aristotle

ปรัชญาแอร์เริสทาทเถิลในคริสตศาสนา

แฟนคลับ: ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลผ่านร้อนผ่านหนาวยุคกลางและยุคใหม่มาได้อย่างไรคะ เก่งจังเลยค่ะ

ผม: มีทั้งความเก่งกับความโชคดีควบคู่กันครับ มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวงช่วยกันลุ้นจนตัวโก่ง ว่างั้นก็ไม่ผิด เอ้า! โปรดตั้งใจอ่านต่อไปดีกว่าครับ เมื่อจักรพรรดิโรมันย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่เขินสแทนเถอโนว์เผิล (คืออิสตันบุล ประเทศตุรกีปัจจุบัน) เช่นนี้ ทำให้เขินสแทนเถอโนว์เผิลมีความสำคัญอันดับหนึ่งในมหาอาณาจักรโรมันขึ้นมาทันที และโรมลดขีดความสำคัญลงอยู่อันดับ 2 โดยปริยาย ชาวเขินสแทนเถอโนว์เผิลยังใช้ภาษากรีกอยู่ เพราะอิทธิพลการใช้ภาษาละตินยังไปไม่สู้ถึง และพวกเขาไม่สนใจจะรับภาษาละตินอันเป็นภาษาของเมืองอันดับรองเป็นอันขาด แต่ต้องการรักษาภาษากรีกไว้ในอันดับ 1 คู่กับนครหลวง ในด้านการศาสนานั้นชาวเอเชียไมเนอร์ (ตุรกีปัสจจุบัน) นับถือศาสนาคริสต์ของพระเยซูกันหมดแล้วอันเป็นผลจากการเผยแผ่ของเซนต์ปอลหรือเปาโล พวกเขามีผู้นำศาสนาที่ถ่ายทอดอำนาจกันมาตั้งแต่สมัยของเปาโลซึ่งเมื่อพระจักรพรรดิมาตั้งเมืองหลวงก็ทรงให้เกียรติโดยทรงรับรู้และรับรอง จึงเกิดปัญหาทางการปกครองคริสตจักรขึ้นมาว่า สันตะปาปาที่กรุงโรมกับสังฆบิดร (Patriarch) ที่กรุงเขินสแทนเถอโนว์เผิล ใครสูงอันดับ 1 บางครั้งก็ตกลงกันได้ บางครั้งก็ตกลงกันไม่ได้ คริสตชนสามัญก็พากันเลือกข้างหรือไม่เลือกข้างก็มี ที่สำคัญก็คือสันตะปาปาที่กรุงโรมยืนหยัดใช้ภาษาละตินเป็นทางการ และซีกยุโรปตะวันตกขานรับอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออนายรชนรุกรานเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำกินก็พลอยเห็นดีเห็นชอบรับเข้าผสมผสานกับภาษาเดิมของตนอย่างลงตัว ทำให้เกิดภาษาถิ่นต่างๆมากมายที่เป็นภาษาของยุโรปปัจจุบัน ส่วนสังฆบิดรแห่งเขินสแทนเถอโนว์เผิลยืนหยัดใช้ภาษากรีกเป็นทางการและซีกยุโรปตะวันออกขานรับอย่างเป็นล่ำเป็นสันจนกว่าภาษาอาหรับของชาวมุสลิมจะเข้ามาแทนที่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

แฟนคลับ: มองไม่ออกเลยค่ะว่าชะตากรรมของปรัชญาแอร์เริสทาทเถิลจะไปทางไหน เห็นทางรอดบ้างมั้ยเนี่ย?

