moses.jpg

ซอกแซกหามาเล่า (251)

กลุ่มผู้เคร่งธรรมบัญญัติของโมเสส

            Hased คือความภักดีต่อพระยาห์เวห์ Hasid คือผู้มีฮาเซดเป็นคนๆ และHasidim คือผู้มีฮาเซดหลายคน  เหล่าฮาซีด กลุ่มฮาซีด พหูพจน์ของภาษาฮีบรูผันฮาซีดเป็นฮาซีดีม ผู้ที่จริงจังกับการนับถือศาสนายูดาห์หรือยูเดียนทั้งหลายไม่ว่าจะมีเชื้อสายยิวหรือไม่คือฮาซีดีมไม่มากก็น้อย ผู้จริงจังมากและสร้างบทบาทไว้ในประวัติศาสตร์ก็จะมีชื่อเรียกเป็นกลุ่มพิเศษตามแนวโน้มพิเศษที่สังเกตได้ เช่น นาซาไรท์  ซีโลท เอสเซน คุมราน คัมภีราจารย์

 

นาซาไรท์

            นาซาไรท์(Nazarite บางทีก็ใช้สับสนกับคำ นาซารีน Nazarene ซึ่งแปลว่าชาวนาซาเร็ธ) คือผู้ที่พ่อแม่หรือตัวเองปฏิญาณถวายการดำรงชีวิตแก่พระยาห์เวห์ โดยปฏิญาณว่าจะถือบางอย่างเพิ่มจากที่โมเสสได้บัญญัติไว้ เช่น ถือโสด ปล่อยผมยาวตามยถากรรม ไม่ดื่มสุรา โดยเชื่อว่าพระยาห์เวห์จะประทานพรเป็นพิเศษ         เช่นแซมซันมีพลังอย่างเฮอร์คิวลิส ซามูเอลได้ยินเสียงพระยาห์เวห์ตรัสและโต้ตอบกันได้

ซีโลท

ซีโลท (Zealot) ศัพท์ภาษาอราเมก มาจากซีโลอ์  แปลว่าร้อนรน อดรนทนไม่ได้ นั่งดูดายอยู่ไม่ไหวที่เห็นผู้ละเมิดน้ำพระทัยของพระยาห์เวห์อย่างหน้าเฉยตาเฉย ผู้ประพันธ์เพลงสดุดีแสดงความรู้สึกดังกล่าวว่า “ซีโลอ์ต่อเรื่องบ้านของพระบิดาเผาผลาญใจข้าจนหมดสิ้น”  และพระคัมภีร์ยอห์นมีความเห็นว่าพระเยซูเคยเกรี้วยกราดต่อผู้ใช้บริเวณพระวิหารแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายโลกด้วยอารมณ์ซีโลอ์นี้แหละ (ดูยอห์น 2:17)

H.Merrel ผู้เขียนบทความ “Zealot” ใน The Interpreter’s Dictionary of Bible: Supplementary Volume ฟันธงให้ขบวนการซีโลทเกิดขึ้นในปีค.ศ.6 เมื่อยูดาห์ชาวกาลิลี (Judah the Galilean) แยกตัวนำสมาชิกมีดสั้น (the sicarii) แยกตัวเป็นกลุ่มอิสระจากกลุ่มฟาริสี เพื่อต่อต้านการปกครองของอำนาจโรมันด้วยวิธีจู่โจมด้วยมีดพกเป็นรายบุคคล มีวัยรุ่นเข้าขบวนการมาก พวกเขาฝึกการทำสงครามกองโจรด้วยมีดพกจนช่ำชองแล้วกระจายตัวกันไปซ่อนตัวหาเหยื่อตามถ้ำ ป่าเขาลำเนาไพร และตามสันแห่งเทือกเขายูเดียน เพราะมหารโรมันชอบใช้เป็นเส้นเดินทางเป็นหน่วยเล็กๆ ยูดาห์ชาวกาลิลีน่าจะถูกจับและประหารชีวิตในปีค.ศ.7 (ขณะพระเยซูมีพระชนมายุได้11พรรษา) บุตรชาย3คนเป็นผู้นำกลุ่มต่อไปคือ ยากอบ ซีโมน และเมนาเฮม (Menahem) ประวัติศาสตร์มิได้บันทึกว่ากลุ่มนี้ได้ทำอะไรเป็นล่ำเป็นสัน เพียงแต่บันทึกว่าในดินแดนปาเลสไตน์มีโจรอาละวาดมาก ซึ่งก็หมายถึงโจรจริงๆและกองโจรกู้ชาตินี้ด้วย ได้มีการปรับแผนปราบโจรใหม่ตั้งแต่ค.ศ.8 เป็นต้นมา คือให้กษัตริย์ราชวงศ์เฮโรด (อกริปปาที่ 1 และ 2) รับผิดชอบภาคเหนือตั้งแต่ทะเลสาบกาลิลีขึ้นไปจนจดซีเรีย ภาคใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของข้าหลวงโรมันประจำที่ซีเสอเรีย โดยมีทหารโรมันสนับสนุนเพียบทั้ง 2 เขต โจรที่ถูกจับเป็นได้จะถูกลงโทษตรึงกางเขนอย่างทรมานเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู บารับบาส (Barabbas) ที่ถูกจับในเวลาไล่เลี่ยกับที่จับพระเยซูน่าจะเป็นผู้นำกู้ชาติคนหนึ่งในกลุ่มนี้อย่างแน่นอน ส่วนโจร 2 คนที่ถูกตรึงกางเขนวันเดียวกันกับพระเยซูนั้น คนหนึ่งอาจจะเป็นโจรกู้ชาติ อีกคนหนึ่งอาจจะเป็นโจรจริงๆ

