จะเริ่มกันตรงไหนดี

            เซอร์ คาร์ล รายมุนด์ พาพเผอร์ (Sir Karl Raimund Popper 1902-94) ที่กรุงเวียนนาจากครอบครัวเชื้อสายยิวซึ่งต่อมาเปลี่ยนศรัทธามาสู่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ทำให้พาพเผอร์ใด้รับการกล่อมเกลาจิตใจทั้งแบบยูดาห์และแบบคริสต์ เป็นผู้บุกเบิกกรุยทางความคิดแบบหลังนวยุคที่สำคัญทั้งที่ยังไม่รู้จักคำหลังนวยุค แต่มีความรู้สึกอยู่ลึกๆว่าคิดอย่างนวยุคแบบชมรมเวียนนาไม่น่าจะถูกต้อง จึงกลายเป็นฝ่ายค้านของชมรมเวียนนาแม้จะอยู่มหาวิทยาลัยเวียนนาด้วยกันและแสดงตัวเป็นผู้สนใจกิจกรรมของชมรมเวียนนา(แต่ไม่ถึงกับสมัครเป็นสมาชิกชมรม) จนสงครามโลกครั้งที่2ระเบิดขึ้นและชมรมเวียนนาปิดไปโดยอัตโนมัติ สมาชิกแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง และบางคนก็ยังสืบทอดเจตนาในลักษณะต่างๆกัน

พาพเพอร์เกิดวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.1902 เรียนและสอนที่มหาวิทยาลัยเวียนนา ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสกับชมรมเวียนนาและนักปรัชญาวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ประยุคสาขาต่างๆที่สำคัญๆของสมัยนั้นเช่นโบร์, ไฮเสินแบร์ก, อายน์ชทายน์ เป็นต้น ได้เผยแพร่หนังสือที่สำคัญที่เป็นเหมือนแถลงการณ์แนวคิดใหม่ของตนชื่อ The Logic of Scientific Discovery, 1934 ด้วยข้อความหลักว่า “แท้จริงแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์อะไรสักอย่างว่าผิดอย่างชัดแจ้ง เพราะเป็นไปได้อยู่เสมอที่จะกล่าวว่า ความรู้วิทยาศาสตร์จริงตราบเท่าที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเท็จ (principle of fallability or principle of falsification ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน) ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้นักปรัชญาที่ถือได้ว่ามีความคิดทันสมัย ก็มักจะเข้าข้างใดข้างหนึ่งระหว่าง ชมรมเวียนนา (modernism) กับพาพเผอร์ (postmodernism)

          แฟนคลับ: เอาละค่ะ ก็รู้สึกจะมองเห็นพอสมควรแล้วละค่ะว่าสถานภาพของปรัชญาในปัจจุบันเป็นอย่างไร ไม่เหมือนสมัยไหนเลยใช่ไหมคะ สมัยใครสมัยมันใช่ไหมคะ

ผม: แม่นแล้วครับ ณ บัดนี้ ณขณะนี้ ถกเถียงกันเผ็ดร้อนยังไม่ตกฟากว่า ความเป็นจริง ความจริงและความรู้เป็นเรื่องตายตัวหรือพัฒนา(นั่นก็คือไม่ตายตัว) คนหัวเก่าว่าตายตัวก็วิเคราะห์หาแง่ใหม่ๆที่ยังไม่รู้เพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์เพิ่มเติมจากแง่ใหม่ที่พัฒนาไปอย่างไรคุณค่าของความเป็นมนุษย์ก็ยังคงเดิมต่อไปตามเดิม ส่วนคนหัวใหม่ว่าทุกอย่างพัฒนา ก็จับตาดูผลพวงของการพัฒนาแบบสายกลาง คือแสวงหาความสุขจากการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา  ซึ่งก็จะเก็บเกี่ยวความสุขตามสัญชาตญาณปัญญาไปเรื่อยๆ เราเลือกฝ่ายหัวใหม่ คือพัฒนาอย่างมีความสุข และก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงจุดที่ศาสนาของแต่ละคนบอกว่าถึงจุดสุดท้ายแล้ว ไม่ต้องไปต่ออีกแล้ว ก็ให้พออยู่ตรงนั้น ซึ่งแต่ละคนจะรู้ได้ด้วยตนเอง บอกกันไม่ได้ รู้แทนกันก็ไม่ได้