ผม: มืดมัวมากครับ แต่ก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ คืออย่างนี้ครับ มหาอาณาจักรโรมันภาคตะวันออกยึดมั่นกับการใช้ภาษากรีกอย่างเหนียวแน่นเพราะรู้สึกว่ากรุงโรมต้องขึ้นกับกรุงเขินสแทนเถอโนว์เผิลมากกว่า และคริสตจักรตะวันออกก็ใช้คัมภีร์ไบเบิลภาษากรีกเป็นทางการแต่ก็ไม่ชอบปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิล เพราะมองว่าเป็นวัตถุนิยมและอเทวนิยม สู้ของเพลโทว์ไม่ได้ที่เอื้อต่อการเชื่อในพระเจ้าและสร้างศรัทธาถึงขั้นเข้าฌานได้โดยง่าย ส่วนมหาอาณาจักรโรมันตะวันตกยังคงฝันค้างความยิ่งใหญ่ของกรุงโรมในอดีตอยู่ต่อไปไม่รู้วาย ยังคงหวังอย่างลมๆแล้งๆว่า เขินสแทนเถอโนว์เผิลจะเป็นศูนย์กลางของมหาอาณาจักรโรมันเพียงชั่วคราวเพราะความจำเป็นเฉพาะหน้า หมดความจำเป็นเมื่อใดก็หมดมนต์ขลัง โรมจะต้องกลับมามีบทบาทเดิมของมหาอาณาจักรโรมัน เพราะโรมคือนครนิรันดรและภาษาละตินจะต้องเป็นภาษากลางของมนุษยชาติ และนักปราชญ์โรมันก็พยายามปรับให้ภาษาละตินเป็นภาษาสะดวกใช้ที่สุดสำหรับอเนกประสงค์ และสำนักสันตะปาปาที่ได้รับอาคารสถานที่จากจักรพรรดิก็พอใจที่จะใช้ภาษาละตินเป็นภาษากลางของการปกครองทั้งในและนอกมหาอาณาจักรโรมัน จึงประกาศใช้คัมภีร์ไบเบิลที่เซนต์เยโรม (St. Jerome) แปลจากภาษากรีกเป็นภาษาละตินเป็นคัมภีร์ทางการ ศาสนบุคคลทั้งหลายจึงต้องศึกษาภาษาละตินของกรุงโรมเพื่อประกอบพิธีกรรมได้อย่างถูกต้องและสอนคำสอนศาสนาได้ตรงเป้าหมายที่กำหนด ใครใช้ภาษาละตินของกรุงโรมอยู่แล้วก็ใช้เป็นทั้งภาษาชาวบ้านและภาษาวิชาการ ใครใช้ภาษาละตินแบบอื่นก็ใช้เป็นภาษาชาวบ้านและต้องเรียนภาษาละตินวิชาการเพื่อการศึกษาระดับสูง ครั้นอนารยชนเข้ามายึดพื้นที่ทำกินและตั้งหลักแหล่ง ภาษาของผู้เข้ามาอยู่ใหม่ก็เข้าผสมผสานเป็นภาษาชาวบ้านของแต่ละถิ่นและอนารยชนก็ต้องเรียนภาษาละตินวิชาการเพื่อสื่อวิชาการ ครั้นเกิดชาติรัฐขึ้น ภาษาถิ่นของที่ตั้งเมืองหลวงก็จะกลายเป็นภาษาราชการของแต่ละชาติโดยปริยายและค่อยๆปรับตัวเป็นภาษาวิชาการของชาตินั้นๆ โดยที่ภาษาละตินวิชาการยังทำหน้าที่เป็นภาษาศาสนาของสันตะสำนักและเป็นศัพท์บัญญัติทางวิชาการต่อมา ภาษาละตินไม่มีนักปรัชญาต้นคิดอย่างภาษากรีก จึงใช้ตำราแปลจากภาษากรีกเป็นละตินที่อ่านง่ายและเป็นระเบียบมากกว่าภาษากรีก ชาวคริสต์ที่ใช้ภาษาละติน ในชั้นแรกก็รู้สึกต่อแอร์เริสทาทเถิลเช่นเดียวกับชาวคริสต์ที่ใช้ภาษากรีก คือชอบปรัชญาของเพลโทว์มากกว่า  แต่ก็ไม่ถนัดทางเข้าฌานมากนัก แต่ถนัดทางใช้เหตุผลมากกว่า ในที่สุดก็หลงใหลปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลทั้งระบบซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกหรือเกือบทุกวิชาในปัจจุบัน ความคิด ความรู้และความเชื่อเป็นระบบตายตัวแบบกรีกอย่างแอร์เริสทาทเถิลจึงเป็นต้นแบบของชาวตะวันตกเรื่อยมาจนกว่าจะถูกตั้งข้อสงสัยอย่างจริงจังโดยชาวหลังนวยุคเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง

