ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (156)

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ

โอรสเจ้าแม่ครีทกลายเป็นโอรสเจ้าพ่อกรีก

ขณะที่อารยธรรมเกาะครีทรุ่งโรจน์เพราะสามารถคุมการค้าขายได้ทั่วชายฝั่งทะเลอีเจียนด้วยกองเรือรบที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ทว่าชาวเผอแลสเจียน(Pelasgian)บนผืนแผ่นดินกรีกก็มีทีเด็ดพยายามดีดตัวเองโดยรับเอาวัฒนธรรมครีทมาใช้และพัฒนาต่อจนเป็นวัฒนธรรมเผอแลสเจียนที่ล้ำหน้าวัฒนธรรมเกาะครีทไปอีกช่วงหนึ่งก่อนที่จะผสมผสานกับวัฒนธรรมเผ่าอารยันที่รุกรานเข้ามาจนกลายเป็นอารยธรรมกรีกที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน โฮว์เมอร์พียงแต่กล่าวถึงเทพบุตรดายเออนายเสิสแต่มิได้ให้บทบาทอะไร แสดงว่าในสมัยของโฮเมอร์นั้นชาวกรีกอารยันเริ่มรับนับถือโอรสเจ้าแม่จนถึงขั้นให้พระนามภาษากรีกแล้วซึ่งแปลว่าเทพเท้าแพลง ซึ่งอาจจะเป็นนามที่แปลมาจากภาษาครีทก็ได้

โอรสเจ้าแม่กลายเป็นดายเออนายเสิส

            ตราบใดที่เรายังอ่านอักษรครีทไม่ออก เราก็ยังคงไม่อาจจะรู้ได้ว่าโอรสเจ้าแม่รวมทั้งเจ้าแม่ด้วยมีนามว่ากระไรในภาษาครีท เรารู้แต่ชื่อภาษากรีกที่ถวายแก่โอรสเจ้าแม่ว่าดายเออนายเสิส(Dionysus, Dionysius ซึ่งแปลว่าเทพขาแพลง the Lame God ไม่แน่ใจว่าแปลมาจากภาษาครีทหรือเปล่า) ส่วนเจ้าแม่ได้ชื่อภาษากรีกว่า เดอเมทเถอร์(Demeter ซึ่งแปลว่า ธัญญาหาร ไม่ใช่ Gèธรณี ซึ่งชาวอารยันให้การนับถืออยู่ก่อนแล้ว ปัญหาก็คือจะทำให้เป็นญาติกันอย่างไร)

มีหลักฐานเก่าแก่ที่สุดจารึกบนแผ่นศิลาเป็นภาษาพื้นเมืองของชาวเมืองพายลัส(Pylos)ซึ่งเป็นเมืองโบราณในแคว้นเมิสซีนเนีย(Messinia)ซึ่งอยู่ตอนหัวมุมตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรกรีซ เมืองนี้ตามปรัมปรากรีกก่อตั้งโดยกษัตริย์อารยันนามว่าพายเลิส(Pylus)จากเมอแกร์เรอ(Megara) เดิมพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ก่อตั้งนครรัฐเมอแกร์เรอ ไม่มีโอรสมีแต่ธิดานามว่าพายเลอ(Pyla) ครั้นเจ้าชายแพนเดียน(Pandion)โอรสของกษัตริย์ซายครัพส์แห่งเอเธนส์(Cycrops of Athens)ถูกกฎมณเฑียรบาลของเอเธนส์เนรเทศจากเมืองพาไพร่พลมาขออาศัย ได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดี ทั้งยังจัดการสมรสให้กับพระธิดาด้วย อยู่มากษัตริย์พายเลิสแห่งพายลัสทรงกระทำผิดกฎมณเฑียรบาล ต้องเนรเทศพระองค์เองออกจากเมืองที่พระองค์เองได้ทรงสถาปนาขึ้น จึงทรงมอบราชสมบัติให้พระราชบุตรเขยกับพระธิดาให้ครองราชย์ต่อ พระองค์เองทรงสละราชสมบัติแล้วพาอาสาสมัครจำนวนหนึ่งออกเดินทางไปตามดวงโหราศาสตร์ทางตะวันตกเฉียงใต้จนถึงชายทะเล มีชาวพื้นเมืองเดิมอยู่กันกระจัดกระจาย จึงเลือกชัยภูมิเหมาะสมสร้างราชวังประกาศตั้งนครรัฐพายเลิสแห่งเมอซีนิขึ้น แต่ไม่ทันมีทายาทก็ถูกเจ้าชายนีลิส(Neleus)ยกพลมายึดเมืองตั้งราชวงศ์ใหม่ กษัตริย์พายเลิสนำไพร่พลจงรักภักดีไปตั้งเมืองพายเลิสที่3ในแคว้นเอลเลิส(Ellis)และจบกระแสปรัมปราลง ณ ที่นั้น