มีบันทึกในผลงานของข้าหลวงเถอเบร์เรียส แอลเลิกแซนเดอร์ (Tiberius Alexander 46-48) ว่าได้ตรึงกางเขนบุตรชาย 2 คนของยูดาห์ชาวกาลิลี คือ ยากอบกับซีโมน วาระข้าหลวงของคูมานุส (Ventidius Cumanus 48-52) มีบันทึกไว้ว่ามีโจรชุกชุมและห้าวหาญมาก ข้าหลวงคนต่อไปรัฐบาลโรมันส่งข้าหลวงมือปราบเฟลิกซ์ (Antonius Felix 52-58) ซึ่งได้ชื่อว่าจับโจรมาตรึงกางเขนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่ยิ่งปราบก็ยิ่งฮึกเหิมและเพิ่มจำนวนและเพิ่มจำนวนทหารโรมันถูกลอบฆ่าด้วยมีดพก มาถึงสมัยข้าหลวงอัลบีนุส (Albinus 62-64) ทหารโรมันไม่กล้าเข้าดูแลพื้นที่ราบระหว่างเยรูซาเลมกับนาซาเร็ธ สถานการณ์ตึงเครียด ครั้นเปลี่ยนตัวข้าหลวงเป็นฟลอร์รุส (Florus) กองโจรกู้ชาติก็เข้ายึดกรุงเยรูซาเลม เนมาเฮม (Nemahem) บุตรชายคนเล็กของยูดาห์ชาวกาลิลีคุมกำลังส่วนหนึ่งเข้ายึดป้อมมาซาดา (Mazada) จากทหารโรมัน ต่อจากนั้นก็พยายามขับไล่ทหารโรมันจากป้อมเล็กๆรายรอบระหว่างมาซาดากับเยรูซาเลมและสามารถสังหาญมหาปุโรหิตอนานุส (Ananus) ที่หลบซ่อนอยู่ในกองทัพโรมันได้ แต่ตัวเนมาเฮมเองก็ถูกเอเลอาซาร์ (Eleazar) บุตรชายของมหาปุโรหิตสังหารเช่นกัน ต่อจากนั้นก็เป็นวาระปราบกบฏกู้ชาติอย่างเป็นทางการโดยเวิสแพสเฉิน (Vespasian) กับทีทเถิส (Titus) ยกทัพโรมันจากซีเรียมาปราบขั้นแตกหักในปีค.ศ.70 กองโจรกู้ชาติเดนตายพากันไปรวมตัวที่ป้อมมาซาดาสู้ต่อไปจนตายหมดทุกคนในปีค.ศ.74

