HerodtheGreat

ซอกแซกหามาเล่า (247)

การทำงานของพรรคเฮโรเดียน

             ก.ค.ศ.44 จูเลียส ซีเสอร์ (Julius Caesar) ผู้มีอำนาจสูงสุดของมหาอาณาจักรโรมันถูกกบฎสังหารในห้องประชุมรัฐสภาก่อนเปิดประชุมนิดเดียว

ก.ค.ศ. 43 อันทิปัส (Antipas) ซึ่งซีเสอร์แต่งตั้งให้ปกครองปาเลสไตน์ก็ถูกฆาตกรรมด้วย

ก.ค.ศ.42  เอิกแทฟเวียน (Octavian) หลานลุงของซีเสอร์และมาร์คแคนเธอนียึดอำนาจจากกบฎได้ แต่งตั้งให้บุตร 2 คนของอันทิปัส” เป็นผู้ปกครองปาเลสไตน์ คือฟาซาเอล (Phasael) และเฮโรด (Herod)

ก.ค.ศ.40 อันทิโกนุส (Antigonus) โอรสองค์สุดท้องของแอร์เริสทาบเบอเลิสที่ 2 (Aristobulus II) นำชาวพาร์เธียเข้ายึดเยรูซาเลม ตั้งตัวเองเป็นกษัตริย์และปุโรหิต ฟาซาเอลถูกสังหาร เฮโรดหนีไปกรุงโรม เอิคแทฟเวียนและมาร์คแคนเธอนิแต่งตั้งเฮโรดเป็นกษัตริย์แห่งยูเดีย

ก.ค.ศ.37 เฮโรดนำกองทัพโรมันยึดเยรูซาเลมได้ สะสางการปกครองตามนโยบายของรัฐบาลโรมัน แต่งตั้งแอร์เริสทาบเบอเลิสที่3พี่ชายาเป็นมหาปุโรหิต (เพราะตนเองแต่งงานกับมาเรียมน้องสาวของแอร์เริสทาทเบอเลิส สองพี่น้องนี้เป็นหลานปู่ของแอร์เริสทาบเบอเลิสที่ 2 และหลานตาของเหอร์แคนเนิสที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ถูกตัดใบหูหมดสิทธิ์เป็นมหาปุโรหิตแต่อยากให้หลานชายเป็น)

ก.ค.ศ.36 แอร์เริสทาบเบอเลิสที่ 3 ถูกลอบสังหารเพื่อตัดปัญหาอิทธิพลจากพรรคซาโดเคียนที่อยากให้แอร์เริสทาบเบอเลิสเป็นกษัตริย์ควบอีกตำแหน่งตามธรรมเนียม เสร็จแล้วก็แต่งตั้งคนไม่มีพิษสงดำรงตำแหน่งมหาปุโรหิต

ปัญหาภายในครอบครัวเฮโรเดียนยังลงลึกกว่านั้น เพราะแอลเลิกแซนเดรอ (Alexandra) แม่ยายเป็นเพื่อนสนิทกับพระราชินีแห่งอียิปต์ซึ่งออดอ้อนมาร์คแคนเธอนิอยากจะได้ปาเลสไตน์ทั้งหมดไปขึ้นกับอียิปต์เหมือนในสมัยทาเลอมิที่ 1 และขณะนั้นมารคแคนเธอนิก็ได้อนุมัติให้เยริโคและเมืองบริวารซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจดีเป็นเขตปกครองพิเศษของคลีโอพาทเทรอแล้ว ซึ่งแม่ยายแอลเลิกแซนเดรอก็เห็นชอบเพราะมีโอกาสได้พบพระสหาย และเมื่อมหาปุโรหิตซึ่งเป็นพี่ชายถูกพบจมน้ำตายในสระว่ายน้ำ แม่ยายแอลเลิกแซนเดรอก็ขอให้พระสหายคลีโอพาทเทรอออดอ้อนให้มาร์คแคนเธอนิช่วยเอาเรื่องเฮโรด เป็นเหตุให้มาร์คแคนเธอนีเรียกตัวเฮโรดไปสอบสวนด้วยตนเองทันที และกษัตริย์เฮโรดก็ต้องรีบไปให้การด้วยใจระทึก แต่มาร์คแคนเธอนิกลัวเอกเทเวียนมากกว่าเกรงใจคลีโอพาสเตรอและแอลเลิกแซนเดรอ จึงตัดสินยกฟ้อง แต่เฮโรดเองก็ตระหนักดีว่าฐานะของตนไม่มั่นคงนักภายใต้ความพอใจของมาร์คแคนเธอนิ แต่ก็ต้องหวานอมขมกลืนไปก่อน เพราะยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้จนถึงปีก.ค.ศ.31

