ปรัชญาแอร์เริสทาทเถิลในประวัติศาสตร์ตะวันตก

            แฟนคลับ: เดือนที่แล้วอาจารย์บอกว่าปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิล (Aristotle) เป็นดาวค้างฟ้า แต่ไม่ได้บอกว่ายังค้างฟ้าอยู่จนถึงปัจจุบันนี้หรือเปล่า หรือว่าเป็นดาวตกไปแล้วตั้งแต่เมื่อไรคะ

ผม: เอ้อ! ถามดีมาก ตั้งใจจะบอกอยู่ แต่ยังไม่ถึงเวลาอันควร จะบอกตอนนี้แหละครับ ในปัจจุบันนี้ใครอยากจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ปรัชญาก็ต้องรู้ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิล เพราะมิฉะนั้นจะพูดกับผู้รู้ปรัชญาอื่นๆไม่รู้เรื่อง แต่ทึ่รู้นั้นก็มีเป้าหมายต่างกันเป็น2นัย คือรู้เพื่อเชื่อตามและคิดตามต่อไป กับรู้เพื่อฟื้นฝอยหาตะเข็บจับผิดนำมาวิจารณ์ว่าใช้ไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว

แฟนคลับ: เรื่องนี้ต้องขยายหนักๆหน่อยละค่ะ

ผม: ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรับฟังอย่างใจเย็นๆหน่อยละครับ ผมจะค่อยๆวิเคราะห์ให้ฟังอย่างใจเย็นๆตามลำดับขั้นตอน คืออย่างนี้ครับ แอร์เริสทาทเถิลคิดระบบปรัชญาขึ้นมาตามรูปแบบภาษากรีกโบราณที่ตนใช้จนเคยชิน จนรู้สึกว่าทุกอย่างมาจากธรรมชาติและเป็นไปตามธรรมชาติ ด้วยคติพจน์ว่า “Nature does not fail.” (ธรรมชาติไม่ล้มเหลว) หรือพูดในมุมกลับได้ว่า สิ่งที่เรารู้ได้จากประสบการณ์ที่รู้เห็นย่อมเหมือนกับธรรามชาติเบื้องหลังที่มองไม่เห็น ภาษากรีกที่ตนใช้อยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ที่เกิดจากธรรมชาติ ทั้ง3ส่วนย่อมไม่ทรยศต่อกัน คือต้องล้อกันเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยเหมือนกระเดือกกับคอหอยและหลอดลม ว่างั้นเถอะ ด้วยความเชื่อว่า3สิ่งนี้ต้องตรงกันนี่แหละทำให้แอร์เริสทาทเถิลเชื่อว่าความเป็นจริงของโลกย่อมมีคุณสมบัติคงตัวในทุกสัดส่วนและกระบวนการ คือมีสสาร(matter)ที่มีคุณสมบัติทุกอย่างคงตัว คือ มีสาร(substance)รองรับที่คงตัว มีจรสมบัติ9ชนิดที่คงตัว การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายมิได้เข้าไปถึงเนื้อใน 10 ชนิดดังกล่าวนี้แต่ประการใด มันเป็นแต่เพียงการยักย้ายถ่ายเทกันไปมาระหว่างสิ่งคงตัว 10 ประเภทดังกล่าวนี้เท่านั้น ความรู้อันเป็นผลผลิตของสมรรถภาพคิดของมนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติก็ย่อมจะไม่ล้มเหลวคือไม่ทรยศต่อกัน ความรู้ของมนุษย์ที่ได้จากการวิเคราะห์อย่างถูกต้องก็ย่อมให้ความจริงและนั้นคือญาณวิทยาที่เชื่อถือได้  โดยมีภาษากรีกเป็นตัวกลางค้ำประกันความน่าเชื่อทั้งหมด ดังนั้นตราบใดที่นักปราชญ์ยังใช้ภาษากรีกสำหรับสื่อความคิดความเข้าใจอยู่ ตราบนั้นระบบความคิดของแอร์เริสทาทเถิลก็มีฐานมั่นคงและค้ำประกันความน่าเชื่อโดยอัตโนมัติ เมื่อแอร์เริสทาทเถิลถึงแก่มรณกรรมในปีก.ค.ศ.322 นั้นเป็นเวลาที่ภาษากรีกและอารยธรรมกรีกที่แอลเลิกแซนเดอร์นำออกเผยแผ่ในมหาอาณาจักรของพระองค์ได้กว้างขวางที่สุดและได้ผลที่สุดมาได้ 1 ปี อารยธรรมใหม่อันเป็นผลจากการผสมผสานอารยธรรมกรีกแท้กับวัฒนธรรมพื้นเมืองของช่วงนี้ได้ชื่อว่าอารยธรรมกรีกใหม่(Hellenistic Civilization)ซึ่งจะมีอิทธิพลทั่วยุโรปอย่างยั่งยืนในระยะเวลาต่อมา แอลเลิกแซนเดอร์สิ้นพระชนม์ในค.ศ.323 (ก่อนแอร์เริสทาทเถิลเพียงปีเดียว) การสิ้นพระชนม์ของแอลเลิกแซนเดอร์ไม่มีผลต่อการฝังรากอารยธรรมกรีกใหม่มากนัก เพราะบรรดาแม่ทัพชั้นนำของแอลเลิกแซนเดอร์ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ในการปลูกฝังอารยธรรมกรีกใหม่ในเขตอิทธิพลของแต่ละคนต่อไปอย่างเอาจริงเอาจัง จนกว่าจะถึงเวลาที่จูเลียส ซีเสอร์ (Julius Cassar) จะนำกองทัพโรมันเข้ามายึดอำนาจสวมรอย  ก็ปรากฎว่าอำนาจโรมันได้ดินแดนที่อิ่มตัวแล้วด้วยอารยธรรมกรีกใหม่ ซึ่งชาวโรมันก็พอใจรับเป็นสมบัติของตนและช่วยสืบทอดเจตนารมย์ของแอลเลิกแซนเดอร์ต่อไป