ซีโลทรุ่นใหม่ที่เป็นศิษย์ของพระเยซู เท่าที่ปรากฏนามในพระคัมภีร์มี 1. ยูดาห์สมญานามว่าซีโลทผู้ทุ่มเทเอาจริง(Judah the Zealot) คงจะใช้เรียกกันในหมู่ผู้ติดตามพระเยซู เพื่อให้แยกกันออกจากยูดาห์อีกคนหนึ่งซึ่งให้ฉายากันว่าอิสคารีโอทชาวเครีโอท (Kerioth) 2.นักบุญเปาโล ให้สมญาตัวเองด้วยคำภาษากรีกว่า Zelotes ทั้งยังรับรองว่าผู้อ่านจดหมายของท่านก็เป็นพวก Zelotes อยู่แล้ว ท่านจึงอยากจะขอเข้าขบวนการด้วย (ดูคัมภีร์กิจการ 22:3)

ฟาริสี

            ฟาริสี มาจากคำฮีบรู ปารูช, พหูพจน์ผันเป็นปารูชีม แปลว่าผู้แยกตัวโดยทำตัวให้เด่นผิดกับผู้อื่น ความหมายแท้ก็คือผู้เคร่งครัดในการเรียกร้องให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของโมเสสทุกข้อเท่าที่มีหลักฐานรู้ได้ เพราะนั่นเป็นน้ำพระทัยของพระยาห์เวห์ผู้ประทานมาให้แก่โมเสสแต่ผู้เดียว

อุดมการณ์นี้ท้าวความถอยหลังไปได้ถึงสมัยโมเสส เมื่อโมเสสอ้างว่าได้รับพระบัญญัติมาจากพระยาห์เวห์โดยตรงเพื่อนำมาบอกให้ชาวอิสราเอลปฏิบัติ ก็แน่นอนว่าทุกข้อต้องมีความสำคัญ เพราะมาจากคำสั่งของพระผู้สร้างและผู้ทรงเลือกสรรชาติอิสราเอลเป็นชาติตัวอย่างในอาณาจักรขอ