ก.ค.ศ.31มาร์คแคนเธอนิมีอันต้องยกทัพที่สนับสนุนตนไปประจันหน้าชิงดำกับทัพที่สนับสนุนเอิกแทฟเวียนที่แอคเฉิม (Actium) และพ่ายแพ้อย่างเสียรูป เอิกแทฟเวียนเรียกตัวเฮโรดไปพบเป็นการส่วนตัวเพื่อวัดใจกันอย่างลูกผู้ชายชาติทหาร เฮโรดเปิดใจหมดเปลือกให้เอิกแทฟเวียนตัดสินใจจากใจจริง และใจจริงของเอิกแทฟเวียนก็พอใจเฮโรดมาก ยืนยันให้เป็นกษัตริย์ต่อไป คืนดินแดนที่คลีโอพาสเทรอใช้เล่ห์เหลี่ยมผนวกไปเป็นของตนทั้งหมด ทั้งยังขยายเขตปกครองออกไปทางตะวันออกสุดชายแดนมหาอาณาจักรและทางเหนือจดซีเรีย ทำให้เฮโรดมีราชอาณาจักรใหญ่ทัดเทียมกับกษัตริย์เดวิดในอดีต 1,000 ปีก่อน นักประวัติศาสตร์ยกย่องให้เฮโรดเป็นมหาราช สมกับความมุ่งมาดปรารดถนาของเฮโรดทุกประการ ซึ่งเฮโรดภูมิใจและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใดตลอดชีวิต พยายามรักษาไว้ด้วยการพยายามเอาใจชาวยิวทุกอย่างเพื่อให้เป็นที่รักของผู้ถูกปกครองในขณะเดียวกันก็ให้ถูกใจผู้ค้ำประกันตำแหน่งของตนเป็นอย่างดีด้วย ขณะเดียวกันก็สอดส่องขจัดทุกคนที่สงสัยว่าจะบ่อนทำลายตนอย่างไม่ไว้หน้า เกื้อหนุนอย่างเต็มที่ทุกคนที่สนับสนุนตำแหน่งอำนาจหน้าที่ของตน แหละนี่คือที่มาและรากฐานของพรรคเฮโรเดียน

 

