sirius

เมื่อโอรสเจ้าแม่เป็นดาวซีรีอุส

            ดาวซีรีอุส (Sirius) ภาษาไทยเรียกดาวจิ้งจอกหรือดาวหมา ตามคติตะวันตกดาวซีรีอุสเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในกลุ่มดาวนายพรานอรายอัน (Orion) ซึ่งเป็นโอรสของสมุทรเทวราชเผอซายดัน(Poseidon) ชอบการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ มีสุนัขคู่ใจชื่อซีรีอุส ทั้ง 2 ช่วยกันล่าสัตว์อย่างเมามันและล่าเพื่อความมันในอารมณ์เท่านั้น ทำให้สัตว์ล้มตายลงเป็นเบือโดยมิได้ใช้ให้เป็นประโยชน์แต่ประการใด ร้อนถึงเจ้าแม่ธรณีเกรงว่าสัตว์จะสูญพันธุ์เพราะเกิดมาทดแทนไม่ทัน จึงส่งพญาแมงป่องจากใต้บาดาลขึ้นมาต่อยทั้งนายพรานและสุนัขล่าเนื้อคู่ใจตายทั้งคู่ เทวีอาร์เถอเมิส (Artemis) และเทวีลีโทว์ (Leto) เป็นห่วงว่าสมุทรเทวราชรู้เข้าเรื่องจะบานปลายใหญ่โตโดยใช่เหตุ จึงนำความไปปรารภเทวราชซูสบนสวรรค์อลีมเผิส (Olympus) ซึ่งหาทางออกโดยเสกทั้งนายพรานและสุนัขล่าเนื้อให้เป็นอมตะและให้ไปล่าเนื้อบนท้องฟ้าโดยที่สัตว์ทั้งหลายณที่นั้นล้วนแต่เป็นอมตะ เจ้าแม่ธรณีรู้เรื่องเข้าก็ส่งพญาแมงป่องซึ่งเป็นอมตะอยู่แล้วให้ไปขัดขวางการล่าสัตว์ของอรายอันและซีรีอุส ซึ่งวิ่งไล่กันอยู่บนท้องฟ้ามาจนทุกวันนี้ คือเมื่อมีดาวนายพรานและดาวสุนัขสุกสกาวบนท้องฟ้า ก็หมายความว่าไม่มีแมงป่องขัดขวาง ครั้นปรากฏดาวแมงป่องบนขอบฟ้าฟากตรงข้ามเมื่อใด ดาวนายพรานและดาวสุนัขก็รีบหนีตกขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็วและจะไม่ปรากฏโฉมจนกว่าดาวแแมงป่องจะหลบฉากไปเสียจากท้องฟ้า สังเกตได้ว่าไม่มีบทบาทของโอรสเจ้าแม่หรือเทพดายเออนายเสิส (Dionysus) อยู่เลย

แต่ปรากฏว่าก่อนที่ชาวกรีกจะได้สร้างปรัมปราดังกล่าว อารยธรรมโบราณก่อนหน้านั้นได้เห็นความสำคัญของดาวซีรีอัสต่อการสุกของผลไม้ทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลองุ่นสำหรับผลิตเหล้าองุ่น อย่างเช่นชาวอียิปต์โบราณกำหนดให้การเห็นดาวซีรีอุสปรากฏบนขอบฟ้าทิศเหนือครั้งแรกในรอบปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งก็เป็นเครื่องหมายเตือนให้เตรียมตัวรับความร้อนอบอ้าวรุนแรงอย่างไม่ปราณีระหว่างปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน แต่ก็เป็นความร้อนที่ชาวอียิปต์ทุกคนต้องยินดีต้อนรับ เพราะยิ่งร้อนผลไม้ยิ่งดกและอร่อยเป็นการชดเชย จนมีผู้หวังดีสร้างเรื่องปรัมปราไว้ปลอบใจว่า ในรัชสมัยของฟาโรห์เซนเยส (Senyes) มีนักบุญท่านหนึ่งนามว่ายาเคมหรือยาคิม(Jakem, Jakim) เขาบำเพ็ญพรตจนมีฤทธิ์ ขณะใดร้อนอบอ้าวมากๆเขาจะรวบรวมพลังส่งออกไปสกัดกั้นบรรเทาความร้อนจากดวงอาทิตย์ลง และขณะที่เกิดโรคระบาด เขาก็ใช้พลังต่อต้านการระบาดให้หยุดได้ ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญพบว่า ความร้อนช่วยให้พวกเขาได้ผลองุ่นและเหล้าองุ่นมากและทรงคุณค่าเหลือคุ้ม ผู้ได้ผลประโยชน์ก็พร้อมใจกันยกย่องดาวซีรีอุสในฐานะเทพผู้อุปถัมภ์ เมื่อเขาถึงแก่กรรมลงชาวบ้านถือว่าเขาเป็นเทพ จึงได้สร้างสักการสถานบนหลุมฝังศพของเขา มีการนิยมถวายเครื่องเซ่นและชิ้นส่วนของเครื่องเซ่นก็กลายเป็นของขลังป้องกันภยันตรายต่างๆตามศรัทธา เชื่อกันว่าเรื่องนี้ชาวอียิปต์คงมิได้คิดขึ้นมาเอง แต่คงได้มาจากเกาะครีท เพราะชาวเกาะครีท เรียกดาวซีรีอุสว่า i-wa-ko  พบหลักฐานที่นครรัฐพายสัส (Pylos) เพี้ยนเป็น i-wa-ka ซึ่งคงเป็นที่มาของชื่อ Jakem ของชาวอียิปต์ดังกล่าวข้างต้น

