jesus

ซอกแซกหามาเล่า (263)

การฟื้นคืนชีพคือประเด็นร้อน

            ผู้เป็นเจ้ากี้เจ้าการตัวจริงดำเนินการให้มีการจับตัวและประหารชีวิตพระเยซูก็คือคายาฟาส (Caiaphas) ผู้ดำรงตำแหน่งมหาปุโรหิตในขณะนั้น ซึ่งถ้าข้าหลวงโรมันไม่อยู่ก็จะมีอำนาจตัดสินประหารชีวิตได้โดยพลการ แต่ในเมื่อมีข้าหลวงอยู่ประจำการก็สงวนอำนาจไว้ตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว และคายาฟาสก็วางแผนเกลี้ยกล่อมให้ข้าหลวงพานเฉิสไพเลท (Pontius Pilate) ได้สำเร็จด้วยเหตุผลว่า พระเยซูประกาศตัวเป็นคู่แข่งอำนาจกับพระมหาจักรพรรดิโรมัน หากไม่ตัดสินประหารชีวิตเสียตามหน้าที่ ก็อาจจะถูกฟ้องร้องว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของพระมหาจักรพรรดิเป็นอย่างน้อย อาจร้ายแรงถึงกับเป็นศัตรูกับพระมหาจักรพรรดิก็ได้เชียวนะ โดนเม็ดเด็ดนี้เข้า ข้าหลวงโรมันรู้สึกเก้าอี้ตำแหน่งร้อนผ่าวทันที รีบอนุมัติโทษประหารตามที่ขอทันทีโดยไม่วายออกตัวต่อหน้าธารกำนันว่าหาความผิดอันใดมิได้ ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงถูกฟ้องกลับกันเป็นพัลวัน แต่สมัยนั้นทุกอย่างขึ้นกับเส้นกับดวง แม้ตำแหน่งจักรพรรดิก็ยังต้องอาศัยทั้งเส้นและดวง มิฉะนั้นทำอะไรก็อาจเป็นโทษไปหมด แต่มหาปุโรหิตตอบไปทันควันว่า “ขอให้ความผิดพลาดทั้งหมดตกอยู่บนหัวของพวกเราเถิด อันเป็นการเล่นสะบัดสำนวนหมายความว่า “ในกรณีนี้ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว” ซึ่งหมายความว่า “ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ทิ้งไพ่ใบนี้มีแต่ได้ รับรองไม่มีเสีย หากมีอะไรเสีย ข้าพเจ้าขอรับผิด (accountability) แต่ผู้เดียว ข้าหลวงโรมันรีบมอบตัวพระเยซูให้มหาปุโรหิตและมอบทหารหนึ่งกองร้อยไปจัดการตามกฎหมายโรมัน ราวกับปัดเผือกร้อนออกจากตัวได้สำเร็จ รีบปิดประตูจวนไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว ใครจะยำจะแกงอะไรและอย่างไรก็ช่างใคร ฉันไม่เกี่ยวและไม่รับรู้อะไรแล้ว แต่ก็ไม่วายกำชับผู้บังคับกองร้อยทหารโรมันว่า ให้ดูแลรักษาความสงบ อย่าให้มีการชิงตัวและชิงศพไปได้เป็นอันขาด ทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น ทหารดูแลรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างแข็งขันตามคำสั่ง ในเมื่อญาติขอศพไปฝังก็ได้ทำตามระเบียบ คือ ใช้หอกทิ่มเข้าที่หัวใจให้แน่ใจว่าตายจริงแล้วจึงอนุญาตให้ปลดศพลงจากไม้กางเขน เฝ้าดูการบรรจุศพในอุโมงค์ให้เห็นชัดเจนว่ามีการนำศพจริงเข้าอุโมงค์จริงโดยไม่มีการเปลี่ยนตัว ดูให้มีการปิดปากอุโมงค์โดยศพยังอยู่ในอุโมงค์จริง แล้วผู้กองก็จัดเวรเฝ้าปากอุโมงค์เป็นชุดๆ ชุดละ 8 ชั่วโมงตามกฎหมายโดยมีการมอบเวรกันตามกฎหมาย จนกว่าจะแน่ใจได้ว่าไม่มีแผนการขโมยศพด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะข้าหลวงรู้สึกโดยสัญชาตญาณนักปกครองว่าเป็นกรณีการเมือง ไม่ใช่กรณีกำจัดฝ่ายตรงข้ามอย่างธรรมดา