การบริหารงานภายใน

            เมื่อปัญหากับพระนางคลีโอพาทเทรอที่ 7 แห่งอียิปต์ผ่านพ้นไปราวกับบุญหล่นทับ ทั้งได้ปรับความเข้าใจกับจักรพรรดิเอิกแทฟเวียนได้ดีเกินความคาดหมายก็รู้สึกสบายใจไปส่วนหนึ่ง ต่อจากนั้นไปก็คิดเฉพาะด้านเดียว คือทำอย่างไรจึงจะสร้างและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่พรรคเฮโรเดียน งานสำคัญคือ สร้างกองทัพเฮโรเดียนให้แข็งแกร่ง มีหลักฐานว่าได้ส่งทหารยิว500นายไปร่วมรบในกองทัพโรมันเมื่อแม่ทัพอีเลียส แกลเลิส (Aelius Gallus) ยกทัพไปปราบโจรแซบเบียน (Sabaens) ในอาระเบียซึ่งถูกใจจักรพรรดิมาก ซ่อมแซมป้อมที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของพระวิหารที่ชื่อว่าป้อมแอนเธอเนีย (Antonia) สร้างป้อมมาซาดา (Masada) ที่มุมตะวันเฉียงใต้ของทะเลตาย ป้อมมาเครุส (Machaerus) ทางตะวันออกของทะเลตาย สร้างป้อมเฮโรเดโยน (Hefodeion) ป้องกันเยรูซาเลม สร้างป้อมเฮโรเดโยน ทางชายแดนตะวันออก สร้างป้อมอเล็กซานเดรอิโยน(Alexandreion) ป้องกันเยริโค สร้างเมืองเช่น Antipatris, Phasaelis, Agrippeion, Sebaste, และที่สำคัญที่สุดคือเมืองท่า ซีเสอเรีย (Caesarea) บนฝั่งทะเลตะวันตกเป็นอนุสรณ์แด่จักรพรรดิซีเสอร์อเกอสเถิส ใช้เวลาสร้าง 12 ปี กลายเป็นเมืองสำคัญที่สุดแห่งปาเลสไตน์ในกาลต่อมา ที่สำคัญที่สุดรองลงมาคือต่อเติมและปรับปรุงพระวิหารชของพระยาห์เวห์เป็นของขวัญที่ถูกใจชาวยิวทั้งชาติ เริ่มตั้งแต่ปีก.ค.ศ.19 โดยเกณฑ์ชาวเลวีผู้ช่วยปุโรหิตประมาณพันคนมาฝึกเป็นช่างก่อสร้างด้านต่างๆ โดยกำชับว่าตลอดเวลาระหว่างก่อสร้างต้องไม่งดพิธีกรรมใดเลยในพระวิหาร ทุกสัดส่วนให้มีการประดับตกแต่งอย่างไม่อั้น กลายเป็นที่เลื่องลือกันระดับนานาชาติและเป็นศูนย์กลางทัศนาจรนานาชาติ งานขั้นพื้นฐานสำเร็จลงใน10ปี กษัตริย์เฮโรดอนุมัติให้ทำพิธีอภิเษกขั้นหนึ่งก่อนเพื่อประกาศใช้เป็นอาคารศักดิ์สิทธิ์ของศาสนายูดาห์ ขั้นต่อมาคือตกแต่ง สำเร็จลงในปี ค.ศ.63  แน่นอนว่าชาวยิวชอบและภูมิใจมาก แต่อีกใจหนึ่งก็ฉงนตันอึ้ง เพราะ

1) เฮโรดได้ออกทุนสร้างเทวสถานให้เทพเทวีของชาวกรีก-โรมันมากมายทั้งในยูเดีย ปาเลสไตน์ และที่อื่นๆอีกมากทั่วมหาอาณาจักรโรมัน การทำเช่นนี้ชาวยิวถือว่าเป็นชายหลายโบสถ์คบไม่ได้ จะไปสวรรค์ไหนก็ให้เจาะจงเสียสวรรค์หนึ่ง จะเล่นจองเสียทุกสวรรค์อย่างนี้ไม่มีสวรรค์ไหนจะยอมให้เข้า

2) เมื่อเสนาบดีซิลเลอุส (Syllaeus) แห่งมิตรประเทศเนบาเทอา (Nebataea) มาสู่ขอน้องสาวซาโลเมไปเป็นภรรยาก็ได้เรียกร้องให้ทำพิธีเข้าสุหนัดตามกฎของโมเสสเสียก่อน ชาวยิวพากันพอใจเพราะแสดงว่าถือเคร่งในศาสนายูดาห์ แต่ไฉนจึงยอมให้ตั้งปฏิมารูปเหมือนของตนในเทวาลัยแห่งบาตาเนอา (Batanaea) ซึ่งละเมิดกฎของโมเสสชัดๆ

3) เมื่อปี ก.ค.ศ.19 ชาวฟารีสีไม่ยอมเข้ารัฐพิธีสาบาณตนภักดีต่อรัฐบาลโรมัน ครั้น 10 ปีล่วงมากลับลงโทษไม่ไว้หน้า นอกจากนั้นนักศึกษาศาสนาคนหนึ่งปีนขึ้นไปดึงเอาตรานกอินทรีที่เฮโรดประดิษฐานไว้เหนือประตูใหญ่เข้าพระวิหาร ลงมาทุบทำลายก็ถูกจับตัวไปลงโทษอย่างหนักทั้งๆที่นักศึกษาคนนั้นทำด้วยเจนตนารักษากฎของโมเสส