งพระองค์ซึ่งจะต้องคงอยู่นิรันดร ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโมเสสได้เขียนหรือให้ใครเขียนไว้ นอกจากพระบัญญัติ 10 ประการที่พระยาห์เวห์เองได้ทรงจารึกนำมามอบให้แก่โมเสส  เท่าที่รู้กันว่าโมเสสทำก็คือ มอบให้อาโรนแห่งตระกูลเลวีและผู้สืบตระกูลเพศชายทุกคนรับผิดขอบจดจำนำไปสอนเป็นผู้สอนหลัก ให้ผู้สืบตระกูลเลวีเพศชายทั้งหมดรับผิดชอบในฐานะผู้สอนรอง ซึ่งก็คงจะหมายความว่าให้ช่วยกันจำและนำไปสอน ใครจะเขียนอะไรไว้ช่วยความจำก็ไม่ว่ากัน แต่ขณะที่กำลังเดินทางอยู่ในทะเลทรายอย่างนั้นคงหาอุปกรณ์การเขียนได้ไม่ง่ายนัก ในระหว่างที่โมเสสยังมีชีวิตอยู่ก็เชื่อได้ว่าคงได้มีการอบรมและซักซ้อมความเข้าใจกันดีเรียบร้อย แต่ครั้นโมเสสสิ้นชีวิตไปแล้วและต่างก็แยกย้ายไปอยู่ในเขตแดนของตนโดยมีคนตระกูลเลวีตามไปช่วยดูแลตามอัธยาศัยแล้ว นานไปหลายชั่วคนผ่านไป  สิ่งที่จำได้ก็อาจจะเหลือลดน้อยลง ที่ต่างคนต่างเขียนไว้แหละคงจะมีมากขึ้นแต่ทว่าผิดเพี้ยนกันไปทีละเล็กละน้อย หลักการที่ว่าใครรู้แค่ไหนย่อมสอนน้อยกว่าที่รู้ก็คงจะเกิดขึ้น ครั้นดาวิดรวบรวมราชอาณาจักรได้สำเร็จก็คงได้คิดรวบรวมแต่คงยังทำไม่ได้มากนัก มาถึงสมัยของกษัตริย์ซาโลมอนซึ่งได้สร้างวังและจัดราชสำนักขึ้นอย่างทันสมัยในสมัยนั้นแล้ว ก็ย่อมจะมีกองอาลักษณ์ที่รวบรวมปัญญาชนของแผ่นดิน ได้มีการเก็บรวบรวมหลักฐานและประกาศใช้อย่างเป็นทางการในราวก.ค.ศ.950 (รุ่นเดียวกันกับมหากาพย์ของโฮเมอร์) ที่เรียกว่าเอกสารอี (the E-Document) ซึ่งส่วนหนึ่งคือคำสั่งและคำสอนของโมเสส ซึ่งก็คงไม่ครอบคลุมและไม่รัดกุมพอ ทำให้ทั้งกษัตริย์เองและประชาชนพากันนับถือพระยาห์เวห์ของโมเสสกับพระบาอัลของชาวพื้นเมืองเดิมปนคละกัน ถือบทบัญญัติของโมเสสปนคละกับไสยศาสตร์พื้นบ้านคานาอัน รวมทั้งปุโรหิตและคนเลวีก็สร้างวิหารและประกอบพิธีกรรมปนคละกันทั้งถวายพระยาห์เวห์และพระอื่นๆสารพัดปนเปกันจนแยกไม่ออกว่าอะไรดีอะไรเลวผิดศีลธรรมหรือไม่ ประกาศกอ้างคำเตือนสติของพระยาห์เวห์มาป่าวร้องจนคอโป่งก็ไม่มีใครฟังมากนัก แม้จะขู่ว่าจะสูญเสียบ้านเมืองก็ไม่มีใครยอมรู้เรื่อง จนมหาอาณาจักรแอสซีเรียยกทัพมาทำลายราชอาณาจักรฝ่ายเหนือราบเป็นหน้ากลองในปีค.ศ.722 กวาดต้อนผู้คนไปจนหมดสภาพที่จะฟื้นตัวได้ ราชอาณาจักรฝ่ายใต้ไม่ถูกทำลายเพราะยอมเป็นเมืองขึ้นแต่โดยดี แต่ก็เสียขวัญอย่างหนัก มีเสียงเรียกร้องหนาหูว่าต้องหันกลับมาภักดีต่อพระยาห์เวห์ดังเดิมคือดังเช่นสมัยของโมเสส  แต่ปัญหาว่าจะทำอย่างไรดี ข้อเสนอแนะค่อนข้างจะตรงกันว่า ต้องร่วมใจกันปฏิบัติตามพระบัญญัติให้เคร่งครัดและครอบคลุม จึงระดมกำลังกันเสาะหาว่าใครมีพระบัญญัติเก็บไว้ใช้ส่วนตัวให้นำออกมาแสดงให้หมด มีจำนวนหนึ่งที่มาจากผู้รี้ภัยนำมาจากราชอาณาจักรฝ่ายเหนือคือเอกสารอี (E-Document) อันเป็นคัมภีร์เก่าแก่ที่เชื่อว่าดั้งเดิมมาร่วมสมทบด้วย ได้มีการตั้งคณะทำงานรวบรวมสะสาง มีผู้อ้างว่าได้พบประมวลธรรมบัญญัติของโมเสส นักวิชาการให้ชื่อว่าเอกสารดี (D-Document) ไม่รู้ว่าใครได้ทำไว้ตั้งแต่เมื่อใด กรรมการตรวจเช็คและตรวจสอบจนน่าเชื่อว่าถูกต้องตามพระประสงค์ของพระยาห์เวห์แน่แล้ว กษัตริย์โยซียาห์ (Josiah) ประกาศใช้เป็นทางการและดูแลให้ทุกคนปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด สิ่งที่ได้มาใหม่นี้ถือว่าป็นเอกสารดี (D-Document) ของคัมภีร์พ้นธสัญญาเดิมมาจนทุกวันนี้ จึงถือได้ว่ากษัตริย์โยสิยาห์เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มฟาริสีที่สำคัญคนหนึ่งทีเดียว

โยสิยาห์เป็นโอรสของกษัตริย์อามอน (Amon) แห่งยูดาห์ซึ่งดำเนินนโยบายเอาใจแอสซีเรียโดยรับนับถือศาสนาของเมโสโพเทเมีย ถูกปลงพระชนม์โดยข้าราชการใกล้ชิดซึ่งประชาชนไม่เห็นชอบจึงรุมประชาทัณฑ์กบฏและยกพระยุพราชอายุ 8 ชันษาขึ้นเป็นกษัตริย์โดยมีพระมารดาเป็นผู้สำเร็จราชการ พระมารดามีศรัทธาซื่อสัตย์ต่อศาสนาพระยาห์เวห์เพียงศาสนาเดียวและให้การอบรมศึกษาพระยุพราชเป็นอย่างดี ครั้นพระชนมายุได้16ชันษา (ก.ค.ศ.632) ก็ทรงใช้พระอำนาจเอง

