มหาอาณาจักรโรมันพัวพันมหาปุโรหิต

          การพัวพันก่อหวอดภายในวงการสำนักมหาปุโรหิตเอง โมเสสได้วางระเบียบจัดสรรสิทธิและอำนาจของศาสนบุคคลไว้ว่า ให้ชายทุกคนในตระกูลเลวี (Levi) มีสถานภาพเหมือนวรรณะพราหมณ์ของอินเดีย ให้อุทิศเวลาทั้งหมดให้ศาสนา โดยการศึกษาเล่าเรียนให้มีความรู้ ให้กระจายตัวแทรกเป็นยาดำอยู่ในทุกชุมชนยิว เพื่อสอนๆๆๆ แนะนำและเป็นตัวอย่างแก่ทุกคนในการปฏิบัติพระบัญญัติทุกข้อ และเป็นนาบุญให้สัตบุรุษทั้งหลายทำบุญ ในบรรดาคนตระกูลเลวี ให้ชายทุกคนในตระกูลอาโรน (Aaron) เป็นปุโรหิต มีสิทธิและหน้าที่พิทักษ์และปรนนิบัติพระยาห์เวห์ตลอดเวลา และมีสิทธิรับค่าตอบแทนจากภาษีศาสนา ให้ผู้มีอำนาจปกครองประเทศเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการชิงตำแหน่งกันอย่างน่าเกลียด ซึ่งโมเสสและโยชูวาได้ทำเป็นตัวอย่าง ครั้นโยชูวานำชาวอิสราเอลออกจากทะเลทรายเข้าครอบครองดินแดนปาเลสไตน์แล้ว ก็มอบหมายให้แต่ละชุมชนปกครองกันเองโดยมีกลุ่มผู้อาวุโสของแต่ละชุมชนร่วมกันรับผิดชอบและตัดสินใจปฏิบัติในกรณีที่มีปัญหา ช่วงเวลา 400 ปี (ก.ค.ศ.1400-1000) ที่อยู่กันอย่างนี้จึงได้ชื่อในประวัติศสตร์ของชาติอิสราเอลว่าช่วงผู้วินิจฉัย(The Judges Period)  มีบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิลสำนวนพงศาวดารชื่อคัมภีร์ The Judges และ The Chronicles ในระหว่างนี้หีบแท่งศิลาบันทึกพระบัญญัติสิบประการ เก็บรักษาไว้บนภูเขาชิโลห์ (Shiloh) ซึ่งกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แสวงบุญของชาวอิสราเอลทั้งชาติ ผู้ดูแลสักการสถานแห่งนี้จึงได้รับการยกย่องเป็นประธานคณะผู้วินิจฉัยของชุมชนชิโลห์โดยปริยาย จึงมีอำนาจอนุมัติตนเองเป็นมหาปุโรหิตและแต่งตั้งทายาทเพศชายของตนคนหนึ่งให้สืบตำแหน่งมหาปุโรหิตอย่างถูกต้องต่อๆมา และเขาผู้นั้นก็จะได้รับความเห็นชอบและคะแนนสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้วินิจฉัยของชุมชนชิโลห์อย่างไม่ผิดพลาด เป็นตัวอย่างของการรวมอำนาจบ้านเมืองกับอำนาจการศาสนาในบุคคลคนเดียวกันอย่างลงตัว ซึ่งทั้งนี้ก็หมายความว่ามหาปุโรหิตต้องเป็นนักรบด้วยและต้องเลือกทายาทที่รบเก่งขึ้นสืบตำแหน่ง ดังเห็นได้จากตัวอย่างของซามูเอล (Samuel) ที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวนี้เป็นรายสุดท้ายและมีรายละเอียดบันทึกไว้ในไบเบิลคัมภีร์ซามูเอลซึ่งมีสาระสำคัญว่า ดินแดนปาเลสไตน์ขณะนั้นมีปัญหาชาวทะเลกลุ่มหนึ่งทิ้งอาชีพโจรสลัดมายึดพื้นที่ส่วนหนึ่งชายทะเล เรียกตัวเองว่าฟีลิสทีน (Philistine) สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชาวเผ่าอารยันหลงฝูง เพราะเมื่อเฮเรอโดว์เถิส (Heredotus) มาลงพื้นที่ศึกษาส่วนนี้ก็ดูเหมือนจะใช้พวกนี้เป็นล่ามและสืบถามข้อมูลจากคนกลุ่มนี้ และเรียกดินแดนทั้งหมดว่าปาเลสไตน์ตามชื่อของชุมชนนี้