4) ตอนต้นรัชกาล เฮโรดอุตส่าห์หย่าภรรยาคนแรกดอร์เริส (Doris) แต่งงานกับมาเรียมและยกย่องให้เป็นเอกอัครมเหสีได้โอรส 2 องค์และส่งไปศึกษาณกรุงโรมเพื่อเตรียมให้เป็นรัชทายาท ซึ่งชาวยิวถูกใจอย่างที่สุด เพราะแอร์เริสทาบเบอเลิสที่ 4 และแอลเลิกแซนเดอร์ที่ 3 เป็นเหลนตาทวดของเหอร์แคนเนิส และเป็นเหลนปู่ทวดของแอร์เริสทาบเบอเลิสที่ 2  แต่เหตุไฉนในปีก.ค.ศ.29 ก็ประหารชีวิตมาเรียมด้วยอารมณ์หึง และต่อมาในปีก.ค.ศ.7 ก็สั่งประหารรัชทายาททั้ง 2 แห่งเชื้อพระวงศ์ฮัสโมเนียนเพียงแต่มีรายงานว่าทั้ง 2 รวมหัวกันชิงอำนาจ แล้วก็แต่งตั้งโอรสองค์ใหญ่อันทิปาแตร์ (Antipater) ขึ้นเป็นรัชทายาทแทน ซึ่งเป็นโอรสจากมเหสีองค์แรกดอร์เริสซึ่งไม่มีเชื้อสาย อยู่มาไม่นานก็แคลงว่าจะไม่ซื่อสัตย์ จึงถอดตำแหน่งไปยกให้แก่เฮโรดที่ 2 ที่เกิดจากมาเรียมที่ 2 ซึ่งเอามาเป็นมเหสีแทนมาเรียมที่ 1 ตั้งแต่ก.ค.ศ.29 เธอเป็นธิดาของมหาปุโรหิตซีโมนโบเอธุส (Simon Boethus) แทนแอร์เริสแทบเบอเลิสที่ 3 ที่ตายในสระว่ายน้ำโดยน่าสงสัยว่าถูกลอบปลงพระชนม์ มาถึงก.ค.ศ.5 ก็ผิดใจยกครัวคือ ถอดคุณตาออกจากตำแหน่งมหาปุโรหิต หย่ากับมารดามาเรียม2 และถอดตำแหน่งรัชทายาทไปแต่งตั้งอันทิปาสที่ 2 อันเป็นโอรสองค์เล็กสุดที่เกิดจากชายามัลธาเกชาวซามารีตัน (Malthake the Samaritan)

กษัตริย์เฮโรดมหาราชสิ้นพระชนม์ลงในเดือนมีนาคม ก.ค.ศ.4 ก่อนสิ้นพระชนม์เพียง 5 วันได้ออกคำสั่งประหารชีวิตโอรสองค์ใหญ่อันทิปาแตร์ที่เกิดจากชายาองค์แรกดอร์เริส ทำพินัยกรรมยกมรดกให้โอรสเพียง 3 องค์ ทั้งๆที่มี 9 องค์ประหารชีวิตไป3องค์ พินัยกรรมระบุให้อารเค-ลาอัสพี่ชายของอันทิปาสที่ 2 เป็นกษัตริย์แห่งยูเดีย ซามาเรียและอีดุเมอา อันทิปาสเป็นกษัตริย์แห่งกาลิลีฝั่งตะวันออกและใต้ ส่วนฟีลิปโอรสอันเกิดจากคลีโอพาทเทรอแห่งเยรูซาเลมป็นเจ้านครรัฐแห่งกาลิลีฝั่งตะวันตกและเหนือ ทั้งสามจะต่ออายุของพรรคเฮโรเดียนต่อไป

 