เมื่อทุกอย่างลงตัวได้อย่างนี้ มหาปุโรหิตเจ้าของทฤษฎีว่า “สละชีวิตพลเมืองคนหนี่งให้ตายไปแม้ไม่มีความผิด ยังดีกว่าชาติพังพินาศ” ก็รู้สึกหายใจโล่งอก รวมทั้งที่ปรึกษาคนสำคัญคืออันนาส (Annas) ผู้เป็นพ่อตาและอดีตมหาปุโรหิต โดยเชื่อว่าความฝันเฟื่องเรื่องพระเมสสิยาห์มาสร้างมหาอาณาจักรอิสราเอลขึ้นแทนมหาอาณาจักรโรมันคงจะค่อยๆจางหายไปกับการหายหน้าไปของพระเยซูและชาวยิวก็คงจะทำใจได้กับสภาวะการเมืองเฉพาะหน้า คือยอมให้ความร่วมมือเป็นส่วนหนึ่งของมหาอาณจักรโรมันโดยดุษณี

คายาฟาสและอันนาสหายใจโล่งอกได้เพียง 2 วัน รุ่งขึ้นวันที่ 3 ข้าหลวงให้ทหารมาส่งข่าวร้ายว่า ปากอุโมงค์เปิดเอง ในอุโมงค์ไม่มีศพ มีแต่ผ้าตราสังข์พับกองไว้เรียบร้อย จะให้ทำอย่างไรดี มหาปุโรหิตออกความเห็นให้ลงบันทึกเป็นทางการไว้ว่า ระหว่างทหารยามหลับใน มีคนมาขโมยศพไป กำลังดำเนินการตามตัวจับกุมผู้อุกอาจทำการนี้อยู่ ซึ่งใจจริงนั้นบอกว่าไม่น่าจะเป็นสานุศิษย์ที่กล้าทำการอุกอาจครั้งนี้ เพราะถ้ามีใครกล้าพอที่จะทำการได้เช่นนี้ก็น่าจะทำการในขณะที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่ ตายไปแล้วมาขโมยศพไปจะมีประโยชน์อันใด หากเอาศพไปเพื่อทำการโฆษณาชวนเชื่อ ก็ไม่น่าจะคุ้มค่าเสี่ยง เพราะอย่างไรเสียเรื่องต้องปูดออกและมีคนพบศพจนได้ จึงส่งคนไปเที่ยวสอดแนมจับชีพจรการเคลื่อนไหว ก็ไม่ได้ข้อมูลวี่แววอะไรจนแล้วจนรอด วันแล้วก็วันเล่า ศิษย์ของพระเยซูซ่อนเร้นตัวลีบตั้งแต่พระเยซูถูกจับกุมตัวเป็นต้นมา ไม่มีใครกระโตกกระตากทำการเคลื่อนไหวอะไรออกมาสู่สายตาประชาชน มีแต่ซ่อนตัวเงียบไม่ยอมแสดงอะไรทั้งสิ้น มีรายเดียวคือยูดาสสาวกผู้นำตำรวจประจำวิหารไปจับพระเยซูในสวนมะกอกเพื่อแลกกับสินบน 30 เหรียญ ครั้นเห็นพระเยซูถูกตัดสินประหารชีวิตได้แสดงความเสียใจด้วยการเอาสินบนมาคืนแต่ไม่มีใครรับ จึงเอาเงิน 30 เหรียญนั้นไปขว้างในพระวิหารแล้วไปแขวนคอตายเป็นการแสดงความรับผิดชอบชนิดไม่มีใครรับรู้ นอกนั้นเงียบเชียบกันหมด ที่สุดก็สรุปได้ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ประเมินสถานการณ์ผิดไปเอง จะมัวกังวลใจไปไย ปล่อยให้เรื่องหายไปราวคลื่นกระทบฝั่งแหละดีที่สุด จึงทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่แล้วก็กลายเป็นว่า มหาปุโรหิตทั้งใหม่และเก่าคาดการณ์ผิดถนัด เพราะระหว่างนั้นศิษยานุศิษย์ของพระเยซูกำลังได้รับการอบรมบ่มเพาะแบบใหม่อย่างเงียบๆ พระเยซูทรงสอนอะไรบ้างระหว่างนั้นไม่สำคัญเท่าบรรดาศิษยานุศิษย์รุ่นนี้สำนึกในมโนธรรมว่าพระเยซูเป็นใครและต้องการให้ทำอะไร ความสำนึกกลายเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ประจำตัวของแต่ละคน ต่อไปแต่ละคนจะบอกจะเล่าจะเแสดงออกตามปรัชญาบริสุทธิ์ที่แต่ละคนสำนึก ไม่มีงบประมาณ ไม่มีแผนแม่บท ไม่มีโรดแมพ ไม่มีธรรมนูญ  ไม่มีชื่อองค์กร มีแต่ปรัชญาบริสุทธิ์ที่เป็นความสำนึกและพันธะในมโนธรรมที่ต้องทำตามความสำนึก ไม่มีองค์กรใดเหมือนและไม่เหมือนองค์กรใด ยิ่งรู้ยิ่งน่าศึกษา