แฟนคลับ: ใครรู้ตัวว่าถึงจุดนั้นแล้วก็ไม่ต้องแสวงหาต่อแล้วใช่ไหมคะ

ผม: ใช่ครับ แล้วให้คอยพวกเราอยู่ตรงนั้น จะทำอะไรแทนเราคงไม่ได้ แต่ละคนต้องไปให้ถึงด้วยตนเอง เราที่ยังไปไม่ถึงช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป ใครไปถึงแล้วก็รออยู่ตรงนั้น ช่วยเป็นกำลังใจกันน่าจะได้

แฟนคลับ: ถ้าอย่างนั้น เราผู้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน มาทำความเข้าใจปรัชญาทันสมัยอย่างจริงจัง เพื่อให้เห็นว่าดีมีประโยชน์กว่าแบบเดิมอย่างไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลากับของที่ล้าสมัยอย่างน่าเสียดายเวลา ดีไหมครับ แต่ก็ยังอดอยากรู้ไม่ได้ว่า เทียบกันแล้วดีกว่าของเดิมอย่างไรบ้าง ขอส่วนนี้ด้วย ได้ไหมคะ

ผม: ได้ครับและดีครับ ถ้าเช่นนั้นเรามาเริ่มปูพื้นฐานทำความเข้าใจกันตั้งแต่นิยามกันเลยดีไหม เรื่องนิยามนี่ก็เป็นเรื่องโอละพ่อยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่งของวงการปรัชญาเลยเชียวละ Reese ในหนังสือ Dictionary of Philosophy ให้ไว้ 39 นิยามพอเป็นตัวอย่าง แสดงว่ายังมีอีกมาก ดูเหมือนว่าผู้นิยามแต่ละคนจะพยายามให้นิยามเพื่อโปรโมทความคิดหลักของตนเอง ผมก็เลยต้องหานิยามของผมเองเช่นกันเพื่อโปรโมทปรัชญาหลังนวยุคสายกลางตามที่ผมอยากจะโปรโมท และที่อยากโปรโมทก็เพราะเห็นว่ามันเป็นกลางดี ใครหรือฝ่ายใดจะรับเอาไปใช้ก็ได้โดยเอาไปเสริม ไม่ต้องเอาเข้าไปแทนหรือลบล้างนิยามทึ่เคยชอบอยู่

แฟนคลับ: ถ้าอย่างนั้นว่าไปเลยค่ะว่าปรัชญาคืออะไรในทรรศนะของชาวหลังนวยุคสายกลาง

ผม: ผมขอฟันธงลงไปเลยครับ “ปรัชญาคือวิชาว่าด้วยปัญญา” มีตนชอบถามต่อว่าเรื่องของปัญญานี่มันควรสังกัดหมวดวิชาวิทยาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ หรือศิลปศาสตร์กันแน่ เพราะเห็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดให้อยู่กับคณะอักษรศาสตร์ซึ่งเป็นหมวดมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงจัดให้อยู่ในหมวดสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลจัดให้อยู่ในหมวดวิทยาศาสตร์ ส่วนวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง2แห่งจัดให้อยู่ในหมวดพุทธศาสตร์ ผมก็ต้องตอบไปตามความจริงว่าจะให้อยู่ในหมวดใดก็ได้เพราะผิดทั้งนั้น จริงๆแล้วมันอยู่เหนือทุกๆหมวด  มันสัมพันธ์กับทุกหมวดพอๆกัน จะให้มันไปสังกัดหมวดใดมันก็อึดอัดใจทั้งนั้น เพราะมันมีหน้าที่ต้องบริการทุกหมวดอย่างพอๆกัน ครั้นถูกจัดให้สังกัดหมวดใดก็ตาม หมวดนั้นก็จะได้รับบริการมากเกินไป ส่วนอีก2หมวดก็จะได้รับบริการน้อยไปหรืออาจจะไม่ได้บริการเอาเสียเลย ที่สำคัญก็คือความสัมพันธ์อันดีได้รับความกระทบกระเทือน ฝ่ายหนึ่งใกลิชิดเกินไปก็มีอุปสรรค อีก2ฝ่ายอยู่ห่างเกินก็มีอุปสรรคไปอีกอย่าง ทางที่ดีก็คือให้เป็นคณะอิสระอย่างที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเคยทำมา  แต่ก็มีปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ก็เลยให้ไปพึ่งคณะศึกษาศาสตร์ ก็ต้องแก้ปัญหากันไปเพื่อความอยู่รอด