กษัตริย์เฮโรดในคัมภีร์ไบเบิล

คัมภีร์มัทธิวบันทึกเรื่องราวของเฮโรดที่เกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูตามความคิดและศรัทธาของท่านเอง ยังไม่พบเอกสารใดของวิชาประวัติศาสตร์กล่าวถึงเรื่องนี้ จึงนับว่าเป็นความจริงของศาสนาคริสต์โดยเฉพาะ แต่ก็ควรรับรู้ไว้เป็นความรู้รอบตัว เพื่อคุยกับชาวคริสต์รู้เรื่องและเข้าใจงานสร้างสรรค์ศิลปะบางชิ้นได้ลึกซึ้งตามเจตนาของศิลปินผู้สร้างผลงาน มัทธิวบันทึกไว้ในบทที่ 2 ทั้งบทว่า

“1. ในรัชสมัยกษัตริย์เฮโรด พระเยซูเจ้าประสูติที่เมืองเบทเลเฮมในแคว้นยูเดีย โหราจารย์บางท่านจากทิศตะวันออกเดินทางมายังกรุงเยรูซาเลม  2. สืบถามว่า กษัตริย์ชาวยิวที่เพิ่งประสูติอยู่ที่ใด พวกเราได้เห็นดาวประจำพระองค์ขึ้น จึงพร้อมใจกันมาเพื่อนมัสการพระองค์  3. เมื่อกษัตริย์เฮโรดทราบข่าวนี้ พระองค์ทรงวุ่นวายพระทัย ชาวกรุงเยรูซาเล็มทุกคนก็วุ่นวายใจไปด้วย  4. พระองค์ทรงเรียกประชุมบรรดาหัวหน้าสมณะและธรรมาจารย์ ตรัสถามพวกเขาว่า พระคริสต์จะประสูติณที่ใด  5. เขาจึงทูลตอบว่า ในเมืองเบธเลเฮมแค้วนยูเดีย เพราะประกาศกเขียนไว้ว่า 6. เมืองเบธเลเฮมดินแดนยูดาห์ เจ้ามิใช่เล็กที่สุดในบรราดาหัวเมืองแห่งยูดาห์ เพราะผู้นำคนหนึ่งจะออกมาจากเจ้า ซึ่งจะเป็นผู้นำอิสราเอลประชากรของเรา  7. ดังนั้นกษัตริย์เฮโรดทรงเรียกบรรดาโหราจารย์มาเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ทรงซักถามถึงวันเวลาที่ดาวปรากฏ  8. แล้วทรงใช้บรรดาโหราจารย์ไปที่เมืองเบธเลเฮม ทรงกำชับว่า จงไปสืบถามเรื่องพระกุมารอย่างละเอียด และเมื่อพบพระกุมารแล้ว จงกลับมาบอกให้เรารู้ เราจะได้ไปนมัสการพระองค์ด้วย 9. เมื่อบรรดาโหราจารย์ได้ฟังพระดำรัสแล้วก็ออกเดินทาง ดาวที่เขาเห็นทางทิศตะวันออกปรากฏอีกครั้งหนึ่ง นำทางให้และมาหยุดนิ่งอยู่เหนือสถานที่ประทับของพระกุมาร  10. เมื่อเห็นดาวอีกครั้งหนึ่งบรรดาโหราจารย์มีความยินดียิ่งนัก  11. เขาเข้าไปในบ้านพบพระกุมารกับพระนางมารีย์พระมารดา จึงคุกเข่าลงนมัสการพระองค์ แล้วเปิดหีบสมบัตินำทองคำ กำยานและมดยอบออกมาถวายพระองค์ 12. แต่พระเจ้าทรงเตือนพวกเขาในความฝันมิให้กลับไปหากษัตริย์เฮโรนด เขาจึงกลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น  13. เมื่อบรรดาโหราจารย์กลับไปแล้ว ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเข้าฝันโยเซฟกล่าวว่า จงลุกขึ้นพาพระกุมารและพระมารดาหนีไปประเทศอียิปต์ และจงอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกท่าน เพราะกษัตริย์เฮโรดกำลังสืบหาพระกุมารเพื่อจะประหารชีวิต 14. โยเซฟจึงลุกขึ้นพาพระกุมารและพระมารดาออกเดินทางไปประเทศอียิปต์ในคืนนั้น  15. และอยู่ที่นั่นจนกระทั่งกษัตริย์เฮโรดสิ้นพระชนม์ ทั้งนี้เพื่อให้พระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตรัสทางประกาศกเป็นความจริงว่าเราจะเรียกบุตรของเรามาจากประเทศอียิปต์  16. เมื่อกษัตริย์เฮโรดทรงเห็นว่าพระองค์ถูกบรรดาโหราจารย์หลอกก็กริ้วยิ่งนัก จึงทรงสั่งให้ประหารเด็กชายทุกคนที่มีอายุตั้งแต่สองขวบลงมาในเมืองเบธเลเฮมและบริเวณใกล้เคียง  17. ดังนี้พระดำรัสที่ตรัสไว้ทางประกาศกเยเรมีย์ก็เป็นความจริงว่า  18. มีผู้ได้ยินเสียงในหมู่บ้านรามาห์ เป็นเสียงร้องไห้และคร่ำครวญอย่างขมขื่น นางราเคลร้องไห้อาลัยถึงบรรดาบุตร นางไม่ยอมรับคำปลอบโยนใดๆ เพราะบุตรเหล่านั้นไม่อยู่แล้ว  19. หลังจากกษัตริย์เฮโรดสิ้นพระชนม์ ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเข้าฝันโยเซฟในประเทศอียิปต์  20. กล่าวว่าจงลุกขึ้น พาพระกุมารและพระมารดากลับไปแผ่นดินอิสราเอล เพราะผู้ที่ต้องการฆ่าพระกุมารตายแล้ว  21. โยเซฟจึงลุกขึ้นพาพระกุมารและพระมารดากลับไปแผ่นดินอิสราเอล  22. แต่เมื่อรู้ว่าอาร์เคลาอัสขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ในแคว้นยูดีย สืบต่อจากกษัตริย์เฮโรดพระบิดา โยเซฟก็กลัวที่จะไปที่นั่น และเมื่อพระเจ้าทรงเตือนเขาในความฝัน เขาจึงกลับไปยังแคว้นกาลิลี  23. ไปอาศัยอยู่ในเมืองหนึ่งชื่อนาซาเร็ธ ทั้งนี้เพื่อให้พระดำรัสที่ตรัสทางประกาศกเป็นความจริงว่า พระองค์จะได้เรับพระนามว่า ชาวนาซาเร็ธ”