ในระหว่างที่ฝ่ายกำจัดพระเยซูจากเวทีประวัติศาสตร์รู้สึกว่าทุกอย่างกำลังจางหายไปกับการล่วงเวลาอยู่นั้น เปโตรและพวกมีความสำนึกว่าพวกเขาได้พบพระเยซูในสภาพชีวิตใหม่ที่รับรู้จากพระเยซูเองว่าเป็นสภาพของชีวิตที่ร่างกายฟื้นคืนชีพ นั่นคือพระองค์ได้สิ้นชีวิตจริงในขณะที่ถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขนณเวลาบ่าย 3 โมง คือวิญญาณออกจากร่าง ทำให้ร่างกายมีสภาพเป็นศพไร้ชีวิตเพราะวิญญาณออกจากร่าง วิญญาณไม่รู้ตาย แม้ออกจากร่างก็ยังมีชีวิตอยู่เหมือนอยู่ในร่าง  วิญญาณคือปัญญาที่คิดได้เป็นอิสสระและรู้ทุกอย่างได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยร่างกาย แต่ถ้าอยู่ในร่างกายก็เป็นชีวิตของร่างกายทำให้ร่างกายมีชีวิตและร่วมรู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับร่างกายทำให้ร่างกายมีศักดิ์ศรีมากกว่าไม่มีวิญญาณ และวิญญาณเองแม้จะอยู่ได้และทำอะไรได้ทุกอย่างโดยไม่ผ่านร่างกาย แต่ในฐานะที่มีธรรมชาติคู่กับร่างกาย จึงมีแนวโน้มอยากทำอะไรโดยให้ร่างกายมีส่วนร่วมด้วยมากกว่า เพื่อความสุขที่บูรณาการ (integrated happiness) ดังนั้นพระเยซูจึงได้ถือโอกาสสอนจากประสบการณ์ให้เปโตรและพรรคพวกได้รู้ว่า วิญญาณแยกจากร่างกายไม่ถึงกับมีทุกข์ แต่ก็ไม่มีบูรณาการตามสารัตถะความเป็นมนุษย์ วิญญาณของพระองค์จำต้องแยกจากร่างกายชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อปฏิบัติพันธกิจตามแผนการของพระบิดา เสร็จแล้วจะต้องมาเข้าร่างตามเดิมเพื่อให้ร่างเดิม ฟื้นคืนชีพเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบบูรณาการมีร่างกายและวิญญาณครบถ้วนกระบวนการของมนุษย์คนหนึ่ง พระเยซูทรงรับมรณกรรมให้เห็นชัดๆ ทรงฟื้นคืนชีพให้เห็นกันชัดๆ จะได้รับรองอย่างเต็มปากได้ว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ได้เอกสิทธิ์นี้ด้วยเหตุผลเชิงปรัชญาชี้แจงกันได้ว่า ได้ชื่อว่าคนแล้วต้องมีทั้งกายและวิญญาณร่วมกันทำการทุกอย่างแบบเป็นหุ้นส่วนกัน และแม้จะทำอะไรได้อย่างแยกกันทำก็ไม่อยากทำอยู่ดีเพราะไม่สมศักดิ์ศรีที่เกิดมาเป็นคน ก็อยากจะทำอะไรๆไปให้มันสมบูรณ์แบบน่าภูมิใจมากกว่าทำอย่างครึ่งมนุษย์ เชื่อได้ว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นใหญ่ที่เปโตรและพรรคพวกภายหลังนำออกเปิดเผยว่าพระเยซูได้ใช้เวลาซุ่มอบรมอย่างเงียบๆเป็นเวลา 40 วัน อีกประเด็นหนึ่งที่ทรงอบรมเข้มในช่วง 40 วันดังกล่าวคือเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าซึ่งเป็นอาณาจักรในโลกหน้าแต่ก็เป็นอาณาจักรในโลกนี้ที่เตรียมสมาชิกให้พร้อมเข้าอาณาจักรถาวรในโลกหน้าด้วย การอบรมทั้งหมด เป็นการพูดให้ฟังทำให้ดู ไม่มีการบันทึก แต่ให้จำและให้นำไปพูดต่อตามความสำนึกของแต่ละคน