ทรงเห็นว่าทางแอสซีเรียกำลังมีปัญหากับมหาอาณาจักรบาบิโลเนียที่กำลังโตวันโตคืน โยสิยาห์ถือโอกาสประกาศให้ทั่วราชอาณาจักรรื้อฟื้นการนับถือศาสนาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ วางระเบียบการบริหารปกครองทั้งการเมืองและการศาสนาตามธรรมบัญญัติของโมเสสทั้งหมด ให้อาลักษณ์จัดการสะสางคัมภีร์ศาสนาให้สมบูรณ์ที่สุด ประกาศให้มีการประกอบพิธีศาสนาในวิหารแห่งกรุงเยรูซาเลมเพียงแห่งเดียวและจัดให้ปุโรหิตเข้าประจำทุกตำแหน่งและคนตระกูลเลวีเข้าประจำทุกตำบลและหมู่บ้าน ให้มีการศึกษาพระคัมภีร์เพื่อนำออกปฏิบัติกันจริงๆ ให้ทำการสะสางพระคัมภีร์ให้ถูกต้องและครบถ้วน ทั้งยังชักชวนให้ชาวยิวทั้งหลายนอกราชอาณาจักรของพระองค์ให้ความร่วมมือด้วยซึ่งก็ได้ผลพอสมควรทีเดียว มีอำนาจถึงไหนก็จัดระเบียบใหม่ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของโมเสสถึงนั่น ในด้านศาสนานั้นต้องนับถือศาสนาพระยาห์เวห์เท่านั้น แท่นบูชาเทพทั้งหลายสั่งให้รื้อทิ้งหมด พิธีกรรมใดไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของโมเสสให้ยุติหมดและใช้ข้อบังคับของโมเสสเข้าแทนที่และต้องปฏิบัติด้วยอย่างเคร่งครัด ข้าราชการคนใดไม่เลื่อมใสศรัทธาต่อพระยาห์ก็ให้ปลดออกและแต่งตั้งผู้เคร่งศาสนาพระยาห์เวห์เข้ารับตำแหน่งแทน โยสิยาห์ปฏิบัติการราวกับเป็นมหาราชผู้พยายามรวบรวมอาณาจักรของดาวิดให้เป็นปึกแผ่นดังเดิม โดยไม่เกรงกลัวว่าจักรพรรดิแห่งแอสซีเรียจะทรงพิโรธ อันที่จริงนั้นก็คงจะพิโรธไม่ออก เพราะราชอาณาจักรบาบิโลเนียที่เคยเป็นเมืองขึ้นเกิดเหิมเกริมยกทัพมาาตีเมืองแม่เสียเองจนยึดกรุงนีนีเวห์ (Niniveh) เมืองหลวงของแอสซเรียได้สำเร็จ เสียความเป็นใหญ่แก่บาบิโลเนียอย่างเด็ดขาดในปีก.ค.ศ.609 ในปีเดียวกันนั้นเองโยสิยาห์ก็สิ้นพระชนม์ในสนามรบ เพราะราชอาณาจักรอียิปต์ส่งกองทัพไปช่วยกู้แอสซีเรีย แต่โยสิยาห์อยากให้แอสซีเรียพ่ายแพ้แก่บาบิโลเนีย จะได้ไม่มาตอแยกับการแข็งเมืองของตน