เชื่อกันว่าพระเยซูประสูติในปีก.ค.ศ.4  และเฮโรดสิ้นพระชนม์ระหว่างก.ค.ศ.4 เดือนมีนาคม

แม้เอกสารของวิชาประวัติศาสตร์จะไม่ได้บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ แต่ที่มัทธิวเล่าไว้ก็สอดคล้องและคล้องจองกันดีกับอุปนิสัยของเฮโรดและบรรยากาศของสมัยนั้นเป็นอย่างดี จึงไม่มีอะไรขัดข้องหากเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง

 

เฮโรเดียนรุ่น2

            ครั้นพินัยกรรมของกษัตริย์เฮโรดถูกเปิดเผยออกมา ทุกคนย่อมรู้ดีว่าคดีความยังไม่ถึงที่สุด อาจมีการพลิกผันในขั้นกฤษฎีกาชี้ขาดของจักรพรรดิเอิกแทฟเวียน อ-เกอส-เถิส ผู้มีนามระบุเป็นผู้รับมรดกไม่อาจอยู่นิ่งดูดาย ต่างตัดสินใจตะเกียกตะกายหาทางลัดสุดๆเดินทางไปเข้าวังจักรพรรดิณกรุงโรมเพื่อรายงานตัวและเจรจาต่อรองเป็นรายแรกเผื่อจะมีผลทางได้เปรียบ จักรพรรดิอ่านเกมออก จึงตั้งพระทัยสืบและฟังรายงานจากทุกฝ่าย รวมทั้งคณะเผู้แทนประชาชนที่เสนอให้ยุบราชวงศ์เฮโรดและให้มีข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณปกครองบแทน เมื่อได้สืบและฟังรายงานจากฝ่ายต่างๆจนเป็นที่พอพระทัยแล้ว อเกอสเถิสก็ชี้ขาดแบ่งการปกครองเป็น3เขตตามมี่เฮโรดกำหนดไว้ เพียงแต่ลดตำแหน่งของอาร์เคลาอัสจากกษัตริย์เป็นเจ้ามหานคร(ethnarch) ส่วนอีก2รายให้อยู่ในตำแหน่งเจ้านคร (tetrarch) เท่านั้น