กษัตริย์นีเลิสเป็นโอรสของสมุทรเทวราชเผอซายดันกับพระนางทายโรว์(Tyro)ธิดาของกษัตริย์เสิลมานเนิสกษัตริย์แห่งเสิลมานนิ (Salmoneus of Salmone)ซึ่งเป็นโอรสของเจ้าแห่งลม ออัลเลิส(Aeolus)ซึ่งเเป็นโอรสของสมุทรเทวราชเผอซายดันกับนางมนุษย์อาร์นิ(Arne) พอเข้าวัยรุ่นก็ออกเดินทางท่องเที่ยวหาประสบการณ์ชีวิตเรื่อยไป จนได้สมรสกับพระนางจายเออนิธิดาของกษัตริย์เลอแพร์เริส(Liparus) ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เหนือหมู่เกาะเลอแพร์ริ(Lapare) เป็นกษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรม ใจบุญสุนทาน ทรงความเที่ยงธรรมและเมตตาธรรม ประดิษฐ์เรือใบขึ้นใช้ได้ดี เป็นที่รักของทั้งเทพและมนุษย์ เทวราชซูสทรงแต่งตั้งให้มีอำนาจและดูแลเหนือลม ออัลเลิสจึงเรียกลมทั้งหมดให้มาชุมนุมกันอยู่ในถ้ำบนเกาะแห่งหนึ่งเพื่อจัดเวรให้ออกไปยืดเส้นยืดสายตามอัธยาศัยแล้วให้กลับมาเข้าถ้ำรอคิวครั้งต่อไปบางลมก็เผลอตัวออกอาละวาดเกินพิกัด จำต้องมีการลงโทษกันบ้างตามโทษานุโทษ ยังผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนไปบ้างจากที่กำหนดไว้เดิม ดังเช่นปรากฏในตอนต้นและตอนปลายของมหาสงครามทรอยที่ขาดลมบ้าง พายุพัดแรงเกินไปบ้าง บางครั้งก็ทำตามพระประสงค์ของเทพแห่งอลีมเผิสเป็นลมนอกฤดู เป็นต้นเทพลมครองรักครองราชย์กับพระมเหสีจายเออนิอย่างมีความสุขความเจริญ มีโอรสธิดาด้วยกันอย่างละ 6 องค์ และกับพระนางเอเนอเออเรทถิ(Aenearete)ได้โอรสงค์1 นามว่าเสิลมานเนิสซึ่งออกผจญภัยไปตั้งเมืองใหม่ได้ที่แคว้นเอลเลิสชื่อนครรัฐเสิลมานนิ อภิเศกสมรสกับพระนางแอลเสอดายสิ(Alcidice)ได้ธิดาโฉมงามล้ำนามว่าทายโรว์ซึ่งเป็นหลานปู่ของสมุทรเทวราชเผอซายดัน ทายโรว์ประสูติได้ไม่นานพระมารดาแอลเสอดายสิก็สิ้นพระชนม์และกษัตริย์เสิลมานเนิสก็ได้มเหสีใหม่นามว่าซายเดอโรว์(Sidero) ทายโรว์จึงไปอยู่กับอาซึ่งเป็นกษัตริย์ของรัฐออัลเขิส(Iolcus) ครั้นแตกเนื้อสาวทายโรว์เกิดหลงรักแม่น้ำอนายเผิส(Enipeus)แต่เช้ายันเย็นนั่งเฝ้าอยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่หมายปอง สมุทรเทวราชผ่านมาเห็นเข้าเลยถือโอกาสร่วมรักได้โอรสแฝดคือเพลเลียส(Pelias)กับเนลเลิส(Neleus)ซึ่งเมื่อเติบโตขึ้นจะยกพลมาชิงเมืองพายลัสจากกษัตริย์พายเลิสสืบสันตติวงศ์สมุทรเทวราชเผอซายดัน ทรงแผ่ขยายอำนาจออกไปรอบด้านและสร้างความเจริญแก่นครรัฐ ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางโคลเริส(Chloris) ธิดาผู้เลอโฉมของกษัตริย์เอิมฟายอันแห่งธีบส์(Amphion of Thebes) ได้ธิดา 1 องค์และโอรส 12 องค์ เมื่อเฮเรอขลิสเดินทางมาขอให้ช่วยทำพิธีล้างมลทินหลังจากสังหารอีฟเฝอเถิส(Iphitus) เนื่องจากเหยื่อสังหารเป็นโอรสของพระสหาย ยังความแค้นให้แก่เฮเรอขลิสอย่างแรง ครั้นมีเวลาก็บุกเข้าในพระราชวังแห่งพายลัส สังหารเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดแล้วก็จากไป ระหว่างนั้นเนสเทอร์(เจ้าฟ้าองค์สุดท้อง)ไปอยู่กับอาซึ่งเป็นมเหสีของรัฐเจอเรนเนีย(Gerenia) เพราะที่นั่นมีชื่อเป็นแหล่งม้าพันธุ์ดีที่สุดของกรีซ และเนสเทอร์ก็ชอบเลี้ยงและชอบเล่นกับม้าอย่างที่สุด จึงไปเพาะพันธุ์ม้าของตนไว้ที่นั่นและดูแลเองอย่างใกล้ชิด เมื่อเฮเรอขลิสทิ้งโศกนาฏกรรมไว้ที่เมืองพายลัสเนสเทอร์ก็ต้องกลับมาครองเมืองและบูรณะฟื้นฟูจนเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ครองราชย์ยาวนานจนถึง 3 ชั่วอายุคนคือ180ปี