แฟนคลับ: แอร์เริสทาทเถิลมีชีวิตก่อนพระเยซูประมาณ 3 ศตวรรษ และพระเยซูก็ดูเหมือนจะไม่รู้จักแอร์เริสทาทเถิลเอาเสียเลย แอร์เริสทาทเถิลเข้าไปมีบทบาทในศาสนาคริสต์ได้ยังไงกันคะ

ผม: ดูผิวเผินเหมือนไม่น่าจะมีอะไรกัน ต้องดูเชิงลึกครับ จึงจะเห็น และเห็นลึกซึ้ง

แฟนคลับ: งั้นก็เชิญแถลงได้เลยค่ะ ตามอัธยาศัย

ผม: เคยเชื่อกันมาว่าพระเยซูรู้แต่ภาษาฮีบรูซึ่งไม่น่าจะจริง ภาษาถิ่นของพระเยซูคือภาษาอราเมก (Aramaic) สำเนียงกาลิลี ภาษาฮีบรูเป็นภาษาคัมภีร์เท่านั้นคือโบราณจนเลิกใช้ในชีวิตประจำวันกันแล้ว ภาษากรีกของแอลเลิกแซนเดอร์เป็นภาษาสังคมซึ่งพระเยซูน่าจะรู้ ส่วนภาษาละตินเป็นภาษาราชการของมหาอาณาจักรโรมันซึ่งพระเยซูก็น่าจะรู้ด้วยเช่นกัน อารยธรรมกรีกรวมทั้งปรัชญากรีกก็น่าจะเป็นความรู้รอบตัวในบริเวณทรงงานของพระเยซูไม่มากก็น้อย พระเยซูไม่ได้สอนด้วยศัพท์สำนวนปรัชญา แต่ก็แทรกประเด็นปรัชญาไว้ทั่วไป เมื่อสาวกเผยแผ่คำสอนของพระเยซูในมหาอาณาจักรโรมันย่อมต้องได้เผชิญหน้ากับผู้รู้ปรัชญากรีกดังที่เปาโลและยอห์นบันทึกไว้ ต่อมามีนักปรัชญารับนับถือศาสนาคริสต์มากขึ้นจึงได้มีผู้พยายามใช้ปรัชญาของเพลโทว์ขยายความเรื่องพระเจ้าและชีวิตพระเจ้า แต่ผู้ที่ปรามาสต้องใช้ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลปราบพยศ ซึ่งออกัสทีนทำได้ดีมากในด้านแรกและธัมเมิส อไควนัสทำได้ดีเยี่ยมในด้านหลัง

แฟนคลับ: แล้วในปัจจุบันเอายังไงกันคะ

ผม: ในปีค.ศ.1870 คริสตจักรคาทอลิกเรียกประชุมสังคายนนาวาติกันครั้งแรกเพื่อประณามลัทธินวยุคนิยม (modernism) ซึ่งใช้ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลสร้างระบบความคิดวิทยาศาสตร์ที่ไร้ศาสนาอย่างที่เซนต์ออเกิสทีนและนักปราชญ์คริสต์รุ่นแรกเกรงกลัว ทำให้เกิดการแตกแยกทางความคิดอย่างลึกและกว้าง จึงต้องแก้ปัญหาด้วยสังคายนาวาติกันที่ 2 ในปีค.ศ.1965 มีมติให้เสวนาผูกมิตรกับความคิดที่แตกต่างเพื่อรู้จักและแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์แก่กันและกัน ล่าสุดสมณสาสน์ Faith and Reason ค.ศ.1997 ชักชวนให้สร้างและปรับปรุงระบบปรัชญาให้ทันสมัยอยู่เสมออย่าให้ตกยุคได้

สำหรับชาวไทยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ได้ประทานคติไว้กว้างๆ ณ วันขี้นครองราชย์ที่ว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ซึ่งหมายความว่าสำหรับพลเมืองไทยทุกคนโดยไม่จำกัดเพศ วัย เชื้อชาติและศาสนา ต่อมาทรงระบุให้ชัดเจนมากขึ้นว่าเป็นนโยบายเชิงปรัชญาจริยศาสตร์คือปฏิบัติได้อย่างมีองค์ประกอบ 4 ครบถ้วนคือรอบรู้ มุ่งมั่น พอเพียงไม่เกินไม่ขาด และเสียสละด้วยจิตอาสา

 

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018