jesus01

ซอกแซกหามาเล่า (265)

การฟื้นคืนชีพแพร่เงียบนอกประวัติศาสตร์

            การเผยแผ่ศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพของพระเยซูตามที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ให้ศึกษากันอย่างเป็นทางการนั้น เป็นไปอย่างเชื่องช้า คือเริ่มก่อหวอดที่กรุงเยรูซาเลม ไม่สู้ได้ผล เปโตรประธานการเผยแผ่ดำริย้ายฐานไปที่อันทิโอกเมืองหลวงที่ 2 ของมหาอาณาจักรโรมัน มีคนให้ข้อคิดว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไปตั้งฐานที่กรุงโรมเมืองหลวงของโลกไปเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ เปโตรเอาจริงตามคำแนะนำ ไม่นานก็เจอกฎเหล็กของจักรพรรดิเนร์โรว์ (Nero) ห้ามนับถือศาสนาคริสต์ มีโทษถึงประหารชีวิต เปโตรและเปาโลถูกประหารชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน และยังห้ามต่อมาอีกเกือบ 300 ปี ในประวัติศาสตร์แล้วดูไม่ออกว่าศาสนาคริสต์อยู่รอด (survive) ในมหาอาณาจักรโรมันได้อย่างไร แต่พอจักรพรรดิคานสเถินทีน (Constantine 306-337) ประกาศยกเลิกกฎเหล็กห้ามนับถือศาสนาคริสต์เท่านั้นแหละ ไม่ว่าหันหน้าไปทางไหนก็เจอชาวคริสต์เต็มไปหมด เป็นไปได้อย่างไร เข้าใจใด้ทางเดียวคือ การเผยแผ่นอกรูปแบบหรือนอกประวัติศาสตร์นั่นแหละที่ได้ผลโดยที่นักประวัติศาสตร์มองไม่เห็น เรามาสำรวจส่วนนี้กันดูน่าจะสนุกกว่ากระมัง

ในตอนที่แล้วเราได้พิจารณากันมาแล้วว่า การทำงานของโทมัสเป็นเรื่องน่าสนใจ ทั้งๆที่นักประวัติศาสตร์ไม่รับรู้ และแม้แต่คริสตจักรเองก็ไม่รับรู้ผลงานของท่านเข้าในระบบ แต่ก็น่าเชื่อได้ว่าผลงานของท่านมีส่วนอย่างแน่นอนในการทำให้รัฐบาลโรมันเปลี่ยนนโยบายจากการให้เสรีพภาพในการนับถือศาสนาทุกศาสนานอกจากศาสนาคริสต์ การห้ามนับถือมาเป็นการสนับสนุนในที่สุด และการสนับสนุนโดยรัฐบาลนั้นเองกลายเป็นการทำลายคุณภาพดั้งเดิมของศาสนาคริสต์ไปอย่างน่าเสียดาย

นอกจากโทมัส ยังมีตัวอย่างอื่นๆอีกมาก เราจะซอกแซกหามาศึกษากันต่อไปดังต่อไปนี้

2.มัทธีอัส (Matthias) เป็นอัครสาวกที่เลือกเข้ามาซ่อมแทนยูดาสผู้ทรยศและฆ่าตัวตายไปแล้ว ได้รับมอบหมายให้เผยแผ่ข่าวดีในแคว้นยูเดีย ซึ่งมีชาวยิวหัวอนุรักษ์ที่รังเกียจอารธรรมกรีก/โรมัน ชาวยิวหัวก้าวหน้าไม่รังเกียจอารยธรรมกรีก/โรมัน ชาวต่างชาติที่รังเกียจศาสนายูดาห์ ชาวต่างชาติที่ไม่รังเกียจศาสนายูดาห์ และชาวต่างชาติที่เชื่อและนับถือพระยาห์เวห์ของชาวยิวตามวิถีทางของตน ก็เรียกได้ว่ามีคนทุกรูปแบบปะปนคลุกเคล้ากันอยู่ หน้าที่ของท่านก็คือเสนอให้รับเชื่อข่าวดีของพระเเยซูเป็นประกันว่าจะมีความสุขตลอดนิรันดรทั้งกายและวิญญาณ มัดจำด้วยการให้ศีลล้างบาป ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกว่าได้ผลแค่ไหน แต่อยู่ดีๆก็มีคนนับถือศาสนาคริสต์เต็มมหาอาณาจักรโรมันล้นออกไปถึงเผ่าอนารยชนและอื่นๆ งานเขียนที่ประวัติศาสตร์บันทึกว่าเป็นผลงานเกี่ยวกับท่านมี 1)พระวรสารโดยมัทธีอัส (the Gospel According to Saint Matthias) ถูกจัดอยู่ในประเภทคัมภีร์นอกสารบบ 2)กิจการของนักบัญแอนดรูว์และนักบุญมัทธีอัส (the Acts of Saint Andrew and Saint Matthias) ถูกจัดอยู่ในประเภทคัมภีร์นอกสารบบ