เจ้ามหานครอาร์เค-ลาอัสแห่งยูเดียพยายามเอาใจประชาชนด้วยการสร้างเมือง

ใหม่อาร์เคลาอิส (Archelais) พร้อมสะพานส่งน้ำ ซ่อมแซมสิ่งสร้างชำรุดทรุดโทรมต่างๆให้ดูดี แต่การบริหารล้มเหลวสิ้นเชิงเพราะเอาแต่ใจตัวเองไม่ฟังเสียงข้อร้องเรียนใดๆทั้งสิ้น ปกครองอยู่ได้ 9 ปี ชาวยูเดียและชาวซามาเรียต่างก็ส่งผู้แทนไปร้องเรียนจักรพรรดิอเกอสเถิสถึงกรุงโรมในปีค.ศ.6 อเกอสเถิสคิดว่าหากไม่รีบจัดการอาจจะมีการกบฎวุ่นวายให้ต้องปราบปรามและอาจจะเรื้อรังซึ่งไม่ทรงประสงค์ จึงทรงตัดไฟต้นลมเสียดีกว่าโดยทรงถอดอาร์เคลาอัสออกจากตำแหน่งและนำตัวไปกักบริเวณณชายแดนลุ่มแม่น้ำโรนและสิ้นชีวิตลง ณ ที่นั้นในราวค.ศ.18         เจ้านครฟีลิปโอรสจากชายาคลีโอพาทเทรอผู้ปกครองกาลิลีฝั่งเหนือปกครองดี ใจเย็น เอาใจใส่ดูแลประชาชน ชอบออกตรวจราชการ  พบใครมีเรื่องร้องเรียนที่ไหนก็ยกเก้าอี้ออกจากรถม้ามาตั้งทำการสอบสวนจนได้ข้อสรุปและตัดสินให้ความเป็นธรรมทันที ประชาชนจึงรักใคร่ สร้างเมืองเสอเรียฟีลิปปีบนสถานที่เคยเป็นสุสาน ชาวยิวไม่ยอมมาอยู่ จึงกลายเป็นเมืองของชาวต่างด้าวทำให้ไม่มีปัญหาขัดแย้งกับบทบัญญัติของโมเสสอย่างในที่อื่นๆ สร้างเมืองเบธไซดาเป็นเมืองตากอากาศที่ได้รับความนิยม ปกครองอย่างสงบเป็นเวลา 38 ปี แต่งงานกับพระนางซาโลเมนักฟ้อนรำที่ขอเศียรของยอห์นผู้ล้างบาปเป็นรางวัล ไม่มีทายาท เธอจึงไปแต่งงานใหม่กับเฮโรดแห่งแคลสิส (Herod of Chalcis) ซึ่งเป็นพี่ชายของมารดาเฮโรดิอัส (ลุงทางมารดา) มีบุตรชายด้วยกัน 3 คนไม่ปรากฏนาม