ชาวฟีลิสทีนเมื่อยึดหัวหาดได้แล้วก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้น แต่แสดงตนเป็นอันธพาลอยู่ไม่สุข คุมสมัครพรรคพวกเป็นกองโจรปล้นเมืองชิงสินทรัพย์ สร้างความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ซามูเอลแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ในฐานะประมุขชุมชนค้ำประกันชาติศาสนา และในฐานะมหาปุโรหิต ปกป้องที่ประทับของพระยาห์เวห์ แต่ก็เหมือนจับปูใส่กระด้ง ไล่กลุ่มหนึ่งให้ล่าถอยไปไม่นาน อีกกลุ่มหนึ่งก็มาเยือนอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พักไม่ทันหายเหนื่อยก็ต้องระดมพลกันใหม่อย่างน่าเบื่อหน่าย ครั้นถึงวัยชรารู้สึกกำลังวังชาล่าถอย ก็ต้องใช้บุตรออกรับหน้าแทน รู้สึกไม่ค่อยจะได้อย่างใจ ก็เลยปลงอนิจจัง กอรปทั้งหัวหน้าชุมชนต่างๆก็รู้สึกตรงกันว่าหากปล่อยให้แต่ละชุมชนอิสราเอลแก้ปัญหากันเองอย่างนี้ ย่อมไม่มีกำลังเข้มแข็งพอต่อกรกับกองกำลังอันธพาลของกองโจรฟีลิสติน พากันเสนอความเห็นมายังซามูเอลให้ขอพระยาห์เวห์ประทานกษัตริย์ที่มีความสามารถและตั้งใจแก้ปัญหาอย่างเสียสละโดยยอมให้มีอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์เพื่อสะดวกในการตัดสินใจ ผลก็คือพระยาห์เวห์ให้เรียกประชุมหัวหน้าชุมชนเท่าที่จะเรียกได้มาประชุมและให้ซามูเอลเตรียมน้ำมันมะกอกไปเทบนศีรษะของคนที่สูงที่สุดและให้ประกาศว่าพระองค์ทรงแต่งตั้งเขาให้เป็นกษัตริย์มีอำนาจและหน้าที่ขจัดความห้าวของชาวฟีลิสตินและรวบรวมชาวอิสราเอลทั้งหมดตั้งเป็นชาติเลือกสรร(The Chosen People)ของพระยาห์เวห์ จึงได้ซาอูลเป็นปฐมกษัตริย์ซึ่งชาวอิสราเอลทั้งหมดยินดีรับและให้ความร่วมมือจนสามารถก่อตั้งกองทัพแห่งชาติได้สำเร็จและขับไล่ชาวฟีลิสตินออกจากท้องที่ได้มากขึ้นตามลำดับ นอกจากครั้งหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้ากับแม่ทัพร่างใหญ่ทรงพลังที่ไล่ฆ่าฟันทหารอิสราเอลล้มตายจำนวนมากโดยตนเองไม่ระคายผิวหนังจนไม่มีใครกล้าสู้หน้า ซาอูลต้องประกาศหาผู้สามารถพิชิตแม่ทัพยักษ์คนนี้โดยจะยอมยกราชสมบัติให้ ข่าวนี้ลือไปเข้าหูเด็กเลี้ยงแกะแห่งทุ่งเบธเลเฮมซึ่งเชี่ยวชาญทางใช้สลิงเหวี่ยงก้อนหินไล่สัตว์ร้ายที่มารบกวนฝูงแกะ เห็นไม่มีใครอาสา กลัวจะเสียเมืองจึงยอมเสี่ยงตายอาสาปราบยักษ์ที่คิดว่าเสี่ยงพอๆกับออกสู้กับสัตว์ร้าย กษัตริย์ซาโลมอนเห็นสารรูปเข้าเท่านั้น ก็ขำกลิ้งและถามอย่างขบขันท่ามกลางวิกฤติของประเทศชาติว่า ไอ้หนู เอ็งจะไปทำศึกหรือจะไปจับกระต่ายกันแน่ เด็กวัยรุ่นนามว่าดาวิด (David) เตือนสติว่า