แฟนคลับ: ในเมื่อภาษากรีกของแอร์เริสทาทเถิลมีอิทธิพลไปถึงไหน ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลก็มีสิทธิ์ปักหลักมั่นคงไปถึงนั่นใช่ไหมคะ

ผม: แน่นอนครับ แต่ก็ต้องไม่ลืมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้วยว่า ในสมัยที่ชาวกรีกรุ่งโรจน์ทางวิชาการสูงสุดนั้น ใช่ว่าชาวกรีกทั่วแผ่นดินกรีซจะฉลาดเท่ากันหมดก็หาไม่ กรุงเอเธนส์ได้เปรียบเมืองอื่นๆ เพราะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของชาวกรีกทั้งหมดได้สดวก ประสบผลสำเร็จในการทำธุรกิจค้าขายทำให้มีงบประมาณจัดหาอุปกรณ์สาธารณูปโภคได้ก้าวหน้ากว่าเมืองอื่นๆ เอเธนส์กลายเป็นแหล่งชุมนุมของนักวิชาการซึ่งส่วนหนึ่งเป็นลูกหม้อของเอเธนส์เอง คือเกิดเติบโต เป็นปราชญ์จบเบ็ดเสร็จในกรุงเอเธนส์ อย่างเช่นซาคเขรอะถิสและเพลโทว์ ส่วนแอร์เริสทาทเถิลนั้น พื้นเพเป็นชาวภูธรจากแคว้นแมสเสอโดว์เนีย ชายแดนภาคเหนือสุด เป็นคนไฝ่รู้ไฝ่เรียนและครอบครัวมีฐานะดีพอที่จะส่งลูกไปเล่าเรียนหาความรู้ ณ กรุงเอเธนส์ได้ถึง 20 ปีและกลายเป็นผู้มีความรู้มากที่สุดของชาวกรีกสมัยนั้น แอลเลิกแซนเดอร์เป็นเจ้าชายแห่งแมสเสอร์โดว์เนีย เป็นผู้ไฝ่รู้ไฝ่เรียนและเรียนรู้ได้ดีและเร็วทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ แมสเสอ์โดว์เนียมีม้าดีเยี่ยมให้ใช้เป็นม้าศึกได้ดีเยี่ยม ณชายแดนตอนนั้นมีปัญหาให้ต้องตัดสินกันด้วยการศึกอยู่เนืองๆ ในเรื่องบริหารจัดการการเมืองการปกครองนั้นแมสเสอร์โดว์เนียมีกรณีศึกษาให้แอลเลิกแซนเดอร์ได้รู้ได้เรียนและได้ฝึกโดยตรงอย่างพอเพียง แต่ความรู้ด้านปรัชญานั้นแมสเสอร์โดว์เนียไม่มีอะไรจะให้ แต่โอกาสไม่อับเสียทีเดียว เพราะแอร์เริสทาทเถิลเป็นบุตรชายของแพทย์หลวงแห่งแมสเสอร์โดว์เนีย แอลเลิกแซนเดอร์จึงไม่ละโอกาสทองที่จะใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือเรียกแอร์เริสทาทเถิลเข้ามารับราชการในวังในตำแหน่งราชครูมีหน้าที่ถวายความรู้แด่เจ้าฟ้ายุพราชตามที่ทรงประสงค์จะอยากเรียนอยากรู้ อยากฉลาด ดังนั้นเมื่อแอลเลิกแซนเดอร์ขึ้นครองราชย์แมสเสอร์โดว์เนียด้วยพระชนมายุเพียง 16 ชันษาก็มีความรู้เพียบพร้อมทั้งด้านภาษากรีกและปรัชญาที่สืบเนื่องจากภาษากรีกตลอดจนยุทธศาสตร์พิชัยสงครามและกลยุทธ์การเมืองการปกครอง สามารถปรับเปลี่ยนสภาพของรัฐแมสเสอร์โดว์เนียที่อ่อนแอยอมเสียเปรียบรอบด้าน มากลายเป็นศูนย์กลางของมหาอาณาจักรกรีกใหม่อันเกรียงไกรที่ไม่มีเมืองขึ้น แต่ทุกเมืองที่ยอมแพ้กลับได้ศักดิ์ศรีเสมอกับเมืองที่ชนะ พลเมืองทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะเดินทางไปทั่วมหาอาณาจักรอย่างภาคภูมิใจในฐานะเจ้าของมหาอาณาจักรร่วมกัน ไม่ต้องหวั่นเกรงถูกทำร้ายปล้นจี้ฟรี เพราะอาชญากรรมทั้งหลายถูกสยบด้วยระบบการใช้กฎหมายที่น่าเชื่อถือ จึงไม่ปรากฏว่ากองทัพของแอลเลิกแซนเดอร์รบแพ้ ปรากฏเพียงแต่ว่าเหล่าทหารมีมติไม่รุกต่อ แอลเลิกแซนเดอร์ก็ทรงอนุโลมตามมติ อีกอย่างหนึ่งก็คือไม่ปรากฏว่าส่วนใดที่เป็นมหาอาณาจักรของพระองค์แล้วจะขอแยกตัวเป็นอิสระ ดูเหมือนคนในมหาอาณาจักรของพระองค์จะรู้สึกตรงกันว่า อยู่ในมหาอาณาจักรของพระเจ้าแอลเลิกแซนเดอร์จะมีความสุขมากกว่าอยู่นอกมหาอาณาจักร อันเป็นแบบอย่างให้มหาอาณาจักรโรมันนำเอาไปทำต่อ