การสัมมนาอบรมเข้มปิดลงด้วยการนัดชุมนุมใหญ่สุดท้ายของผู้ได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพ ณ บริเวณเนินเขากลางไร่มะกอกใหญ่นอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมทางทิศตะวันออก พระเยซูทรงกล่าวคำอำลา ทรงอวยพรให้ทุกคนมีความสุข ทรงกำชับให้นำข่าวดีที่พระองค์ได้เปิดเผยไปบอกแก่ทุกคนที่บอกได้ ใครเชื่อก็จะได้อานิสงค์จากการปฏิบัติความรัก ทรงอวยพรและพระกายลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าหายลับไป ทั้งหมดนี้ไม่มีหลักฐานบันทึก ได้มาจากการบอกเล่าซึ่งต่อมาพบหลักฐานบันทึกจากผู้สนใจที่เริ่มรวบรวมเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับพระเยซู เพราะมีแต่พูดกันจากปากต่อปากมากเหลือเกินซึ่งนักประวัติศาสตร์เรียกว่า kerygma แปลตามภาษากรีกว่า “เทศนาจากใจ” มีผู้สนใจอยากอ่านก็มีผู้เขียนให้อ่านตอบสนองความต้องการ มีการเขียนอย่างนี้กันกระจัดกระจาย ต่อมามีผู้รวบรวมเป็นเล่มและมีผู้สนใจลอกต่อๆกันไป อาจจะมีหลายสำนวนซึ่งเนื้อหาตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้าง ปรากฏว่าสำนวนที่มีการอ้างอิงและผู้มีตำแหน่งรับผิดชอบรับรองมากที่สุดได้แก่สำนวนที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่าบ่อเกิดคิว (the Q-Source)