แฟนคลับ: แล้วปัญหาจริงๆมันอยู่ตรงไหนกันครับ

ผม: เพื่อเข้าใจประเด็นปรัชญาอย่างลึกซึ้งและซาบซึ้ง ต้องใจเย็นๆครับ เหมือนรับประทานอาหารให้อร่อยต้องใจเย็นๆ  ต้องค่อยๆไล่เลียงไปตามขั้นตอน ใจร้อนจะเห็นอย่างผิวเผินและไม่สนุก ผมขอถอยหลังไปตั้งหลักที่ตา ดวงตานะครับ ปัญญาเปรียบได้กับดวงตา ดวงตาเป็นตาเนื้อ ปัญญาเป็นตาจิต พอเปรียบเทียบกันได้ เราใช้ตาเนื้อของเราเองมองเห็นสารพัดสิ่ง ตาของเราเองที่เราใช้มองทุกสิ่ง ตาของเราเห็นอะไรก็เป็นข้อมูลสำหรับหาความรู้เรื่องนั้นๆเป็นเรื่องๆไป เช่นเห็นท้องฟ้าก็เป็นข้อมูลหาความรู้เรื่องดาราศาสตร์ เห็นผิวของโลกก็เป็นข้อมูลหาความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ เห็นใต้ดินก็เป็นข้อมูลสำหรับศึกษาเรื่องธรณีวิทยา เห็นต้นไม้และสัตว์นานาชนิดก็เป็นข้อมูลสำหรับศึกษาเรื่องชีววิทยา เห็นตาของคนอื่นก็เป็นข้อมูลสำหรับศึกษาจักษุวิทยา แต่เคยคิดไหมครับว่า เราใช้ตาของเรามองตาของคนอื่นได้ แต่ถ้าท่านอยากจะมองตาของท่านเอง ท่านเคยคิดจะมองไหมและเคยมองให้เห็นตาของท่านเองบ้างไหม ท่านอาจจะใช้กระจกเงาส่องดู แต่นั่นเป็นเพียงภาพตาของท่าน ท่านมิได้เห็นตาจริงๆของท่านเลยจนตลอดชีวิต ตายเมื่อไรมันก็จะสลายตัวไปโดยไม่เป็ดโอกาสให้ท่านได้ยลโฉมของมันจนครั้งเดียว ท่านไม่เคยเห็นตาของท่าน แต่ท่านก็รู้ว่าตาของท่านมีอยู่จริง และรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับตาของท่านทางอ้อม คือ ส่องกระจกดูภาพของมันในกระจกเงา ฟังรายงานจากคนอื่นที่เห็นตาของท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งหมอตาของท่าน แล้วก็ประเมินเป็นความรู้เรื่องตาของท่าน

แฟนคลับ: เรากำลังศึกษาเรื่องปัญญาอยู่นะคะ ไม่ใช่เรื่องตา มันเกี่ยวข้องกันหรือคะ

            ผม: เกี่ยวซีครับ เพราะเทียบเคียงกันได้ในฐานะเป็นตาด้วยกัน คือตาเนื้อกับตาจิต “ตาเนื้อมองเห็นอะไรก็ใด้นอกจากตัวเอง เช่นเดียวกัน เราใช้ปัญญาของเราเองเพื่อรู้ทุกอย่างและต้องใช้ปัญญาเท่านั้น จะใช้อย่างอื่นแทนไม่ได้เป็นอันขาด ครั้นเราอยากจะรู้อะไรเกี่ยวกับปัญญาของเราเอง เราจะใช้ปัญญาของเราเพื่อรู้ปัญญาของเราเองตรงๆ ย่อมทำไม่ได้ โชคดีที่เรามีความจำที่สามารถจำผลงานของปัญญาของเราเองได้ดีพอสมควรนอกเหนือไปจากรู้และจำผลงานของคนอื่นที่อยากจะรู้และอยากจะจำ จากความจำนี่แหละปัญญาของเราพยายามรู้ตัวเองเท่าที่จะทำได้ และส่วนนี้แหละคือเนื้อหาของวิชาปรัชญาดังที่ได้นิยามไว้ว่า “ปรัชญาคือวิชาว่าด้วยปัญญาโดยตรงและไม่มีวิชาอื่นใดที่สนใจทำบทบาทด้านนี้ ” วิชาปรัชญาจึงเกี่ยวข้องกับทุกวิชาอย่างเสมอหน้ากัน แต่มีวิธีศึกษาเฉพาะของตน ไม่เหมือนวิชาใดทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยความสัมพันธ์กับวิชาใดทั้งสิ้น