บ้านเมืองกำลังวิกฤติ อย่ามัวแต่เล่นลิ้นอยู่เลย หาทางแก้วิกฤติกันก่อนดีกว่า กษัตริย์ซาอูลไม่มีทางเลือก จึงให้ลองดู เผื่อจะเกิดปาฏิหาริย์ มนุษย์ร่างยักษ์ครั้นเห็นเด็กออกมาท้ารบก็ออกจากค่ายมาดูอย่างขบขันและปรามาส ดาวิดเล็งเหวี่ยงก้อนหินในสลิงออกไปถูกใบหน้าโกลิอัธ (Goliath) อย่างแม่นยำล้มลงสิ้นใจตายคาสนามรบ บรรดาลูกทัพเห็นกับตาอย่างนั้นต่างคนต่างตาลีตาลานทิ้งหน้าที่หนีเอาตัวรอดอย่างไม่เป็นส่ำ กษัตริย์ซาอูลทรงแต่งตั้งให้ดาวิดเป็นหัวหน้ากองมหาดเล็กและทรงมอบพระธิดาองค์หนึ่งให้เป็นภรรยา เมื่อกษัตริย์ซาอูลสิ้นพระชนม์ลง ซามูเอลก็ทรงเจิมดาวิดเป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ของประเทศอิสราเอลและเป็นต้นราชวงศ์ดาวิด กษัตริย์ดาวิดได้แต่งตั้งอาบียาธาร์ (Abiathar) ซึ่งสืบเชื้อสายจากพี่น้องของซามูเอลเป็นมหาปุโรหิต ครั้นซาโลมอนขึ้นครองราชย์และอาบียาธาร์ไม่สนับสนุนจึงทรงถอดและแต่งตั้งซาโดก (Zadok) ซึ่งสืบเชื้อสายจากอาโรนแต่ใม่ใช่จากสายของซามูเอล ซาโลมอนจึงออกกฎเพิ่มขึ้นว่ามหาปุโรหิตรายต่อๆไปให้แต่งตั้งจากผู้สืบเชื้อสายจากซาโดกเท่านั้น กฎของซาโลมอนได้ใช้เป็นหลักปฏิบัติในการเลือกผู้สืบตำแหน่งมหาปุโรหิตสืบเนื่องมาไม่ขาดสายจนถึงปีก.ค.ศ.587เมื่อพระมหาวิหารกรุงเยรูซาเลมหลังแรกถูกทำลาย ในเมื่อไม่มีพระมหาวิหารให้ทำหน้าที่ก็ถือว่าไม่มีตำแหน่งและไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งมหาปุโรหิต ยังคงมีแต่ปุโรหิตผู้สืบเชื้อสายจากอาโรน และคนเลวีที่สืบเชื้อสายจากเลวี ที่รับภาระหน้าที่สืบศาสนาของพระยาห์เวห์ต่อไป ต่อมาในปีก.ค.ศ.515 เศรุบบาเบล (Zerubbabel) ได้รับฉันทานุมัติจากจักรพรรดิแห่งเปอร์เซียให้สร้างกำแพงเมืองและกรุงเยรูซาเลมขึ้นมาใหม่ คณะผู้อาวุโสมีมติให้เจิมเนหะมีย์ (Nehemiah) เป็นเจ้าผู้ปกครองรัฐอิสราเอลอันประกอบด้วยแคว้นยูเดียและแคว้นกาลิลีขึ้นกับมหาอาณาจักรเปอร์เซีย ต่อมาในปี ก.ค.ศ.438  เอสรา (Ezra) จากเชื้อสายของซาโดกได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองรัฐจึงแต่งตั้งตัวเองเป็นมหาปุโรหิตเพื่อฟื้นฟูการนับถือพระยาห์เวห์ขึ้นมาใหม่โดยสร้างมหาวิหารหลังที่ 2 เป็นที่ปฏิบัติการแทนพระมหาวิหารหลังที่ 1 ที่ถูกทำลายไป สถาบันปุโรหิตจึงฟื้นตัวขึ้นมาใหม่หลังจากสลบไสลไปเป็นเวลา 150 ปี ตั้งแต่นั้นมาตำแหน่งผู้ปกครองรัฐและตำแหน่งมหาปุโรหิตจึงอยู่ในบุคคลคนเดียวกัน จนถึงกาลที่อำนาจโรมันเข้ามาจุ้นจ้าน ตั้งแล้วถอด ถอดแล้วตั้ง จนเสียกระบวนการ รวนเรไปหมด โปรดรับฟัง