พระวรสารโดยมัทธีอัส คัมภีร์เล่มนี้เราไม่รู้ว่าเป็นคำสอนของท่านนักบุญแค่ไหน แต่ปิตาจารย์เคลมเมิ่นท์แห่งแอลเลิกแซนเดรีย (Clement of Alexandria 150-220) อ้างอิงไว้และวิจารณ์ว่าผู้เรียบเรียงสุดท้ายมีแนวโน้มทางนิยมการนั่งทางในและเน้นยกย่องทุกรกิริยาการทรมาณร่างกายเพื่อบรรลุความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตตามเจตนาของพระเยซู

กิจการของแอนดรูว์และมัทธีอัส เล่าเรื่องท่านนักบุญทั้ง 2 ผจญมนุษย์กินคน สำนวนเล่าสนุก ตื่นเต้น เรื่องมีอยู่ว่า  วันหนึ่งมัทธีอัสทำกิจเผยแผ่ข่าวดีล้ำเข้าไปในแดนของเผ่ามนุษย์กินคน (cannibal) ซึ่งมีธรรมเนียมจับเชลยได้จะทิ่มตาให้บอดแล้วขังไว้ในกรงขุนให้อ้วนพี 30 วันเสียก่อนจึงทำพิธีฆ่าบูชายันต์เผาศพแบ่งเนื้อกันกินเอาเคล็ด ในกรณีของมัทธีอัสจับมาได้ 27 วันแล้วแต่ไม่อ้วนเพราะไม่ค่อยยอมรับประทานตามเกณฑ์