แม่ทัพอียิปต์ครั้นเห็นว่าแอสซีเรียพ่ายแพ้แก่บาบิโลเนียแล้ว ก็ไม่เดินทัพต่อ แต่ยึดยูดาห์เป็นเมืองขึ้นและเตรียมรับมือการรุกรานของมหาอาณาจักรบาบิโลเนียใหม่หรือแคลเดียก็เรียก ทายาทของโยสิยาห์ไม่สนใจการปฏิรูปศาสนาของโยสิยาห์  ปล่อยให้ประชาชนหันกลับไปนับถือเทพต่างๆตามเดิม มิไยเยเรมียาห์ (Jeremiah) จะตักเตือนในนามของพระยาห์เวห์สักเท่าใดก็ไม่สู้มีผู้สนใจ นอกจากคณะปุโรหิตในกรุงเยรูซาเลม แต่สนใจเอาใจชาวอียิปต์เพื่อลาภยศมากกว่า บาบิโลเนียครั้นจัดการกับมหาอาณาจักรใหม่ของตนได้เรียบร้อยแล้ว ก็ยกทัพใหญ่มายึดและเผากรุงเยรูซาเลมราบเป็นหน้ากลองในปีก.ค.ศ.598 กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยณกรุงบาบิโลนเพื่อมิให้เป็นกำลังแก่ฝ่ายอียิปต์ บรรดาปุโรหิตและคนตระกูลเลวีที่ถูกกวาดต้อนไปช่วยกันนำเอาพระคัมภีร์ที่ช่วยกันสะสางติดตัวไปด้วย โดยหวังจะสืบศาสนาต่อไปเท่าที่จะทำได้ การเป็นเชลยศึกที่กรุงบาบิโลนครั้งนี้คงมิได้เป็นทาสอย่างทาสที่ซื้อขายกันในมหาอาณาจักรโรมัน หรือทาสนิโกรในสหรัฐอเมริกาก่อนการเลิกทาส หรือทาสในเรือนเบี้ยอย่างที่เห็นในภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่เป็นทาสแบบไพร่หลวง คือถูกกักอยู่ในเนื้อที่หนึ่งบริเวณชานเมือง สร้างบ้านเรือนอยู่กันตามอัธยาศัยเป็นครอบครัวๆ ภายในกลุ่มให้ดูแลกันเองตามธรรมประเพณีของโมเสส โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลบาบิโลเนียกำกับดูแลอย่างหลวมๆ เป็นคนกลางเอาคำสั่งมาสั่งอย่างรวมๆและกลับไปรายงานอย่างรวมๆ ปุโรหิตจึงทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสอนและอบรมความประพฤติของเชลยทุกคน มีการละเมิดธรรมประเพณีก็จัดการลงโทษกันเองเป็นการภายใน หากเห็นว่าจะควบคุมสถานสถานการณ์ไม่ได้จึงจะรายงานให้ผู้กำกับแก้ปัญหา ไม่มีใครแต่งตั้งมหาปุโรหิตและไม่มีพระวิหารให้ประกอบพิธีกรรม คงมีแต่การสวดมนต์ อ่านพระคัมภีร์และเทศนาเตือนใจเท่านั้น คนตระกูลเลวีทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยปุโรหิตตามแต่จะได้รับมอบหมาย มีการเน้นการศึกษาพระคัมภีร์โดยเฉพาะธรรมบัญญัติของโมเสสเป็นพิเศษซึ่งเป็นไปโดยอัตโนมัติว่าใครอยากรู้ก็จะไปขอเรียนรู้จากผู้ที่เชื่อว่ารู้ดีกว่าตนโดยไม่สนใจว่ามีอายุมากน้อยเพียงใดหรือเป็นคนตระกูลใด หรือมีตำแหน่งระดับใดทางศาสนาหรือไม่ ปรากฏว่าในสถานการณ์เช่นนี้ใครที่มีปัญญาเรียนได้เท่าใดก็อยากจะเรียนให้รู้ดีที่สุดและมากที่สุด เพราะทุกคนที่รอดตายมาได้และถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลยย่อมมีส่วนร่วมในชะตากรรมของชาติอย่างไม่มีทางเลี่ยงและไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่จริง สัตบุรุษจำนวนมากสนใจศึกษาและมีความรู้มากกว่าคนตระกูลเลวีและปุโรหิตจนกลายเป็นคัมภีราจารย์ผู้สอนและเป็นต้นแบบของการปฏิบัติ เป้าหมายของการศึกษาก็คืออยากรู้น้ำพระทัยของพระยาห์เวห์เพื่อแก้ไขปัญหาของชาติให้ตรงประเด็น ผู้ได้รับการยกย่องว่าเด่นในเป้าหมายนี้ ไม่ว่าจะเป็นใคร ลูกใครหลานใครจะได้สมญาว่า”ฟาริสี” แปลว่าผู้แยกตัวเด่นในสังคม คือ เป็นคัมภีราจารย์เก่งแตกฉานและสอน ได้เด่นกว่าคัมภีราจารย์อื่นๆตรงที่เคร่งครัดทั้งสอดส่องดูแลคนอื่นและตัวเองก็ปฏิบัติด้วย ถ้าเคร่งเฉพาะเคี่ยวเข็ญคนอื่นแต่ตัวเองปฏิบัติแบบผักชีโรยหน้าจะได้ชื่อว่าฟาริสีหน้าไหว้หลังหลอก พระเยซูจะเรียกว่าพวกฟาริสีประเภทหน้าไหว้หลังหลอกว่าเป็นประกาศกเทียม