ก.ค.ศ.161 เอิลซายเมิส (Alcimus) ขึ้นเป็นมหาปุโรหิตโดยการแต่งตั้งของเอินทายเออเขิสที่ 4 แห่งซีเรีย  2 ปีต่อมาถึงแก่กรรมทำให้ตำแหน่งว่างไป 7 ปี

ก.ค.ศ.152 เจ้าชายแอลเลิกแซนเดอร์ บาลัส (Alexander Balas) แห่งซีเรียแต่งตั้ง โจนาทัน มัคคาเบ (Jonathan Maccabee) เป็นผู้ครองเมืองและมหาปุโรหิต ตระกูลฮัสโมเนียน (Hasmonaean) นี้สืบเชื้อสายจากอาโรนคนละสายกับซาโดก จึงถือว่าเป็นมหาปุโรหิตไม่ถูกต้องตามเกณฑ์เต็มร้อย

ก.ค.ศ.143 โจนาทันสิ้นชีวิตลง ซีโมนมัคคาบีได้รับแต่งตั้งสืบตำแหน่ง

ก.ค.ศ. 140 เกิดศึกชิงตำแหน่งในซีเรีย ซีโมนจึงประกาศเอกราช สภาผู้อาวุโสมอบตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุด (ethnarch) ให้และออกระเบียบใหม่ขึ้นว่าตั้งแต่นั้นมามหาปุโรหิตต้องสืบเชื้อสายจากเขาเท่านั้น ทั้งนี้พรรคฟาริสีรับอย่างไม่เต็มใจ ส่วนพรรคเอสเซน (Essen) ดื้อแพ่งโดยไม่ร่วมสังฆกรรมปลีกตัวไปอยู่ในถ้ำรอพระเมสสิยาห์มาจัดการ และจริงๆแล้วทั้งตำแหน่งผู้ปกครองรัฐและตำแหน่งมหาปุโรหิตก็เป็นไปตามนั้นเรื่อยมา

ก.ค.ศ.76 อำนาจทั้งหมดอยู่ในมือของ ซาโลเม อาเล็กซานดรา (Salome Alexandra) เนื่องจากเป็นสตรี ไม่กล้ารับตำแหน่งมหาปุโรหิตเสียเอง จึงแต่งตั้งให้บุตรชายเหอร์แคนเนิส (Hyrcanus) ขึ้นตำแหน่งแทนตน ครั้นมารดาสิ้นชีวิตลงในปีก.ค.ศ.67 น้องชายแอร์เริสโทว์เบอเลิส (Aristobulus) ซึ่งมารดาให้ดูแลกองทัพ ก็ยึดอำนาจการปกครอง ถอดพี่ชายออกจากตำแหน่งมหาปุโรหิต และประกาศควบ 2 ตำแหน่ง เหอร์แคนเนิสลี้ภัยไปพี่งพามพีย์แม่ทัพภาคตะวันออกของมหาอาณาจักรโรมันซึ่งยกพลเข้าครอบครองปาเลสไตน์ในปีก.ค.ศ.63 แอร์เริสโทว์เบอเลิสสิ้นชีวิตในการรบ บุตรชายแอร์เริสโทว์เบอเลิสที่ 2 หนีไปพึ่งชาวพารเธียน (Parthian) ส่วนหนึ่งของชาวเปอร์เซียเดิมที่กำลังมีปัญหากับกองทัพโรมันทางชายแดนตะวันออก พามเพย์คืน 2 ตำแหน่งให้เหอร์แคนเนิส

ก.ค.ศ.47 จูเลียส ซีเสอร์รวบอำนาจเบ็ดเสร็จของมหาอาณาจักรโรมันได้ ปรับให้เหอร์แคนเนิสเป็นมหาปุโรหิตและจอมทัพของยูเดีย (Ethnarch of Judea)