ครั้นเหลือเวลาอีก 3 วันจะถึงกำหนดบูชายันต์  พระเยซูจึงปรากฏองค์ให้แอนดรูว์เห็นและแจ้งที่คุมขังให้แอนดรูรีบไปช่วยโดยด่วน ทรงแนะนำวิธีเดินทางให้เรียบร้อย         แอนดรูว์รีบไปที่ท่าเรือเพื่อหาเรือใบเช่าไปสู่จุดหมายก็พอดีได้เรือลำที่พระเยซูเองแสดงตัวเป็นเจ้าของโดยแอนดรูว์ไม่รู้ว่าเป็นพระเยซู ครั้นตกลงเงื่อนไขต่างๆกันเป็นที่พอใจแล้ว เรือก็ออกแล่นใบไปอย่างรวดเร็ว ไปถึงถิ่นที่แอนดรูว์เองไม่เคยรู้จัก ระหว่างทางแอนดรูว์พยายามชักชวนให้เชื่อในข่าวดีโดยชักแม่น้ำทั้ง 5 นายท้ายเรือใบก็ได้แต่พยักหน้ารับรู้ไม่ว่ากระไร แต่ก็รับปากว่าจะพิจารณา ครั้นเรือเทียบฝั่ง นายท้ายเรือก็ชี้แนะหนทางที่จะต้องเดินต่อไปพร้อมทั้งนัดหมายให้กลับมาที่เดิมเพื่อแล่นใบกลับบ้าน แอนดรูว์เดินทางขึ้นบกไปได้ไม่นานก็ถูกจับตัวไปขังในกรงเดียวกันกับมัทธีอัส ผู้คุมพยายามแทงตาสักเท่าใดก็แทงไม่เข้าก็เลยต้องปล่อยให้ตาดีต่อไป แอนดรูว์อวยพรให้มัทธีอัสตาดีขึ้นมาไหม่ทั้ง 2 ข้าง ทั้ง 2 ท่านพยายามอธิบายข่าวดีให้ผู้คนที่มามุงดู แต่ไม่มีใครเชื่อ มีแต่คนเยาะเย้ยถากถางว่า ถ้าแน่จริงก็ออกจากกรงให้รอดสิ มิฉะนั้นก็ให้รีบๆกินให้อ้วนรอวันบูชายันต์ต่อหน้าเทวรูป กลิ่นเนื้อจะได้หอม รสจะได้อร่อยน่าเคี้ยวกิน ในที่สุดแอนดรูว์จึงยื่นคำขาดว่า หากยังคิดจะเอาตัวเชลยทั้ง 2 ไปถวายรูปปฏิมาเพื่อหวังความคุ้มครอง รูปปฏิมานั้นเองจะเป็นสาเหตุแห่งหายนะกันทั้งเผ่า พูดไม่ทันขาดคำก็มีน้ำไหลพลุ่งออกมามากมายจากปฏิมาดังกล่าว จมล้นท่วมบริเวณใกล้เคียงและขยายวงกว้างออกไปทุกที จึงมีเสียงตะโกนบอกกันต่อๆไปว่า ปล่อยเชลยทั้ง 2 ไปเถิดๆๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเราสู้ของเขาไม่ได้ดอกๆๆ ในที่สุดหัวหน้าเผ่าก็สั่งให้ปล่อยเชลยทั้ง 2 ออกจากกรง พลันน้ำท่วมก็ลดลงจนเป็นปรกติ คนทั้งเผ่าชวนกันมาดูผู้วิเศษทั้ง 2 และขอร้องอย่าทำร้ายอะไรอีกเลย แต่นักบุญทั้ง 2 อวยพรทุกคนให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บที่สร้างความเดือดร้อนอยู่ พลันทุกคนก็หายจากโรคภัยไข้เจ็บที่กำลังมีอยู่ในตัว ทุกคนพากันสรรเสริญพระเยซูและขอรับศีลล้างบาปเพื่อได้มัดจำมีชีวิตนิรันดร อบรมให้รู้จักดำรงชีวิตคริสตชน แต่งตั้งผู้ดูแลแทนตน แล้วจึงพากันไปลงเรือใบที่ยังจอดรออยู่ แล่นใบกลับไปยังท่าเรือที่ออกเรือมาอย่างมีความสุข ครั้นจะจ่ายค่าโดยสาร พระเยซูจึงทรงแสดงองค์ ทรงอวยพรและหายวับไป

เรื่องนี้มีผู้นิยมเล่าต่อๆกันไปมาก จึงมีฉบับคัดลอกต่อๆกันหลายภาษา จนไม่รู้ว่าภาษาใดเป็นสำนวนดั้งเดิมที่สุด แต่ต่อมาสังคายนาของปิตาจารย์พิจารณาเห็นว่าเป็นเรื่องเล่าสนุก ยกย่องอิทธิฤทธิ์อย่างไม่สร้างสรรค์ ทั้งไม่มีหลักฐานให้ยืนยันได้ว่าเหตุการณ์ทั้งนี้เกิดขึ้นที่ไหน เผ่ากินคนนั้นเป็นเผ่าใดกันแน่ จึงไม่รับเป็นคัมภีร์ในสารบบ สมมุติว่าชนเผ่านั้นมีจริง พวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของคริสตชนในประวัติศาสตร์ไปแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร

  1. มัทธิว(Matthew) เป็นนามภาษาฮีบรูและอราเมกแปลว่า เทวพร (Gift of God) มีสมญานามว่า “ผู้เก็บภาษี (tax-collector) เพราะพระเยซูทรงเรียกมาจากสำนักงานเก็บภาษีแห่งคาเปอร์นาอุมในราชการของกษัตริย์เฮโรดอันติปาส (Herod Antipas)โอรสของเฮโรดมหาราช (Herod the Great) ผู้วางแผนฆ่าพระกุมารเยซูแต่ทำไม่สำเร็จ เฮโรดอันติปาสโอรสได้ปกครองกาลิลีโดยแบ่งเขตกับข้าหลวงพานเฉิสพายเลท (Pontius Pilate) ผู้ปกครองยูเดีย มัทธิวได้รับมอบหมายให้ประกาศข่าวดีแก่ชาวยิวชาวบ้านที่พูดได้แต่ภาษาอราเมก ท่านมีการศึกษาปานกลาง จึงได้บันทีกชีวิตและคำสอนของพระเยซูเป็นตอนๆตามที่ท่านสอนเป็นภาษาอราเมก เพื่อให้ใครที่สนใจคัดลอกไปอ่านทบทวนได้ ภายหลังมีผู้รวบรวมเป็นเล่มและมีผู้แปลเป็นภาษากรีกให้ชาวต่างชาติที่ไม่รู้ภาษาอราเมกคัดลอกไปอ่านได้ตามความสนใจ เฉพาะฉบับภาษากรีกที่ภายหลังมีการปรับปรุงจนเป็นที่พอใจของบรรดาปิตาจารย์ จึงพร้อมใจกันรับรองให้เป็นคัมภีร์ในสารบบ นั่นคือตรงกับเจตนาของพระเยซูในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากงานเขียนนี้ มัทธิวยังมีงานเขียนอื่นอีกที่จัดเป็นคัมภีร์นอกสารบบ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะท่านไม่ได้เขียนเอง หรือเขียนไว้แล้วมีการต่อเติมเสริมแต่งจนออกนอกลู่เจตนาของพระเยซู งานเขียนดังกล่าวมีชื่อว่ามรณสักขิกรรมของมัทธิว (Martyrdom of Matthew) และ พระวรสารตามคำบอกเล่าของมัทธิวเทียม (the Gospel of Pseudo-Matthew)

มรณสักขิกรรมของมัทธิว มรณสักขี (martyr) หมายถึงผู้ที่ยอมตายเพราะไม่ยอมเลิกนับถือพระเยซู มรณสักขิกรรมจึงหมายถึงการยอมตายดังกล่าว หากทางสำนักของพระสันตะปาปาได้ทำการสอบสวนได้ความแน่ใจอย่างมีหลักฐานชัดเจนก็จะประกาศเป็นนักบุญอย่างเป็นทางการ ราวกับเป็นวีรชนของคริสตจักรคาทอลิก นักบุญมัทธิวเป็นคนหนึ่งในประเภทนี้ หนังสือเล่มนี้เป็นประมวลรวบรวมเรื่องเล่าทั้งหลายที่เป็นวีรกรรมของนักบุญท่านนี้ เป็นการรวบรวมโดยไม่มีการเรียบเรียงและไม่มีการคัดเรื่องเหลือเชื่อออกไป ทำให้คุณภาพของทั้งเล่มด้อยโอกาสจนไม่อาจจะรับรองเป็นคัมภีร์ในสารบบได้