แฟนคลับ: ชาวโรมันใช้ภาษาละติน ส่วนมหาอาณาจักรของแอลเลิกแซนเดอร์ใช้ภาษากรีกของแอร์เริสทาทเถิล มันจะเข้ากันได้อย่างไรคะ

ผม: มันจะยากอะไรนักหนาครับ ก็ใช้ความเป็นโรมันเสียอย่าง สภาการปกครองสูงสุดโรมันตระหนักเรื่องนี้ดี หากใช้นโยบายยอมล้มไม่ยอมงออย่างต้นสักทองก็คงล้มเหลวแต่แรกอย่างไม่เป็นท่า แต่สภาโรมัน (Roman Senate) มีมติใช้นโยบายไม้อ้อลู่ลมครับ แต่ก็อ่อนนอกแข็งในนะครับ สภาโรมันให้นโยบายทุกเหล่าทัพ รบไหนต้องชนะนั่น ชุมชนใดยอมแพ้แล้วให้ดำเนินชีวิตต่อไปตามเดิม ใช้ภาษากรีกต่อไปตามเดิม ให้นักปราชญ์กรีกเป็นครูบาอาจารย์ต่อไปตามเดิม เพราะรู้อยู่ว่าภาษาละตินเป็นภาษาทหาร กองทัพยังคงใช้ภาษาละตินต่อไปตามเดิม ไม่จำเป็นต้องหันไปใช้ภาษากรีก และภาษากรีกสำหรับบัญชาการรบสู้ภาษาละตินไม่ได้ แต่ภายในกรุงโรม ชาวโรมันวางแผนระยะยาว ให้นักภาษาศาสตร์ปรับปรุงภาษาละตินให้ดีพอและดีกว่าภาษากรีกในการถ่ายทอดความรู้ทุกอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านปรัชญา ศาสนา วาทศิลป์และกฎหมาย โดยพยายามปรับปรุงไวยากรณ์ให้รัดกุมมากกว่าภาษากรีก ทั้งปูทางให้สร้างคำศัพท์ใหม่ได้อย่างคล่องสะดวก และซีเซโร (Cicero) ก็ทำได้อย่างสมใจนึก มีการแปลวรรณกรรมต่างๆ พยายามจูงใจโดยทำให้น่าอ่านกว่าของเดิม พลเมืองโรมันค่อยๆหันมานิยมเรียนภาษาละตินและใช้ภาษาละตินกันมากยิ่งๆขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตามสำหรับชาวโรมรวมทั้งสภาโรมันและปริมณฑลนั้น คงใช้ภาษาละตินในชีวิตประจำวันเป็น้ล่ำเป็นสันตลอดเวลา จุดนี้ให้สังเกตดีๆ เพราะเมื่อศาสนาคริสต์ได้รับเสรีภาพตามกฎหมายโรมันและเมื่อจักรพรรดิคานสเถินทีนมอบหมายให้สันตะปาปาดูแลกรุงโรมและปริมณฑลต่างพระเนตรพระกรรณ ทำให้สันตะปาปามีตำแหน่งเป็นเจ้านครรัฐโรมและเป็นประมุขคริสตจักรสากล จึงใช้ภาษาละตินเป็นทั้งภาษาราชการและภาษาศาสนาคริสต์ ชาวคริสต์ที่เคยใช้ภาษาอื่นก็ยังคงใช้ต่อไปได้ แต่ผู้นำก็ต้องพยายามรู้ภาษาละตินเพื่อสื่อสารโดยตรงกับสันตะสำนัก ความนิยมใช้ภาษาละตินในยุโรปก็ค่อยๆทวีขึ้นด้วยปราการฉะนี้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018