ก.ต.ศ.40 ทัพพาร์เธียนรุกชายแดนเข้ามายึดพื้นที่ได้จนถึงปาเลสไตน์ จัดการตัดใบหูทั้ง2ข้างของเหอร์แคนเนิสเพื่อให้หมดสิทธิ์เป็นมหาปุโรหิตตลอดชีพ แต่งตั้งแอนเถอโกว์เนิส(Antigonus) ขึ้นเป็นกษัตริย์ขึ้นต่อพาร์เธียและควบตำแหน่งมหาปุโรหิตตามธรรมเนียม

ก.ค.ศ.37 เฮโรดนำทัพโรมันเข้าขับไล่กองทัพพาร์เธียนจากปาเลสไตน์ ได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลโรมันให้เป็นกษัตริย์ของปาเลสไตน์ ก็จัดการประหารชีวิตแอนเถอโกว์เนิสแล้วเลือกได้คนเลวีจากบาบิโลว์เนีย นามว่าฮานาเนล (Hananel) เชิญมากินตำแหน่งมหาปุโรหิตโดยหวังว่าจะว่านอนสอนง่าย แต่ไม่วายมีปัญหา เพราะชายาคนหนึ่งของเฮโรดเป็นธิดาของอเล็กซานดราธิดาของเหอร์แคนเนิสอดีตมหาปุโรหิตหูแหว่ง อเล็กซานดราแม่ยายยังมีบุตรชายคนหนึ่งอายุ 17 ปีซึ่งก็คือน้องเขยของเฮโรดซึ่งเฮโรดมิได้ให้มีอำนาจใดๆ แต่แม่ยายอ้างว่าในเมื่อบิดาของเธอเป็นมหาปุโรหิตไม่ได้เพียงเพราะหูแหว่ง ผู้มีสิทธิ์ใกล้ชิดที่สุดควรได้แก่แอร์เริสโทว์เบอเริสบุตรชายคนเดียวของเธอซึ่งเป็นน้องของพระชายา ข้อเสนอของอาเล็กซานดราได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากบรรดาผู้รู้บทบัญญัติของศาสนายูดาห์อย่างยากที่เฮโรดจะมองข้าม จึงจำใจถอดฮานาเนลและแต่งตั้งแอร์เริสโทว์เบอเลิสอายุ 17 ปีเป็นมหาปุโรหิต เขาชอบว่ายน้ำและในวังของเฮโรดมีสระว่ายน้ำอย่างดี วันหนึ่งหลังจากเป็นมหาปุโรหิตได้ไม่ถึงปี มีคนพบศพของเขาจมน้ำตายในสระว่ายน้ำของเฮโรดโดยไม่มีใครรู้เห็นว่าเพราะเหตุใด เฮโรดรีบคืนตำแหน่งให้แก่ฮานาเนล แต่อเล็กซานดราฝังใจว่าเป็นตำสั่งลับของเฮโรดและปักใจล้างแค้น เฮโรดอึดอัดใจจึงถอดฮานาเนลออกจากตำแหน่งมอบตำแหน่งให้แก่โยชูวาเบนฟีอาบี(Joshua ben Phiabi)

