จบเดียวกันนั่นเอง

ความยุติธรรม/ความชอบธรรม

ความยุติธรรม: ภาษากรีก= nomia (มาจาก nomos = กฎหมาย)

ภาษาละติน= justitia (มาจาก jus =กฎหมาย)

ภาษาอังกฤษ = justice

ความชอบธรรม: ภาษากรีก= dikaiosyne

ภาษาละติน= justificatio

ภาษาอังกฤษ = righteousness

ผู้ยุติธรรม:        ภาษากรีก= nomios

ภาษาละติน= justus

ภาษาอังกฤษ = just man

ผู้ชอบธรรม:     ภาษากรีก= dikaios

ภาษาละติน= justificatus

ภาษาอังกฤษ = the righteous man

คัมภีร์พันธสัญญาเดิมภาษาฮีบรูมีคำหนึ่งที่ใช้บ่อยมาก tsaddik (XDQ) ซึ่งเปาโลน่าจะได้คุ้นเคยมาแต่ยังเป็นเด็ก  จากการได้ฟังอ่านคัมภีร์ภาษาฮีบรูและต่อมาได้เรียนอย่างแตกฉาน ในภาษาฮีบรูมีความหมายว่าความซื่อสัตย์ต่อพันธะและ/หรือสัญญา ทำให้คัมภีร์ไบเบิลได้ชื่อว่าพันธสัญญาเดิมและใหม่ ซึ่งหมายความว่าพระเจ้าทรงเสนอพันธะแก่มนุษย์และมนุษย์ยอมรับพันธะนั้น ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับกฎหมายหรือประเพณีหรือความเป็นจริงของธรรมชาติ การปฏิบัติตามครบถ้วนไม่บกพร่องเลยเรียกว่าชอบธรรมตามพันธสัญญา และผู้ปฏิบัติได้เช่นนั้นเรียกว่าผู้ชอบธรรมตามพันธสัญญา

คำๆนี้ผู้แปลคัมภีร์ภาษาฮีบรูเป็นภาษากรีกใช้คำของแอร์เริสทาทเถิลว่า dikaiosyneและ dikaios ซึ่งเชื่อได้ว่าเปาโลต้องรู้ดี จึงเอามาใช้ในปรัชญาของตนให้มีความหมายทั้งของแอร์เริสทาทเถิล ของภาษาฮีบรู และเพิ่มความหมายตามความต้องการของปรัชญาของตนซึ่งอ่านได้จากระหว่างบรรทัดจดหมายของเปาโล ความยุ่งยากสำคัญอยู่ที่คัมภีร์ไบเบิลภาษาละตินที่นิยมใช้เป็นทางการในยุคกลางที่แปลทั้ง dikaiosyneของเปาโลและtsadikของคัมภีร์ฮีบรูด้วยศัพท์กฎหมายโรมันว่าjustitia, justusเป็นเหตุให้ชาวคริสต์ยุคกลางเน้นการปฏิบัติความถูกต้องตามนัยของกฎหมายโรมันเกินไปตลอดอายุของกระบวนทรรศน์ที่ 3-4  ครั้นแปลเป็นภาษาอังกฤษก็ชอบที่จะทับศัพท์เป็น justice, just man ภาษาไทยแปลจากภาษาอังกฤษเป็น ความยุติธรรมและผู้มีความยุติธรรม ต่อมาเริ่มมีผู้ตระหนักได้ว่าความหมายไม่ตรงตามภาษาเดิม จึงเริ่มมีผู้เปลี่ยนศัพท์ภาษาอังกฤษเป็น righteousness, the righteous man และแปลเป็นภาษาไทยว่า ความชอบธรรม และ ผู้ชอบธรรม แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าความหมายจริงควรเป็นอย่างไรกันแน่ บอร์นคามเสนอผลการศึกษาจากแง่มุมของนักหลังนวยุคนิยม เป็นความเห็นในแนวใหม่แนวหนึ่งที่น่าสนใจและไม่ควรมองข้าม แต่ควรรับไว้พิจารณาเพื่อเป็นบันไดขึ้นขั้นต่อไป

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018