พลพรรคฟาริสีพบว่า ตั้งแต่การปฏิรูปศาสนาล้มเหลวเพราะการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์โยสิยาห์ กษัตริย์องค์ต่อๆมาไม่สนพระทัยสืบสานเจตนา ประชาชนทั้งหลายก็พลอยตามไปด้วย มิไยพระยาห์เวห์จะได้ส่งประกาศกกระบอกเสียงของพระองค์ให้ประกาศเตือนสติสักปานใดก็เอาหูทวนลมกันไปหมด ที่กลับเย้ยหยันเป็นเรื่องขบขันลงมือลงไม้ด่าทอขับไล่ก็มี ผลก็คือทุกอย่างเกิดขึ้นตามที่ประกาศกเยเรมีย์พยากรณ์ไว้ราวกับตาเห็น ท่านยังพยากรณ์ต่อด้วยว่า หากชาวยิวรู้ตัวสำนึกผิดกลับมาภักดีต่อพระองค์ตามเดิมโดยรื้อฟื้นการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างครบถ้วน พวกเขาจะได้กลับไปสร้างกรุงเยรูซาเลมขึ้นมาใหม่ ซึ่งดูตามสายตามนุษย์แล้วก็ไม่เห็นลู่ทางใดจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่มีทางอื่นใดให้เลือก จึงน่าจะลองดู ใครได้ฟังนโยบายนี้ของชาวฟาริสีเข้าก็มีแต่จะสนับสนุน ให้ความเห็นชอบและให้กำลังใจ

 

พยากรณ์ขู่ก่อนเสียเมือง

  1. ท่านทั้งหลายจงเงี่ยหูและฟังเถิด อย่าหยิ่งยะโส

เพราะพระยาห์เวห์กำลังตรัส

  1. จงถวายพระสิริรุ่งโรจน์แด่พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านเถิด

ก่อนที่ความมืดจะมาถึง

ก่อนที่เท้าของท่านจะสะดุดบนภูเขาในยามพลบค่ำ

ท่านทั้งหลายรอคอยแสงสว่าง

แต่พระองค์จะทรงทำให้แสงสว่างเป็นความมืด

จะทรงทำให้เป็นความมืดทึบ

17.ถ้าท่านไม่ยอมฟังคำตักเตือนนี้

ข้าพเจ้าก็จะแอบไปร้องไห้เพราะความหยิ่งยโสของท่าน

เพราะฝูงแกะของพระยาห์เวห์จะถูกต้อนไปเป็นเชลย(เยเรมีย์ 13:15-17)

และพวกเขาก็คือเชลยที่ถูกต้อนมานั้นเองแหละ

 

พยากรณ์ที่ให้ความหวังใหม่

  1. พระยาห์เวห์ตรัสว่า

ถ้าท่านกลับใจ เราจะให้ท่านกลับถิ่น

และท่านจะยืนอยู่ต่อหน้าเรา

ถ้าท่านรู้จักแยกสิ่งประเสริฐจากสิ่งไร้ค่า

ท่านจะเป็นเหมือนปากของเรา

  1. เราจะทำให้ท่านเป็นเหมือนกำแพงทองสัมฤทธิ์

ที่มั่นคงสำหรับประชากรนี้ (เยเรมีย์ 15:19-20)

 

ก.ค.ศ.539 ชาวเปอร์เซียยึดอำนาจจากชาวแคลเดียน อนุญาตและอนุเคราะห์ให้ชาวยิวกลับคืนถิ่นเพื่อสร้างกรุงเยรูซาเลมใหม่ สร้างพระวิหารใหม่ และสร้างราชอาณาจักรใหม่ และอยู่อย่างสงบสบาย ชาวฟาริสีจึงอ้างเป็นเหตุผลว่าต้องรู้และปฏิบัติพระธรรมบัญญัติให้เคร่งครัดไว้เท่านั้น ชาติและประชาชนจึงจะอยู่ดีมีสุข และชาวฟาริสีก็ยังมีบทบาทเป็นขวัญใจและเป็นผู้นำทางด้านจิตใจของชาวบ้านยิวเรื่อยมาจนถีงสมัยพระเยซู

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018