คัมภีร์นี้เล่าว่าตอนปลายชีวิตมัทธิวได้ออกจากปาเลสไตน์เดินทางไปทางตะวันออกถึงราชอาณาจักรซึ่งน่าจะอยู่ในดินแดนพาร์เธีย มียิวจำนวนหนึ่งยอมรับข่าวดีของพระเยซูและมีบิชอพปกครองนามว่าเพลโทว์ ยังไม่มีคนต่างชาติรับเชื่อ พระเยซูได้ทรงแสดงเจตนาให้มัทธิวไปเทศน์สอนที่นั่น พระองค์ได้ประทานไม้เท้าคู่ชีพให้นำเอาไปปลูกในดินแดนแห่งนั้นเพื่อเอาฤกษ์ซึ่งมัทธิวปฏิบัติตามทุกประการ ไม้เท้านั้นผลิใบแตกกิ่งก้านออกดอกผลอย่างรวดเร็ว ใครเด็ดผลไปกินนึกอยากได้อะไรหรืออยากให้หายโรคภัยไข้เจ็บประการใด ให้อธิษฐานถึงพระเยซูก็จะได้สมหวังทุกประการ ในวังมีปีศาจตนหนึ่งนามว่าแอสเมอดีเอิส (Asmodeus) ครอบงำบงการอยู่ ครั้นพระมเหสีนำคนในวังจำนวนหนึ่งมาฟังเทศน์ของมัทธิว มันไม่พอใจ เสี้ยมสอนให้ขจัดมัทธิวออกจากเส้นทางของมัน กษัตริย์จึงรับสั่งให้เอาตัวมาจัดการประหารชีวิตในวังโดยการใส่กรงนำขึ้นย่างบนกองไฟ แต่ไฟกลับทำให้ผิวกายของมัทธิวเย็นสดชื่นเหมือนได้รับน้ำค้างยามเช้า แต่ลุกลามเผาไหม้ทุกอย่างที่ขวางหน้าจนถึงวัง กษัตริย์ไม่มีทางให้เลือกแล้ว พระบาททำการเร็วเท่าพระปัญญาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทรงวิ่งกลับมาหามัทธิว ณ ที่ประหาร ประทานอภัยโทษ ปล่อยมัทธิวออกจากกรง ตรัสขออภัยแล้วปล่อยตัวไป แต่คืนนั้นเองก็ส่งทหารไปจับตัวมาใส่โลงทำด้วยเหล็กทั้งแท่ง บัดกรีด้วยตะกั่วมิดชิด ให้นำเอาไปถ่วงน้ำในท้องทะเลลึก กะให้ตายแน่ๆ รุ่งเช้าขึ้นมาชาวเรือในทะเลและผู้อยู่ตามชายฝั่งได้เห็นขบวนแห่เดินบนน้ำจากท้องทะเลลึก มีพระเยซูกุมารถือกางเขนนำหน้า ตามด้วยมัทธิว ปิดท้ายด้วยบุรุษ 2 คนแต่งตัวหรูหราแบกโลงเหล็ก ผู้คนแตกตื่นกันออกมาต้อนรับขบวนแห่เดินทางเข้าวัง กษัตริย์พร้อมชาววังตั้งแถวต้อนรับอย่างอบอุ่น กษัตริย์ถอดใจยอมจำนนต่อฤทธานุภาพของพระเยซูและของท่านนักบุญ ประกาศตัวเป็นผู้เชื่อและรับศีลล้างบาปด้วยศรัทธาแก่กล้าพร้อมกับพลเมือง ต่อมาเมื่อบิชอพเพลโทว์ถึงแก่มรณาภาพ  คนทั้งเมืองลงมติเป็นเสียงเดียวกันเลือกท่านเป็นบิชอพแทน มัทธิวจึงเดินหน้าไปประกาศข่าวดีณที่อื่นต่อไป

คณะปิตาจารย์ลงมติว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่สนุกตื่นเต้นประเภทวีรกรรมที่ไร้เหตุผล ไม่อาจรู้ได้ว่ามีความจริงอยู่แค่ไหน แม้จะเป็นเรื่องจริงทั้งหมด แต่ก็ไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเพียงพอตามเจตนาของเพรเะเยซู จึงไม่รับเข้าในสารบบของคัมภีร์ศาสนาคริสต์

  1. ยูดา (Jude) เนื่องจากมียูดา อิสคาริโอตผู้ทรยศอยู่ในกลุ่มด้วย จึงหาวิธีเรียกให้เห็นความต่างกันหลายวิธี ทัดเดอุส (Thaddeus) ซึ่งน่าจะแผลงจากภาษาอราเมกว่า taddai แปลว่าผู้มีหน้าอกกว้าง(อกผายไหล่ผึ่ง มาจาก tad แปลว่า ไหล่) บางทีก็เรียกว่ายูดาน้องของยากอบ (James of Jacob) ซึ่งหมายถึงยากอบบุตรของอัลเฟอุส (Jacob son of Alpheus) ซึ่งเป็นพระญาติของพระเยซู หมายความว่ายูดากับยากอบองค์เล็กเป็นพี่น้องกันและเป็นญาติของพระเยซูทางบิดา ผิดกับยากอบองค์ใหญ่กับยอห์นที่เป็นพี่น้องกันอีกคู่หนึ่งและเป็นญาติกับพระเยซูทางมาารดาคือมารีย์ภรรยาของเซเบเดชาวประมง