แฟนคลับ: เอาละครับตกลงยอมรับว่าปัญญามีผลงานเก็บไว้ในความจำในฐานะเป็นเนื้อหาของวิชาต่างๆ และจากผลงานในความจำนี้เอง ปัญญาปรับเอาไปสรุปเป็นความรู้ตัวปัญญาเองซึ่งกำหนดว่าเป็นเนื้อหาของวิชาปรัชญาตามเกณฑ์ของปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง แล้วปัญญารู้ตัวเองอย่างไรบ้างล่ะครับ

ผม: เรื่องนี้ต้องชมเรอเน เดการ์ต (Rene Descartes 1596-1650) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่คิดเรื่องนี้ได้เป็นคนแรก โดยเขาเริ่มสังเกตข้อเท็จจริงที่ว่า ปัญญาไม่สามารถรู้ปัญญาตรงๆ เหมือนดวงตาไม่สามารถมองเห็นตัวเองได้ตรงๆ ตาต้องประเมินย้อนหลังจากความจำที่ตนได้เห็นสิ่งต่างๆ ปัญญาก็เช่นกัน รู้ตัวเองตรงๆไม่ได้ แต่จากความจำที่รู้เรื่องต่างๆแล้วประเมินย้อนหลังว่า cogito ฉันคิด เพราะฉะนั้นฉันแน่ใจได้ว่าฉันมีอยู่และต้องมีอยู่อย่างผู้ทำการคิด ไม่คิดก็ไม่มีอยู่ คิดก็คือจิต จิตก็คือผู้คิด เพราะจิตกับการคิดเป็นของคู่กัน แยกกันไม่ได้  เป็นจิตต้องคิด เพราะคิดเป็นการทำงานของจิตโดยเฉพาะ ถ้าไม่ใช่จิตก็คิดไม่เป็น จิตเท่านั้นที่คิดเป็น อะไรคิดก็ต้องเป็นจิต และเป็นจิตก็ต้องคิด ดังนั้นความคิดทั้งหลายที่เก็บไว้ในความจำนั้นคือผลงานของจิตแท้ๆ อะไรที่ไม่ใช่จิตคิดไม่ได้และจะมีความคิดเก็บไว้ในความจำก็ไม่ได้อยู่ดี นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ปัญญารู้ตัวเองว่าเป็นอะไร เป็นความรู้ด้านอภิปรัชญา คือรู้ว่ามีความเป็นจริงที่เป็นจิตเพราะคิด

ในบรรดาความจำทั้งหลายแหล่ ปัญญายังแยกออกได้ว่าตนรู้ว่ามีอีกส่วนหนึ่งที่ปัญญารู้ว่ามันไม่คิด มันจึงไม่ใช่จิต แต่มันมีความแผ่กว้าง (extension) มันเป็นความเป็นจริงอีกแบบหนึ่งที่ปัญญารู้ว่าไม่เป็นจิตเหมือนตน จึงต้องเรียกมันเป็นอีกสิ่งหนึ่งเพื่อแยกจากจิต มันไม่คิดแต่มีความแผ่กว้างแทน จะเรียกเป็นสสารตามความนิยมก็ตามใจ ปัญญารู้ตัวเองแล้วก็ตระหนักในความสูงส่งของตน ไม่คิดใช้หาผลประโยชน์อย่างไร้เกียรติ ผิดกับรู้เรื่องสสารว่าเป็นสิ่งแผ่กว้าง ไม่รู้สึกว่ามันมีศักดิ์ศรีในตัวของมัน จึงใช้มันหาผลประโยชน์อย่างไรก็ได้ไม่ต้องเกรงใจมัน ที่ต้องเกรงใจก็คือผู้อื่น (the Other) ที่อาจจะต้องการหาผลประโยชน์จากมันเช่นเดียวกับเรา จึงต้องเกรงใจกันและแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างเกรงใจกัน หากไม่มีใครมาแบ่งส่วนผลประโยชน์ก็ใช้หาประโยชน์ได้เต็มที่ แต่ก็ควรต้องเกรงใจตัวเองบ้างที่ว่าแสดงความโลภและการตามใจตนเองจนทำให้ธรรมชาติเสียความงามอันเป็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวชี้วัดจิตใจสูง/ต่ำของผู้ดูแลมัน สิ่งที่ปัญญารู้ในฐานะสิ่งอื่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของความรู้ที่อยู่นอกตัวปัญญา เป็นเนื้อหาของวิชาต่างๆที่ไม่ใช่ปรัชญา ปัญญาจึงรู้ว่าเป็นส่วนประดับและปัจจัย ผิดกับการรู้ตนเองเป็นความรู้เพื่อเพิ่มคุณค่าให้แก่ตนและปัญญาอื่นๆที่มีค่าในตัวเอง ผิดกับสิ่งอื่นทั้งหลายซึ่งจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมีส่วนเสริมคุณค่าให้แก่มนุษย์ ความคิดเหล่านี้เดการ์ตคิด แต่นักหลังนวยุคสายกลางเห็นคุณค่าในการพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ด้วยการรู้ ตระหนักคุณค่า และนำออกปฏิบัติให้เกิดคุณค่าแก่ตัวเองและเพื่อนมนุษย์ทุกคน