เฮโรดคิดหนักในการวางโครงการควบคุมอำนาจของมหาปุโรหิต เพราะเป็นหอกข้างแคร่ที่มองข้ามไม่ได้ จะยุบไม่ให้มีเสียเลยก็ไม่ได้ ประชาชนไม่ยอมแน่ๆ ให้มีแล้วก็ควบคุมอิทธิพลยาก เท่าที่ทำได้ก็คือใช้อำนาจถอดถอนและแต่งตั้งอย่างระมัดรวัง เฮโรดใช้เล่ห์เหลี่ยมทางจิตวิทยาด้วยการออกระเบียบการใช้เครื่องยศประกอบพิธีศาสนาของมหาปุโรหิต เพราะรู้ว่าชาวยิวเชื่อว่าอำนาจของมหาปุโรหิตอยู่ที่เครื่องยศ มหาปุโรหิตจะเป็นผู้แทนของพระยาห์เวห์อย่างแท้จริงก็ต้องอยู่ในเครื่องยศ ใครสวมเครื่องยศที่ถ่ายทอดมาอย่างถูกต้อง ผู้นั้นคือผู้แทนแท้ของพระยาห์เวห์ ดังนั้นมหาปุโรหิตจะต้องเก็บรักษาเครื่องยศไว้กับตนอย่างหวงแหนที่สุด มิให้ใครขโมยเอาไปสวมและอ้างว่าตนคือผู้แทนของพระยาห์เวห์เป็นอันขาด สูญเสียเครื่องยศคือสูญเสียตำแหน่ง เฮโรดจับประเด็นได้ถูกต้องจึงสั่งเป็นนโยบายให้เอาเครื่องยศของมหาปุโรหิตมาเก็บไว้อย่างปลอดภัยในป้อมแอนเถอเนีย (Antonia) ซึ่งมีกองทหารโรมันเฝ้าระวังภัยตลอด 24 ชั่วโมง การเผ้าระวังภัยก็คือการควบคุมแฝง ให้มหาปุโรหิตและหัวหน้าการคลังของพระวิหารถือกุญแจคนละดอกซึ่งต้องไขทั้ง 2 ดอกจึงจะเปิดได้ และแน่นอนวว่าทหารโรมันจะไม่ยอมให้เปิดหากไม่ได้รับฉันทานุมัติจากกษัตริย์เฮโรดเป็นครั้งๆไป โอกาสปรกติที่จะอนุญาตก็คือ เทศกาลศาสนาประจำปีซึ่งให้เบิกออกไปได้ 7 วันก่อนวันจริง เพราะโมเสสกำหนดให้ต้องทำพิธีชำระมลทินมากมายก่อนวันสมโภชจริง ด้วยวิธีนี้เฮโรดคิดว่าจะสามารถป้องกันการใช้อำนาจหน้าที่โดยตนไม่รู้ไม่เห็นได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งนโยบายนี้ผู้มีอำนาจปกครองนำเอาไปใช้เป็นธรรมเนียมจนสิ้นสถาบันมหาปุโรหิตที่การทำลายพระวิหารในปีค.ศ.70 ยกเว้นระหว่างค.ศ.36-44 ที่จักรพรรดิเถอเบร์เรียส (Tiberius) อนุญาตให้เก็บรักษาในกองคลังของพระวิหารได้

ก.ค.ศ.23 เฮโรดถอดโยชูวาเบนฟีอาบีออกจากตำแหน่งเพื่อมอบให้แก่ซีโมนเบนโบเอเธิส (Simon ben Boethus) เหตุก็เพราะอยากได้มาเรียมแห่งตระกูลแฮสโมเนียนเป็นมเหสี เพราะพระนางมาเรียม (Mariamme) มีรูปโฉมงดงามยิ่งนักจนเฮโรดหลงไหลอยากได้เธอเป็นมเหสีและสัญญาจะให้โอรสที่เกิดจากเธอเป็นรัชทายาท จึงคิดเตรียมลู่ทางไว้ให้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ย่อมไม่เป็นที่สบอารมณ์ของแอนเถอร์เพเทอร์ (Antipater) รัชทายาทที่ครองตำแหน่งอยู่ก่อน และพระนางมาเรียมก็ให้กำเนิดบุตรชายจริง กษัตริย์เฮโรดประทานนามให้ว่าเฮโรดที่ 2 พร้อมทั้งแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทแต่ยังแบเบาะ แอนเถอแพทเถอร์รับสภาพไม่ได้จึงเตรียมการแย่งอำนาจ ถูกจับได้ว่าเตรียมยาพิษสังหารทั้งกษัตริย์และรัชทายาทองค์ใหม่ จึงต้องหนีเอาตัวรอดเฉพาะหน้า ยังพบหลักฐานด้วยว่ามเหสีมาเรียมมีส่วนรู้เห็น จึงประกาศถอดยศมาเรียมออกจากตำแหน่งมเหสี ถอดเจ้าชายเฮโรดออกจากตำแหน่งรัชทายาท ถอดซีโมนพ่อตาออกจากตำแหน่งมหาปุโรหิตและแต่งตั้งใครไม่รู้คนหนึ่งทึ่อยู่ในกรุงเยรูซาเลมขึ้นแทนชื่อว่ามัตธีอัสเบนเธโอฟีเลิส (Matthias ben Theophilus) ทุกตนหนีเอาตัวรอด จับไว้ได้คนเดียวคือแอนเถอแพทเถอร์ที่หนีไม่ท้นและถูกประหารชีวิตเพียง 5 วันก่อนเฮโรดจะสิ้นพระชนม์ มัทธีอัสดำรงตำแหน่งมหาปุโรหิตอย่างไม่มีหัวนอนปลายเท้าได้ไม่เท่าไรก็ถูกถอดด้วยข้อหาเข้ากลุ่มกบฎเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ก.ค.ศ.4 และแต่งตั้งโยอาซาร์ (Joazar) น้องภรรยาของมัทธีอัสซึ่งบังเอิญเป็นคนในตระกูลโบเอเธิส (Boethus) ต่อมาไม่นานเฮโรดก็สิ้นพระชนม์ รัฐบาลโรมันแต่งตั้งอาร์เขอเลเอิส (Archelaus) โอรสองค์หนึ่งในตำแหน่งเอธนาร์ค (Ethnarch) คือจอมทัพปกครองยูเดีย สิ่งแรกที่อาร์เขอเลเอิสจัดการคือปลดโยอาซาร์จากตำแหน่งมหาปุโรหิตเพราะร่วมกลุ่มต่อต้านตนก่อนได้รับการแต่งตั้งมาปกครองยูเดียและแต่งตั้งน้องชายเอเลอาซาร์ (Eleazar) ในตระกูลโบเอเธิสขึ้นแทน