บ่อเกิดคิวเกิดมีขึ้นเป็นผลของการทำการเผยแผ่ข่าวดีของเปโตรและพรรคพวกในกรุงเยรูซาเลมเป็นหลัก จริงอยู่เมื่อส่งเสด็จพระเยซูสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณแล้ว ต่างก็แยกย้ายกลับสู่ที่พักในภูมิลำเนาของแต่ละคน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงได้แก่ชาวยิวที่เลื่อมใสในตัวพระเยซูที่มีภูมิลำเนาในกรุงเยรูซาเลมหรือชานกรุงและจากแคว้นกาลิลี เฉพาะสาวกที่ใกล้ชิดพระเยซูจริงๆซึ่งส่วนมากเป็นชาวกาลิลีมาพักอยู่ในบ้านของคหบดีที่ไม่ปรากฏชื่อเจ้าของบ้านและนักประวัติศาสตร์เรียกว่าบ้านอาหารค่ำ (The Cenacle) ซึ่งก็คงจะกว้างขวางพอสมควรมีชั้นบน (the Upper Room) ซึ่งคงได้เคยใช้เป็นที่พักแรมและที่ชุมนุมของพระเยซูกับสาวกใกล้ชิดอยู่บ่อยๆ ขนาดพระเยซูสั่งให้คนไปบอกว่าขอใช้เป็นที่เลี้ยงอาหารมื้อสุดท้ายก็จัดเตรียมให้ทุกอย่างพร้อมตามพระประสงค์ทันที คราวนี้นัดส่งพระเยซูเสด็จสู่สวรรค์ เปโตรและพรรคพวกที่เดินทางมาจากกาลิลีก็คงได้มาพักกันที่คฤหาสน์หลังนี้ล่วงหน้า ครั้นส่งเสด็จเรียบร้อยแล้วก็คงกลับมาค้างแรมอยู่ต่อไปจนได้เวลากลับบ้าน แต่คราวนี้ต้องอยู่ยืดเยื้อต่อไปอย่างไม่มีกำหนดซึ่งเจ้าของบ้านก็เต็มใจให้บริการเต็มที่ ทำให้น่าเชื่อว่าเจ้าของบ้านน่าจะเป็นแม่ม่ายนามว่ามารีย์คนหนึ่งที่อยู่เฝ้าที่เชิงกางเขนร่วมกับพระมารดา มีบุตรชายวัยรุ่นนามว่ามาระโกซึ่งต่อมาจะเป็นศิษย์ใกล้ชิดรับใช้เปโตรและรวบรวมคำสอนของเปโตร ครั้งนี้เปโตรเรียกประชุมนัดพิเศษเฉพาะผู้ตั้งใจอุทิศตัวเต็มเวลาให้กับงานเผยแผ่ข่าวดีตามที่พระเยซูทรงเน้นให้เกิดขึ้น จึงได้แก่สาวกใกล้ชิดที่มาจากกาลิลีทุกคน และคนในเยรูซาเลมที่ตั้งใจอุทิศตัวให้กับข่าวดีของพระเยซู นอกจากนั้นก็มีพระมารดากับสตรีจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจอยู่ช่วยงานธุรการและบริการ แน่นอนว่าหนุ่มมาระโกก็คงได้ทำหน้าที่ผู้รับใช้อเนกประสงค์ตามธรรมเนียมของหนุ่มเจ้าของบ้าน

เปโตรแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงวัตถุประสงค์ของการสัมมนากำหนด 10 วันครั้งนี้ว่าเป็นการปฏิบัติตามเจตนาของพระเยซูที่ทรงกำหนดจะทรงส่งพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ (the Holy Spirit) ลงมาช่วยบำรุงกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความคิดในวันที่ 10 ซึ่งพอดีตรงกับวันเทศกาล50 (Pentecost) คือ 50 วันหลังจากเทศกาลระลึกถึงการอพยพออกจากแผ่นดินอียิปต์มาอยู่ในแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ จึงถือว่าเป็นวันขอบคุณพระเจ้าด้วยการนำพืชผลต้นฤดูมาถวายรวมทั้งชำระภาษีศาสนาให้แก่พระวิหารแห่งกรุงเยรูซาเลม จึงปรกติทุกปีจะมีชาวยิวต่างแดนเข้ามาแสวงบุญและทำบุญกันมาก แต่สำหรับผู้เลื่อมใสในพระเยซู พระองค์จะเอาฤกษ์โดยการประทานพระจิตวิญญาณบริสุทธ์ลงมาหนุนกำลังเผยแผ่ข่าวดี จึงต้องมีการเตรียมจิตใจสำหรับวันมหาฤกษ์นี้ เปโตรเองก็ยังไม่รู้ว่าพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เป็นอย่างไร จะมาช่วยอย่างไร และจะทำอย่างไรกันต่อไป แต่ก็คิดว่าให้มาช่วยกันคิดวางแผนไว้ทำตามกำลังความสามารถ นอกเหนือจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์จัดการตามที่พระเยซูได้สัญญาไว้ว่า ให้ทำเต็มที่ตามความสามารถเฉพาะตัว นอกนั้นเป็นหน้าที่ของพระองค์ ทุกคนฟังเปโตรแถลงนโยบายแล้วก็เชื่อและวางใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดีหากทุกคนมุ่งมั่นทำเต็มกำลังความสามารถ