จากอิทธิพลของอียิปต์  ชาวพื้นเมืองเดิมบริเวณอโทว์เลีย(Aetolia)ที่ราบเหนืออ่าวแพททริ (Patrae) ได้สร้างเรื่องปรัมปราขึ้นมาว่า

ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งนครรัฐอโทว์เลียคือเจ้าชายอเรสเธียส (Orestheus)โอรสองค์หนึ่งของกษัตริย์เดอแคลเลียน (Deucalion) แห่งโลว์เขริส (Locris) อเรสเธียสแปลว่านักท่องภูเขาหรือพรานป่า เจ้าชายอเรสเธียสไม่ใช่เจ้าฟ้าองค์ใหญ่ ไม่มีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์โลว์เขริส จึงออกล่าสัตว์กับสุนัขตัวเมียตัวโปรดไปเรื่อยๆเผื่อจะพบชัยภูมิดีก็จะสร้างเมืองใหม่ สุนัขคู่ชีพทุคคืนก่อนจะล้มตัวลงหลับชอบหันหน้าไปทางทิศเหนือจ้องดูดาวซีรีอุสแล้วก็เห่าหอนอยู่พักหนึ่งจึงล้มตัวลงม่อยหลับผล็อยไป ครั้นเดินทางมาถึงที่ราบกว้างเหนืออ่าวเพททริก็แท้งลูกเป็นท่อนเถาไม้เลื้อย เจ้าชายจึงขุดหลุมฝังไว้ตรงนั้น รุ่งเช้าก็เห็นยอดเถาองุ่นโผล่ขึ้นจากพื้นดิน มันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาหาไม้มาทำค้างให้มันเลื้อยซึ่งมันก็เลื้อยไปอย่างรวดเร็วและออกดอกออกผลเป็นพวงองุ่น เทพสุนัขแห่งดาวซีรีอุสมาเข้าฝัน แนะนำให้เขาเอาผลองุ่นหมักทำเหล้าองุ่นรสดี เขาตื่นขึ้นตัดเถาองุ่นเพาะชำในบริเวณนั้นเป็นไร่องุ่นใหญ่และเก็บผลมาหมักสทำเหล้าองุ่น มีคนมาดูและลองชิมเหล้าองุ่นแล้วก็ชวนกันร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน เขาชวนให้ช่วยกันทำสวนองุ่นและขายทั้งผลและเหล้าองุ่นจนมีฐานะมั่งคั่ง เขาอยากจะเดินทางต่อไป แต่เจ้าของไร่องุ่นทั้งหลายพร้อมใจกันขอร้องให้เขารับตำแหน่งกษัตริย์ของนครรัฐใหม่อโทว์เลีย ยกย่องเขาเป็นคุรุแห่งการปลูกองุ่นและทำเหล้าองุ่น แต่เขากลับสร้างวิหารเทพสุนัขแห่งดาวซีเรียสผู้ประทานเถาองุ่นและผู้สอนวิธีทำเหล้าองุ่น ต่อมาก็เชื่อเพิ่มเติมกันว่า บิดาบังเกิดเกล้าที่แท้จริงของเขาคือเทพดายเออนายเสิสผู้ประทับณดาวซีรีอุส อเรสเธียสมีโอรสนามว่าฟายตีเอิส (Phytius แปลว่าผู้ปลูก) สืบบัลลังก์ต่อมา มีโอรสนามว่าอนีเอิส (Oeneus แปลว่าเถาองุ่น) สืบบัลลังก์ต่อมา