ขณะเป็นเจ้าฟ้าเนสเทอร์(Nestor) ได้แสดงวีรกรรมไว้มากมายเช่น เมื่อคราวที่ทัพเอลเลิส(Ellis)รุกรานพายลัส พระราชบิดานีเลิสห้ามไม่ให้ออกศึกเพราะยังเยาว์เกินไป แต่เนสเทอร์ก็ยังหาโอกาสลอบออกจากวัง บุกเดี่ยวเข้าไปในกองทัพของฝ่ายศัตรู กระโดดขึ้นรถศึกของแม่ทัพอแมร์เรินเสิส(Amarynceus)มกุฎราชกุมารโอรสของกษัตริย์ออเจียส(Augeias)แห่งเอลเลิส สังหารแม่ทัพแย่งชิงรถมาขับไล่ฟันทหารข้าศึกตายเป็นเบือ ทำให้กองทัพระส่ำระสายและล่าถอยไปในที่สุด ในการแข่งขันกีฬาแห่งเมืองเบอแพรสเซียม(Buprasium) เนสเทอร์ชนะเลิศทุกอย่างที่เสนอตัวเข้าแข่งขัน คือ ชกมวย มวยปล้ำ พุ่งหลาว และวิ่งเร็ว สมัครเข้าร่วมทีมปราบหมูป่ายักษ์แคลเลอดัน(Caledon) อาสาร่วมทีมผจญภัยไปกับเรืออาร์โก(Argo)

ครั้นขึ้นครองราชย์พายลัสก็อภิเษกสมรสกับยูเรอดายสิ (Euridice) ได้โอรส 7 องค์และธิดา 2 องค์ สร้างความเจริญมั่นคงและมั่งคั่งแก่นครรัฐต่อจากพระราชบิดา ในวัยชราได้เข้าร่วมสงครามกรุงทรอยด้วยกองเรือ      90 ลำกับโอรส 2 องค์ คือ แธรสเสอมีดิส(Thrassymedes)และเอินทายเลอเขิส(Antilochus) องค์หลังนี้ทรงสละชีพเพื่อปกป้องพระราชบิดาจากการโจมตีดุเดือดของเมมนัน(Memnon) เนสเทอร์เป็นขุนศึกฝ่ายกรีกที่อายุมากที่สุดและฉลาดสรอบคอบที่สุด ได้แสดงความคิดลึกซึ้งและคารมคมคายในที่ประชุมขุนศึกให้คำปรึกษาแก้ปัญหาทางตันหลายครั้งและเสนอทางออกได้อย่างสวยๆเสมอ เช่นเสนอให้อดีสเสิสไปเจรจาขอให้อคีลลิสเปลี่ยนใจมาร่วมรบ เสนอให้จอมทัพแอกเกอเมมนันยอมคืนเบรอซีเอิส(Briseis)แก่อคีลลิสเพื่อสมานความร้าวฉานในกองทัพ คำแนะนำทุกอย่างของเนสเทอร์เป็นที่ยอมรับและได้ผล เมื่อเสร็จสิ้นสงครามกรุงทรอยแล้ว เนสเทอร์เดินทางกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยในบรรดาน้อยรายที่โชคดี และครองรชย์ต่อมาจนสิ้นพระชนม์อย่างสงบราบรื่น