นักบุญยูดามีชื่อเสียงทางช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ ได้รับมอบหมายให้ไปประกาศพระเยซูฟื้นคนชีพแถบเมโสโพเทเมียและถูกประหารชีวิตด้วยดาบขวาน(halberd คืออาวุธที่เป็นทั้งดาบและขวานในเล่มเดียวกัน) เรื่องราวของท่านมีบันทึกไว้น้อยมาก แต่มีนักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า หลานชาย 2 คนถูกจักรพรรดิเดอมีชเฉิน (Domitian 81-96) เรียกตัวไปสอบปากคำถึงนโยบายการเมืองของพระเยซูและญาติๆ ทั้ง 2 ให้การว่าพระเยซูปฏิรูปศาสนาไม่ใช่การเมือง ไม่มีความมักใหญ่ไฝ่สูงทางการเมืองแต่ประการใด ทั้ง 2 เป็นเกษตรกรตั้งหน้าประกอบอาชีพสุจริตโดยหวังว่าตายไปแล้วจะได้กลับคืนชีพทั้กายและวิญญาณและมีความสุขตลอดนิรันดรในอาณาจักรแห่งสวรรค์ของพระเยซู ก็เท่านั้นเอง จักรพรรดิฟังแล้วก็รู้สึกสบายพระทัย ไม่รู้สึกมีพิษมีภัยแต่ประการใดจึงปล่อยตัวกลับไปทำอาชีพตามเดิมและเลิกนโยบายกีดกันชาวคริสต์จนสิ้นรัชกาล ทั้ง 2 ท่านต่อมาได้รับเลือกเป็นบิชอพในถิ่นของตน

  1. บาร์โธโลมิว (Bartholomew ภาษาอราเมกแปลว่าลูกของ Talmai) มีอีกนามหนึ่งว่านาธานาเอล (ภาษาฮีบรูแปลว่าของประทานจากพระเจ้า) ได้รับมอบหมายให้ไปประกาศพระเยซูกลับคืนชีพที่อาร์เมเนีย และถูกประหารชีวิตด้วยวิธีพิสดาร คือถูกถลกหนังทั้งตัวแล้วยังไม่ตาย จึงต้องลงเอยด้วยการบั่นเศียร รูปตัวแทนท่านศิลปินจึงชอบทำรูปคนถือมีด(เชือดเนื้อเถือหนัง) งานเขียนของท่านมี พระเวรสารโดยบาร์โธโลมิว (the Gospel of Bartholomew) หนังสือว่าด้วยการฟื้นคืนชีพของพระคริสต์(Book of the Resurrection of Christ) ซึ่งถูกจัดให้เป็นคัมภีร์นอกสารบบทั้งคู่

พระวรสารโดยบาร์โธโลมิว บางทีก็เรียกว่า คำถามของบาร์โธโลมิว (Questions of Bartholomew)  เพราะเป็นคำถามที่สมมุติว่าบาร์โธโลมิวอยากรู้ จึงถามสัมภาษณ์เหมือนอย่างที่เหยี่ยวข่าวในสมัยของเราชอบทำ ผู้ให้สัมภาษณ์คือพระเยซูหลังจากฟื้นคืนชีพ ถามพระแม่มารีย์ ถามซาตานหรือหัวหน้าปิศาจ และได้คำตอบบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แน่นอนเป็นวิธีขายข่าวที่ล้ำยุคมาก ทั้งยังเลือกคำถามที่น่าสนใจอยากรู้คำตอบ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์หรือไม่ จึงมีการคัดลอกต่อๆไปมาก แต่คำตอบไม่สู้จะสร้างสรรค์หรือพัฒนาคุณภาพชีวิต และที่สำคัญก็คือไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคำตอบจริงของพระเยซู พระแม่มารีย์ และซาตาน จึงไม่นับอยู่ในคัมภีร์ในสารบบ แบ่งออกเป็น 5 หมวด

หมวดที่ 1 ถามพระเยซูว่าเมื่อพระวิญญาณออกจากร่างกายไป 2 คืนคาบ 3 วันนั้นคือค่ำวันศุกร์จนถึงเช้าวันอาทิตย์ที่ฟื้นคืนชีพ ว่าไปที่ไหน ไปทำอะไร พบอะไรที่น่าสนใจบ้าง คำตอบก็คือ ไปยังโลกใต้บาดาลอันเป็นแดนของซาตานและสมุนของมัน วิญญาณที่ออกจากร่างของผู้ต้องใช้โทษใช้กรรมต้องไปอยู่ณที่นั้น ผู้เป็นใหญ่ในแดนนั้นชาวกรีกเรียกว่าแฮดเดิส (Hades) ภาษาเซมิติกเรียกซาตาน (Satan) ภาษาอราเมกเรียก เบลีอาร์ (Beliar) ปรากฏว่าไม่ว่าแฮดเดิสหรือซาตานหรีอเบลิอาร์ตื่นตระหนกสุดขีด หนีกันหัวซุกหัวซุนซึ่งพระเยซูไม่สนพระทัย เพราะตั้งพระทัยมาตามหาอาดัมกับเอวาและผู้ภักดีต่อพระยาห์เวห์เพื่อพาไปขึ้นสวรรค์เพราะได้รับการอภัยโทษแล้ว ผู้ไม่รู้จักและไม่ภักดีต่อพระยาห์เวห์คงปล่อยให้เป็นเหยื่อความโหดร้ายของเจ้าถิ่นใต้บาดาลหรือขุมนรกต่อไป