            แฟนคลับ: ยอมรับครับว่าเดการ์ตคิดสุขุมคัมภีรภาพลึกซึ้ง แต่จะเชื่ออย่างไรว่าน่าเชื่อว่าจริง ไม่ใช่เพียงการละเมอเพ้อพก เดการ์ตคิดถึงแง่นี้ด้วยหรือเปล่าครับ

ผม: คิดซีน่า และนั่นคือญาณปรัชญาของเดการ์ต ก็หมายความว่าปูพื้นฐานใหม่ให้แก่ปรัชญาไว้ครบถ้วนตามเกณฑ์ทั่วไป คือ ปรัชญาบริสุทธิ์ประกอบด้วยอภิปรัชญาที่สนใจสืบหาว่าความเป็นจริงคืออะไร (What is Reality?) และญาณปรัชญาที่สนใจสืบหาว่าความจริงคืออะไร(What is Truth?) 2อย่างรวมกันเรียกว่ากระบวนทรรศน์ของนักคิดคนหนึ่งหรือของนักคิดสมัยหนึ่ง เดการ์ตให้ไว้ครบถ้วน คือให้ความเป็นจริงไว้ว่ามีอยู่ 2 อย่างต่างกันได้แก่จิตมีอยู่ในฐานะผู้คิดและสสารมีอยู่ในฐานะสิ่งแผ่กว้าง มีอยู่2อย่างเท่านั้น ไม่มากไม่น้อยกว่า2อย่าง ซึ่งเดการ์ตรับรองว่ามีความน่าเชื่อ100% ด้วยหลักสามัญสำนึกว่า What is clear and distinct is true. อะไรที่คิดแล้วรู้สึกว่าแจ่มแจ้งและชัดเจนต้องจริงลูกเดียว “แจ่มแจ้ง”คือเข้าใจว่าเป็นอะไรครบถ้วนไม่มีแววแห่งความเคลือบแคลงสงสัยขนาดอยากจะสงสัยก็ยังไม่มีทางจะสงสัยได้ลงคอ “ชัดเจน”คือรู้ว่าต่างกับสิ่งอื่นๆทั้งหลายอย่างไร และเดการ์ตก็เชื่อว่าปรัชญาของตนทั้ง2เรื่องมีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน คือ 1.เมื่อเข้าใจความหมายของจิดและคิด ทันทีก็แน่ใจว่าจิตคือสิ่งคิด ในทำนองเดียวกัน พอเข้าใจความหมายของสสารและสิ่งแผ่กว้างก็แน่ใจว่าสสารเป็นสิ่งแผ่กว้าง ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น ดังนั้นWhat is clear and distinct is true  อะไรที่ปัญญาเห็นอย่างแจ่มเจ้งและชัดเจนต้องจริงเสมอ ข้อสรุปสุดท้ายนี้นักหลังนวยุคสายกลางไม่เห็นด้วย เพราะรีบสรุปเกินไป

สรุปว่านักหลังนวยุคสายกลางเอาการวิเคราะห์อันชาญฉลาดของเดการ์ตมาสรุปเป็นนิยามปรัชญาคืออะไรว่าคือวิชาว่าด้วยปัญญา ซึ่งแสดงผลงานออกเป็นปรัชญา ซึ่งพัฒนาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ถึงปัจจุบันเป็น5กระบวนทรรศน์คือ กระบวนทรรศน์ดึกกำบรรพ์ กระบวนทรรศน์โบราณ กระบวนทรรศน์ยุคกลาง กระบวนทรรศน์นวยุค และกระบวนทรรศน์หลังนวยุค

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018