วันหนึ่งเถอเลมเมอเขิส(Telemachus)โอรสของอดิสเสิสมาขอเฝ้าเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับการสูญหายของบิดา เนสเทอร์ให้การต้อนรับอย่างดี ทรงยกพระธิดาพาลเลอแคสถิ(Polycaste)ให้เป็นชายา ได้โอรสนามว่าเผอเซฟเผอเลิส(Persepolis) พี่ชายของพาลเลอแคสถินามว่าแธรสเสอมีดิสที่ได้ไปรบกรุงทรอยและกลับมาปลอดภัยพร้อมกับบิดา อาสาพาน้องเขยไปที่สพาร์เทอเข้าเฝ้ากษัตริย์เมนเนอเลเอิส(Menelaus)เพื่อหาข้อมูลตามหาอดิสเสิส แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ จึงต่างฝ่ายต่างกลับไปฟังข่าวที่บ้าน แธรสเสอมีดิสได้ขึ้นครองราชย์พายเลิสแทนเนสเทอร์ มีโอรสนามว่าซีลเลิส(Sillus) ซึ่งจะได้ขึ้นครองราชย์แทนบิดาต่อมา มีหลักฐานเป็นซากปรักปรำมากมายบ่งชี้ว่ามีความเจริญรุ่งเรืองมากมายที่ไม่ได้บันทึกไว้ มีหลักฐานว่าตั้งแต่ก.ค.ศ.425-409 ชาวเอเธนส์ยึดครองและทิ้งซากป้อมปราการไว้ให้ศึกษา

ในบรรยากาศเช่นนี้แหละที่การนับถือโอรสเจ้าแม่ได้ถูกนำเข้ามาตั้งแต่ก่อนชาวอารยันเป็นใหญ่และได้รับการต้อนรับอย่างดี มีพระนามของโอรสเจ้าแม่จารึกบนแผ่นศิลาเป็นภาษาพื้นเมืองของชาวพายลัสว่า “Diwunusojo”  ซึ่งต่อมาได้ถูกแปลงเป็นภาษากรีกว่า “Dionusos” ซึ่งแปลเป็นภาษากรีกได้ว่า “การแทงเทพ” จึงไม่น่าจะเป็นการแปล แต่เป็นการทับศัพท์แบบเพี้ยนๆและไม่ทราบได้ว่าในภาษาเดิมแปลว่ากระไร ต่อมาเมื่อการนับถือแพร่หลายในหมู่ประชาชนกว้างขวางมากขึ้นก็จะค่อยๆมีฉายานามขึ้นตามศรัทธา เช่นเมื่อมีผู้สร้างเรื่องปรัมปราให้เป็นโอรสของเทวราชก็จะได้สมญานามว่าโอรสของซูสครั้นนิยมนับถือเป็นเทพอุปถัมภ์ความอุดมสมบูรณ์กันมากขึ้นก็มีการสร้างเทวลึงค์ขึ้นเคารพบูชาเรียกว่า Silanosหากทำการแห่แหนก็นิยมใช้สตรีแบกบุษบา สตรีที่ทำหน้าที่นี้ได้ชื่อว่า Phallophoriaหรือ Phallagogiaiการแห่แหนเช่นนี้พบบันทึกทั่วไปในศิลปะเกาะครีท แต่ไม่รู้ชื่อเรียกภาษาครีท รู้แต่ชื่อแปลเป็นภาษากรีก

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018