เจ้านครเฮโรดอันทิปาสปกครองกาลิลีตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลา 42 ปี ไม่เคยเป็นกษัตริย์แต่ไบเบิลชอบเรียกเป็นกษัตริย์ เป็นคนฉลาด มีไหวพริบ แก้ปัญหาเก่ง ชอบอารยธรรมกรีก แต่ก็พยายามเอาใจชาวยิว นักก่อสร้าง ได้สร้างเมืองติเบรีอัสทันสมัยแต่ก็กลายเป็นศูนย์การศึกษาศาสนายูดาห์ ได้ซ่อมและสร้างป้อมปราการหลายแห่งเพื่อป้องกันชายแดน แต่งงานครั้งแรกกับธิดาของกษัตริย์อเรตัสที่ 6 (Aretas VI) แห่งนาบาเทีย (Nabataea) อยู่กัน 20 ปีไม่มีทายาท วันหนึ่งเดินทางไปราชการที่กรุงโรม พักอยู่กับพี่ชายเฮโรดฟีลิปโอรสของเฮโรดจากชายามาเรียม2ที่กษัตริย์เฮโรดเคยโปรดปรานให้เป็นมเหสีและตั้งใจให้เฮโรดฟีลิปเป็นรัชทายาท แต่ภายหลังเปลี่ยนใจทำให้เฮโรดฟีลิปมีสภาพเป็นเจ้าชายลอยชายไร้ตำแหน่งมีคฤหาสน์หรูอยู่สบายในกรุงโรม แต่งงานกับเฮโรดีอัสธิดาของแอร์เริสทาบเบอเลิสที่ถูกพระราชบิดาเฮโรดประหารชีวิตทิ้งธิดาไว้ให้เป็นชายาของเฮโรดฟีลิปมีธิดากัน1องค์นามว่าซาโลเมนักฟ้อนรำ เฮโรดีอัสตัดสินใจหย่าเฮโรดฟีลิปเพื่อไปอยู่กินกับเดฮโรดอันทิปาสที่นครรัฐกาลิลีฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีข้อแม้ว่าเฮโรดอันทิปาสต้องหย่ากับมเหสีเดิมชาวนาบาเทียเสียก่อนและขอนำเอาธิดาซาโลเมไปอยู่ด้วยซึ่งเฮโรดอันทิปาสก็ปฏิบัติตามทุกเงื่อนไข ทำให้พระธิดาซาโลเมได้แต่งงานกับฟีลิปเจ้านครแห่งกาลิลีตะวันตกเฉียงเหนือ การณ์ทั้งนี้กษัตริย์อเรตัสที่ 4 แห่งบานาเทียแค้นพระทัยมาก และจ้องหาโอกาสแก้แค้น ส่วนชาวยิวก็ไม่พอใจที่เจ้านครของตนทำผิดกฎของโมเสสที่แย่งคู่ครองของพี่ชายมาเป็นชายา

เฮโรดีอัสมีพี่ชายนามว่าอากริปปาที่ 1 เป็นพระสหายของกาลีกูลา (Caligula) ซึ่งเมื่อได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิก็แต่งตั้งให้ไปเป็นกษัตริย์ปกครองดินแดนของเฮโรดฟีลิปซึ่งถึงแก่กรรมในปีค.ศ.34 เฮโรดีอัสจึงออดอ้อนสามีเจ้านครเฮโรดอันทิปาสให้ไปเฝ้าจักรพรรดิขอตำแหน่งกษัตริย์ให้ทัดเทียมกับอากริปปา ส่วนอากริปปาก็อยากได้ดินแดนเพิ่มอยู่แล้ว จึงหาเรื่องใส่ร้ายจนจักรพรรดิพิโรธสั่งให้เนรเทศเฮโรดอันทิปาสไปอยู่ภาคใต้ของฝรั่งเศส เฮโรดีอัสตามไปอยู่ด้วย และอากริปปาก็ได้เป็นกษัตริย์เหนือดินแดนบของเฮโรดอันทิปาสดังปรารถนา อากริปปาเป็นรุ่นที่ 3 ของพรรคเฮโรเดียน

กษัตริย์เฮโรดมหาราชสิ้นพระชนม์หลังพระเยซูประสูตินิดเดียว ก็หมายความว่าตลอดชีวิตของพระเยซูอยูในช่วงของพรรคเฮโรเดียนรุ่นที่ 2 และเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้วและระหว่างที่สาวกของพระเยซูกำลังจัดตั้งคริสตจักรอยู่นั้น เป็นช่วงเวลาของพรรคเฮโรเดียนรุ่นที่ 3

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018