            ในอารยธรรมอารยัน ดาวซีรีอุสกลายเป็นแสงสว่างของซูส สัญลักษณ์ถึงเทพดายเออนายเสิสซึ่งเป็นโอรสองค์โปรดของเทวราชซูส ผู้มีศรัทธาต่อเทพดายเออนายเสิสชอบจัดหรือเข้าขบวนแห่รูปสมมุติหรือสัญลักษณ์ขององค์เทพพลางก็ร้องเพลงหรือร้องตะโกนเทิดทูนความดีของเทพองค์นี้ทั่วดินแดนที่มีชาวกรีกโบราณอาศัยอยู่

 

เมื่อโอรสเจ้าแม่เป็นเทพบุตรขวัญใจของชาวกรีกโบราณ

             โอรสเจ้าแม่เป็นที่เคารพบูชาของชาวครีทอย่างไม่มีคู่แข่ง ก็น่าจะมีหลายนามและการนับถือก็น่าจะผิดเพี้ยนกันไปในสถานที่และเวลาต่างๆกัน บันทึกภาษาครีทไม่อาจช่วยให้ความกระจ่างแต่ประการใด เพราะสยังหาผู้อ่านให้ได้ความไม่ได้ ต้องใช้สันนิษฐานจากหลักฐานวัตถุที่ยังหลงเหลือให้ศึกษาได้และหลักฐานภาษากรีกเท่าที่ยังมีเก็บรักษาไว้ซึ่งบางส่วนก็ตั้งใจรายงานอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็มีส่วนที่พัฒนาไปตามความพอใจของผู้นับถือแบบกรีกซึ่งก็มีอยู่หลายรูปแบบต่างๆกัน หากจะเดินตามทฤษฎีวัฒนธรรมกรีก (Theory of the Greek Culture) ของฟรีดรีช นีทเฉอ (Friedrich Nietzsche) ที่ชี้ให้เห็นว่าวัฒนธรรมกรีกมี 2 ธาตุที่แสดงออกคู่คี่กันมาในประวัติศาสตร์ คือ ธาตุดายเออนีชเฉิน (Dionysian element) ซึ่งชาวพื้นเมืองเดิมได้ทิ้งไว้เป็นมรดกสืบทอดมาติดกับธรณี  และธาตุอพาลเลอเนียน(Apollonian element)ซึ่งชาวเผ่าอารยันนำเป็นมรดกจากบรรพบุรุษติดตัวเข้ามายึดครองพื้นที่ สำหรับการรับนับถือโอรสเจ้าแม่ของชาวครีทซึ่งแผ่ขยายเป็นอารยธรรมพื้นเมืองทั่วดินแดนกรีซก่อนการเข้ายึดครองของชาวเผ่าอารยันนั้น ก็แยกออกให้เห็นได้ในทั้งลักษณะที่เป็นธาตุดายเออนีเฉินและที่เป็นธาตุแอพเผิลโลเนียน ดังจะวิเคราะห์ให้ดูดังต่อไปนี้

 

โอรสเจ้าแม่ในคราบของธาาตุดายเออนีเฉิน

            เรายังไม่รู้จริงๆในว่าชาวเกาะครีทและชาวพื้นเมืองเดิมของแผ่นดินกรีซที่รับอารยธรรมมาจากเกาครีทนั้นเป็นอย่างไรบ้างในรายละเอียด นอกจากชื่อ Diwonusojo ที่บันทึกไว้บนแผ่นศิลาที่เมืองพายลัสด้วยอักษรกรีก แต่ที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ของศาสนาอรฟิสม์ (Orphism) ซึ่งอ้างว่าศาสดาออร์เฟียส (Orpheus) ได้ไปศึกษาจากแหล่งกำเนิดโดยตรงและบันทึกไว้ว่าเป็นเรื่องราวของเทพดายเออนายเสิส เสอกรีเอิส(Zagreus) จึงสันนิษฐานว่าดายเออนายเสิสเป็นนามภาษากรีก ส่วนเสอกรีเอิสคงจะเป็นนามดั้งเดิม และเรื่องราวที่เล่านั้นแม้จะพยายามดึงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของปรัมปรากรีก แต่ก็ยังแสดงลักษณะดายเออนายเฉินชัดเจน ดังต่อไปนี้

