confession

ปลงอาบัติกับศีลอภัยบาป

          ในช่วงนี้ไปทางไหนมีคนชอบถามให้ชี้แจงอยู่บ่อยๆว่าปลงอาบัติของพระพุทธศาสนากับศีลอภัยบาปของศาสนาคริสต์ เหมือนและต่างกันอย่างไร อึกหลายท่านคงอยากถามและไม่มีโอกาสถามและไม่มีโอกาสฟังคำตอบ ก็เลยขออนุญาตและขอถือโอกาสเขียนให้อ่านกันไปทีเดียวพร้อมๆกันบนเวทีเสวนานี้ก็แล้วกัน อ่านได้ความรู้พื้นฐานแล้ว จะถือวิสาสะถามต่อก็ไม่ว่ากัน

ปลงอาบัติ ขอนำคำอธิบายของพระธรรมกิตติวงศ์ ราชบัณฑิตมาทำความเข้าใจเบื้องต้นไว้เป็นทุนก่อนดังนี้ ท่านชี้แจงไว้ในหนังสือ คำวัดที่ชาวพุทธควรรู้ ว่า “หมายถึงการแสดงความผิดของตนเพื่อเปลื้องโทษทางพระวินัย” ซึ่งก็น่าจะเข้าใจกันด้วยสามัญสำนึกได้ว่าเป็นเรื่องของพระวินัยของสงฆ์และผู้เปลื้องโทษก็คือสงฆ์หรือพระภิกษุอย่างน้อย4รูปที่รับฟังการปลงอาบัติณขณะนั้นเท่านั้น จะเปลื้องหรือไม่เปลื้องโทษก็จบลงณเวลานั้น ไม่น่าจะมีอุธรณ์ฎีกาอะไรได้อีก ท่านจึงได้ให้นิยามอาบัติที่เปลื้องได้ไว้ด้วยว่า “อาบัติที่เปลื้องได้โดยการปลงอาบัติคืออาบัติที่เกิดจากการละเมิดพระวินัยเล็กน้อย ส่วนอาบัติที่หนักมากไม่อาจเปลื้องได้ด้วยการปลงอาบัติ” ปัญหาที่มีตามมาก็คือแค่ไหนจึงจะถือว่าหนักเปลื้องไม่ได้ เห็นว่ามีผู้รู้เฉพาะทางชี้แจงไว้มากแล้ว ส่วนที่ผมถูกถามและเป็นความรับผิดชอบของผมโดยตรงในสภาราชบัณฑิตในฐานะประธานจัดทำสารานุกรมปรัชญาและกรรมการสารานุกรมนามานุกรมศาสนาสากลรับผิดชอบด้านศาสนาตะวันตกและยังไม่มีใครชี้แจงให้คำตอบว่า “การปลงอาบัติของพระภิกษุเหมือนกับการสารภาพบาปของชาวคาทอลิกหรือไม่” ขอฟันธงได้เลยว่าตามความรู้ความเข้าใจของผมที่มีอยู่ในขณะนี้ (แทบ)ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ความต่างที่สำคัญก็คือ

  1. การปลงอาบัติจำกัดเฉพาะเรื่องวินัย ไม่กินความถึงบาปที่ไม่กำหนดในพระวินัย ส่วนการสารภาพบาปจำกัดเฉพาะบาป เรื่องผิดวินัยที่ไม่เป็นบาปไม่อยู่ในข่าย
  2. ที่ต้องสารภาพคือบาปหนักทุกข้อที่ยังไม่เคยรับการอภัย ส่วนบาปเบาหรือเรื่องเล็กน้อยจะสารภาพก็ได้แต่ไม่บังคับ
  3. การสารภาพบาปในศีลอภัยบาปนั้นต้องกระทำกันตัวต่อตัวระหว่างบาทหลวงระดับใดก็ได้ตั้งแต่บาทหลวงธรรมดาจนถึงสันตะปาปาเป็นผู้รับฟังและวินิจฉัยตัดสิน กับผู้สารภาพบาปซึ่งต้องเป็นคาทอลิกที่มีบาปจะสารภาพ และทุกคำพูดที่พูดกันตั้งแต่สารภาพจนตัดสินต้องเป็นเรื่องลับเฉพาะ2คนที่ปฏิบัติการนี้เท่านั้นจะเปิดเผยให้บุคคลที่ 3 รู้ระแคะระคายไม่ได้เป็นอันขาด
  4. ผู้สารภาพบาปไปหาบาทหลวงในฐานะผู้แทนของพระเป็นเจ้าในฐานที่สำนึกผิดที่ได้ละเมิดน้ำพระทัยของพระองค์จึงมาขออภัยให้พระองค์ทรงพิจารณาอภัยโทษหรือไม่ก็ได้แล้วแต่การตัดสินของบาทหลวงซึ่งก็มีเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ อย่างไรก็ตามผู้สารภาพบาปถือเกณฑ์ได้ว่าหากบาทหลวงท่านหนึ่งอภัยบาปให้แล้วก็ถือว่าสิ้นสุด เพราะพระเยซูได้ทรงสัญญาไว้ แต่ถ้าบาทหลวงท่านหนึ่งไม่อภัยบาปให้ ก็ไปหาอีกท่านหนึ่งได้
  5. การอภัยบาปของบาทหลวงมีขอบเขตอยู่เพียงแค่การคืนดีกับพระเป็นเจ้าเท่านั้น คือ กลับสู่การเป็นบุตร/ธิดาที่รักของพระเป็นเจ้าดังเดิมเหมือนก่อนมีบาปหนัก

ส่วนโทษบาปหรือการชดใช้บาปที่เป็นผลจากการทำบาปนั้นบาทหลวงไม่มีอำนาจยกให้ไม่ว่าในนามของใครทั้งสิ้น ผู้พ้นบาปต้องรับผิดชอบติดตามชดใช้ต่อไปจนครบถ้วน อันได้แก่

  1. ชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากการทำบาป
  2. ตัวอย่างเลวที่สะดุดใจผู้คนในสังคม ต้องชดใช้ด้วยการทำตัวอย่างดีจนลบล้างจุดสะดุดนั้นๆเสียได้
  3. ตัวเองคุณภาพชีวิตตกต่ำลง จึงต้องชดใช้ด้วยการพัฒนาชีวิตขึ้นมาใหม่จนได้ระดับก่อนทำบาปหนักนั้นเป็นอย่างน้อย

ก็เป็นหน้าที่ของท่านผู้อ่านเองแล้วละครับที่จะฟันธงลงได้เองว่าการปลงอาบัติกับการสารภาพบาปยังจะมีอะไรเหมือนกันอยู่อีก จะได้ไม่ต้องพยายามเปรียบเทียบกันอีกให้เสียเวลา แต่ที่แน่ๆก็คือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวัคซีนป้องกันได้เป็นอย่างดีทั้งไม่ต้องปลงอาบัติและไม่ต้องสารภาพบาป แต่เดินหน้าในคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างองอาจ

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018