ไม่นานต่อมาก็ถูกถอดในฐานะเป็นคนในตระกูลโบเอเธิสและแต่งตั้งเยชูวาเบนเซแอ(Jeshua ben Seë) ขึ้นแทน ครั้นอาร์เขอเลเอิสถูกถอดจากตำแหน่งจอมทัพ  เอเลอาซาร์ก็กลับมาครองตำแหน่งอีกครั้งหนึ่งโดยการแต่งตั้งของข้าหลวงโรมันที่มาปกครองแทนอาร์เขอเลเอิส ข้าหลวงโรมันอนุญาตให้มหาปุโรหิตจัดตั้งสภาซันเฮดริน (Sanhedrin) ขึ้นด้วยสมาชิก 72 ท่านเพื่อจัดการบริหารการปกครองภายในโดยมีมหาปุโรหิตเป็นประธานโดยตำแหน่ง ข้าหลวงโรมันเป็นผู้ทรงอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนมหาปุโรหิต และข้าหลวงโรมันแห่งยูเดียขึ้นต่อผู้สำเร็จราชการภาคแห่งซีเรียอีกต่อหนึ่ง ไม่ทราบชัดว่าเป็นเพราะเหตุใดในปีค.ศ.6 ผู้สำเร็จราชการควีรีเนียส (Quirinius) ถอดเอเลอาซาร์ออกจากตำแหน่งและแต่งตั้งอันนาส (Annas) จากตระกูลโบเอเธิสขึ้นเป็นมหาปุโรหิต ระหว่างนี้พระเยซูประสูติ ค.ศ.15 ข้าหลวงวาเลเรียส กราตุส (Valerius Gratus) ถอดอันนาสและแต่งตั้งอิสมาเอลเบนฟีอาบี (Ismael ben Phiabi) ไม่นานต่อมาก็แต่งตั้งเอเลอาซาร์บุตรของอันนาสขึ้นแทน และในปีค.ศ.18 ก็แต่งตั้งคายาฟัส (Caiaphas) บุตรเขยของอันนาส

ค.ศ.26 ปอนซีอุส ปิลาตุส (Pontius Pilatus) มาเป็นข้าหลวงแทนกราตุส อันนาสใช้อิทธิพลครอบงำการบริหารงานของบุตรเขยคายาฟาสตามสบาย พระเยซูถูกตัดสินประหารชีวิตในปีค.ศ.30 ภายใต้บรรยากาศดังกล่าวมานี้