เสอกรีเอิสเป็นโอรสของเทวราชซูสกับเจ้าแม่งูใหญ่ธิดาของเจ้าแม่ธรณี โดยเทวราชแปลงร่างเป็นงูมาร่วมรัก เสอกรีเอิสเกิดมามีรูปร่างเป็นงูน้อยมีเขา 2 ข้าง ซูสเกรงว่าหากเฮียร์เรอรู้ระแคะระคายจะทำร้าย จึงมอบให้อสูรเขอเรทถิส (Curetes) 2 ตนนำไปเลี้ยงด้วยนมแพะในถ้ำบนเกาะครีท

เมื่อไรที่ทารกส่งเสียงร้อง อสูร2ตนจะร้องรำทำเพลงส่งเสียงอึกทึกจนกลบเสียงทารกมิให้เฮียร์เรอร์รู้ระแคะระคายได้ อย่างไรก็ตามซูสเองสร้างพิรุธโดยแว่บมาสอดส่องดูความเรียบร้อยของถ้ำอายเดีย (Idaea) บ่อยจนเฮียร์เรอสงสัย จึงสั่งให้อสูรฝ่ายของตนกลุ่มหนึ่งสืบดูจนรู้ความจริงจึงวางแผนกำจัดอย่างหวังผล พวกเขาหาดินสอพองมาทาตัวกลมกลืนกับผนังถ้ำ แล้วก็ซ่อนกำบังตัวรอโอกาสจนถึงยามใกล้รุ่ง อสูรองครักษ์พากันง่วงม่อยหลับสนิท อสูรฝ่ายร้ายก็เอาของเล่นมาล่อจนเสอกรีเอิสสมยอมวิ่งตามออกไปจากถ้ำเข้าไปในป่าใกล้เคียง อสูรออกท่าจะทำร้าย เสอกรีเอิสรู้ตัวก็สู้ยิบตา แปลงกายเป็นเทพ เป็นอสูร เป็นสิงโต เป็นเสือ เป็นพญางู เป็นม้า เป็นวัว ตอนเป็นวัวนี่แหละเสียท่า อสูรตนหนึ่งจับเขา อีก 4 ตนจับขากันตนละข้าง ดึงอย่างแรงจนร่างฉีกออกจากกัน ช่วยกันกินเนื้อสดๆจนไม่เหลือหลอ บังเอิญเทวีอธีนิผ่านมาพบเข้าแย่งได้แต่หัวใจเอาไปถวายเทวราชซูส ต่อจากนั้นเรื่องราวของเสอกรีเอิสก็จะปรับตัวเข้าข่ายของธาตุแอพเผิลโลว์เนียน

มีหลักฐานว่าชาวเกาะครีทโบราณมีพิธีศาสนาในถ้ำอายเดียประจำปี โดยปุโรหิตแต่งตัวชุดขาว มีการฆ่าวัวและกินเนื้อสดๆ ถวายแด่เทพซูสเสอกรีเอิส ซึ่งแสดงว่ามีความพยายามยกย่องโอรสเจ้าแม่ของตนระดับเทวราช พิธีฆ่าวัวกินเนื้อสดเพื่อระลึกถึงความเสียสละของเทพและการมีชีวิตใหม่ของเทพ ได้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางทั่วดินแดนกรีซจนถึงดินแดนปาเลสไตน์ตั้งแต่ก่อนรับอารยธรรมอารยัน กฎของโมเสสที่ “ห้ามต้มเนื้อลูกวัวในน้ำนมแม่” ก็น่าจะหมายถึงพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเทพกุมารเสอกรีเอิสที่นิยมในปาเลสไตน์โบราณมากๆ

ในอารยธรรมครีท มีพิธีกรรมระลึกถึงการฟื้นคืนชีพของเสอกรีเอิสและสมรสกับเทพธิดาแอร์เรอแอดนิ (Ariadne) ซึ่งพวกเขายกย่องเสมอเทพธิดาเผอเซฟเฝอนิ (Persephone) ของชาวอารยัน แต่ชาวอารยันยกย่องเทพดายเออนายเสิสเป็นเพียงโอรสบุญธรรมของเผอเซฟเฝอนิในธาตุแอพเผอโลว์เนียน และเป็นโอรสลับของซูสกับเผอเซฟเฝอนิในธาตุดายเออนายเฉิน

 

บรรณานุกรม

Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.

Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.

Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006

Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018