หมวดที่ 2 บาร์โธโลมิวสะกิดให้เปโตรเป็นผู้สัมภาษณ์พระแม่มารีย์ว่า รู้สึกอย่างไรเมื่อทูตสวรรค์มาขอให้เป็นพระมารดาของพระเมสสิยาห์ พระมารดาทรงขวยเขินที่จะตอบ แต่ก็ออกตัวว่าถ้าเบื้องบนไม่ทรงโปรยปรายกำลังใจมาให้ก็คงไม่กล้ารับหรอก เปโตรรุกถามต่อไปว่ารับปากแล้วรู้สึกดีใจหรือเสียใจอย่างไร พระมารดาจึงรวบรวมกำลังเปิดเผยความจริงว่า น้ำค้างศักดิ์สิทธิ์พลันพรั่งพรูออกมาจากอาภรณ์ของทูตสวรรค์ทำให้วิญญาณของพระแม่อิ่มเอิบอย่างพรรณนาไม่ถูก ระหว่างนั้นเทวทูตก็ดึงเอาขนมปังและจอกเหล้าองุ่นออกจากอกเสื้อ ยื่นให้พระมารดารับมาดื่มกิน รู้สึกกระชุ่มกระชวยมีใจสู้ทุกอย่าง เทวทูตจึงแจ้งว่าอีก 3 ปีจะตั้งครรภ์พระเมสสิยาห์ แล้วก็จากไป พอพูดจบก็มีไฟพวยพุ่งออกจากโอษฐ์พระมารดาราวกับจะเผาโลกให้ไหม้เป็นจุล พระเยซูทรงปรากฏองค์มาเอาหัตถ์ปิดโอษฐ์พระมารดา ไฟจึงหยุด

หมวดที่ 3 บาร์โธโลมิวให้สัมภาษณ์เองตอบผู้อยากรู้ว่า ทางสัญจรระหว่างใด้บาดาลกับโลกนี้อยู่ที่ไหน บาร์โธโลมิวเปิดเผยว่าตนได้ถามพรเะเยซูก่อนเสด็จขึ้นสวรรค์ 7 วันถึงเรื่องนี้ และพระเยซูก็ได้พาสาวกทั้ง 12 เหาะไปที่ยอดเขาสูงที่สุดของโลก มีปล่องลึกลงไปจนทะลุถึงแตนบาดาล สาวกทุกคนได้มองลงไปสุดลูกหูลูกตาไม่เห็นอะไรเบื้องล่าง ได้รับคำชี้แจงว่าวิญญาณทุกดวงเมื่อออกจากร่างจะรู้ทางมาลงใต้บาดาลโดยอัตโนมัติเหมือนถูกดูดมาลงไปเอง

หมวดที่ 4 ในหมวดนี้บาร์โธโลมิวเล่าประสบการณ์ของตนเองเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ปวารณาตัวเป็นศิษย์ของพระเยซูแล้ว  ย่อมมีฐานะเหนือซาตานในทุกด้าน แทนที่เขาจะต้องกลัวซาตาน ซาตานกลับจะต้องกลัวเขา

หมวดที่ 5 ตอบคำถามว่าบาปใดร้ายแรงที่สุด คำตอบก็คือความมีใจไม่ซื่อ(hypocrisy) ไม่มีบาปใดร้ายแรงเท่า เพราะบาปอื่นจะหนักหนาปานใดยังตักเตือนกันได้ ตักเตือนไปพอจะรู้ว่าเขารับคำตักเตือนหรือไม่ เพราะเขาแสดงออกตรงๆ ถ้าไม่รับก็ปรับคำตักเตือนใหม่ได้จนสำเร็จ แต่คนใจไม่ซื่อ ตักเตือนไปก็ไม่รู้ว่ารับคำตักเตือนไหม จับไม่ได้ไล่ไม่จน แย่ที่สุด

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018