ค.ศ.36 วิเตลเลียส (Vitellius) ผู้สำเร็จราชการแห่งซีเรียถอดกายาฟัสและแต่งตั้งโยนาทันบุตรคนหนึ่งของอันนาสแทน ปีต่อมาก็ถอดโยนาทันและแต่งตั้งเธโอฟีลุส (Theophilus) น้องชายของโยนาทันขึ้นแทน ทั้งหมดนี้น่าจะเกิดจากความต้องการของอันนาสที่เข้าถึงผู้สำเร็จราชการแห่งซีเรีย

ค.ศ.41 เฮโรด อกริปปาที่1 (Agrippa I) ได้รับอำนาาจให้เป็นกษัตริย์ปกครองยูเดียและซามาเรีย จึงใช้อำนาจแต่งตั้งมหาปุโรหิต 3 ปี 3 คน คือ ซีโมน คานเธรัส (Simon Kantheras) บุตรชายคนที่ 3 ของอดีตมหาปุโรหิตซีโมน โบเอเธียส ปีต่อมาก็ถอดและแต่งตั้งมัทธีอัสบุตรคนที่ 4 ของอดีตมหาปุโรหิตอันนาส ปีต่อมาก็ถอดและแต่งตั้งเอลีเออนาย (Elioenai) บุตรชายของอดีตมหาปุโรหิตคานเธรัส

ค.ศ.41 เฮโรด อกริปปาที่ 1 สิ้นพระชนม์ รัฐบาลโรมันไม่แต่งตั้งกษัตริย์มาปกครอง แต่แต่งตั้งข้าหลวงมาปกครองแทน และเรื่องมหาปุโรหิตมอบหมายให้กษัตริย์เฮโรด แห่งแคลสิส (Herod of Chalcis) น้องชายของเฮโรด อกริปปารับผิดชอบซึ่งแต่งตั้งโยเสฟเบนคามิ (Joseph ben Kami ครองอำนาจ 44-47) และอานานีอัสเบนเนเดเบอุส (Ananias ben Nedebaeus ครองอำนาจ 47-48)ซึ่งเปาโลได้เผชิญหน้าในปีค.ศ. 57

ค.ศ.48 เฮโรดแห่งแคลสิสสิ้นพระเชนม์ หลานชายเป็นกษัตริย์แทนนามว่าอากริปปาที่ 2 ซึ่งแต่งตั้งมหาปุโรหิต 6 ท่านคือ 1) อิชมาเอล ฟีอาบีที่ 2  2)อันนาสที่ 2 หรืออานานุส (Ananus) บุตรคนหนึ่งของอันนาสที่ 1

ค.ศ.62 ข้าหลวงโรมันถึงแก่กรรมและยังไม่มีใครมาแทน อานานุสถือโอกาสใช้อำนาจประธานสภาประหารชีวิตหัวหน้าชุมชนคริสต์ในกรุงเยรูซาเลมนามว่ายาก็อบผู้ชอบธรรม (Saint James the Just) ซึ่งเป็นญาติคนหนึ่งของพระเยซู

ค.ศ.63 ถอดอานานีอุส แต่งตั้งเยซูเบนกามาลีเอล โดยภรรยามาร์ธา (Martha) ผู้มั่งคั่งซื้อตำแหน่งให้ด้วยราคาแพง

ค.ศ.65 แต่งตั้งมหาปุโรหิตคนสุดท้ายนามว่าฟานนิหรือฟีเนฮัส (Phanni or Phinehas)

ค.ศ.70 สถาบันมหาปุโรหิตสลายตัวไปกับการทำลายพระวิหารโดยแม่ทัพโรมันตีตัส (Titus) ซึ่งต่อมาจะเป็นจักรพรรดิตีตัส

สรุปว่าคณะปุโรหิตซึ่งประชาชนชาวยิวคาดหวังว่าจะต้องเป็นผู้เตรียมพร้อมต้อนรับและให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งแก่พระเมสสิยาห์ กลับกลายเป็นว่าไม่สนใจพระเมสสิยาห์กันเลย เอาแต่แย่งอำนาจกันเองและหักล้างกันเองและไม่ต้องการให้พระเมสสิยาห์มาขัดขวางกีดกันการแสวงหาผลประโยชน์ของพวกเขาในนามของพรรคซัดดูสี (Sadducee) เราจะศึกษาพรรคการเมืองในสมัยพระเยซูกันต่อไป

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018