เรื่องที่อยากรู้น่ารู้แต่ไม่มีใครบันทึกเก็บไว้ให้รู้ว่า การสัมมนา10วันนี้มีผลอะไรบ้าง แต่ครั้นประเมินจากผลงานภายหลังก็พอจะเปิดทางให้สันนิษฐานได้บ้างว่าน่าจะมีกิจกรรมต่อไปนี้เกิดขึ้นบนชั้น 2 ของบ้านอาหารค่ำดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อยคือ

  1. รื้อฟื้นการเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้ายทุกวันเพื่อระลึกถึงพระเยซูโดยเปโตรเป็นผู้บิขนมปังแจกให้ทุกคนรับประทานจากขนมปังก้อนเดียวกันเพื่อแสดงความรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกันและรู้สึกว่าพระเยซูยังอยู่กับพวกเขาที่โต๊ะกินเลี้ยงนั้น
  2. เล่าแลกเปลี่ยนความประทับใจในขณะอยู่กับพระเยซู
  3. เลือกคนหนึ่งที่สมัครใจเข้าแทนตำแหน่งของยูดาสผู้นำจับพระเยซูและบัดนั้นฆ่าตัวตายไปแล้ว ได้ชาวเยรูซาเลมชื่อมัทธีอัส (Matthias)
  4. จัดแบ่งทิศทางกันออกเผยแผ่ข่าวดี มีคนคิดว่าใช้วิธีจับฉลาก ก็อาจเป็นไปได้ และก็คงจะดูความเหมาะสมของสถานการณ์ด้วย เช่น เปโตร ในฐานะหัวหน้าทีม ถือว่าชอบใจไปทางไหนก็ได้ทั้งสิ้น ส่วนยอห์นมีหน้าที่ดูแลพระมารดา พระมารดาอยู่ที่ไหนก็ต้องอยู่ที่นั่นและเผยแผ่ที่นั่น ส่วนเจมส์พี่ชายของยอห์น จับฉลากได้ทิศตะวันตกจึงมุ่งไปเผยแผ่ที่สเปน ครั้นมีธุระกลับมาที่กรุงเยรูซาเลมชั่วคราวก็ถูกกษัตริย์เฮโรดอกริปปาที่ 1 ซึ่งเพิ่งได้อำนาจปกครองยูเดียแทนข้าหลวงโรมัน จับประหารชีวิตในฐานะเย้ยหยันกฎหมายโรมันโดยยกย่องนักโทษประหารขึ้นเป็นวีรชนของชาวยิว เจมส์บุตรของอัลเฟอัสญาติของพระเยซู มีคนรู้จักมากในกรุงเยรูซาเลม จึงให้รับผิดชอบตั้งกลุ่มคริสตจักรแห่งเยรูซาเลมขึ้นเป็นคริสตจักราแรก ส่วนเปโตรนั้นทีแรกก็อาศัยอยู่อย่างไม่เป็นที่ในกรุเยรูซาเลมแล้วแต่ใครจะเชิญ ครั้นที่อันทิโอกมีสมาชิกมากและมีความคิดไม่ลงรอยกันหาใครชี้ขาดไม่ได้ เปโตรจึงไปอยู่ที่นั่นอย่างถาวรประกาศตัวเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดในนามของพระเยซู ครั้นกำหนดฐานันดรให้ชัดเจนแล้วก็ได้รับเชิญไปเป็นผู้บริหารชี้ขาดที่กรุงโรมซึ่งมีชาวยิวและไม่ใช่ยิวพอๆกัน ขนาดยิวด้วยกันก็ยังหาผู้ยุติความขัดแย้งไม่ได้ ถึงขนาดที่จักรพรรดิต้องแก้ปัญหาด้วยการขับไล่ยิวทุกคนออกจากกรุงโรมอยู่พักหนึ่งจนสิ้นรัชกาล และจักรพรรดิองค์ต่อไปไม่ติดพระทัยจะห้ามปรามอีก ชาวยิวจึงทยอยกันเข้ามาตั้งหลักแหล่งใหม่ดังเดิม แต่ความแตกร้าวทางความคิดเกี่ยวกับพระเยซูยังคงมีต่อมา
  5. ตกลงความหมายของข่าวดีว่า 1) ได้แก่พระสัญญาว่ามนุษย์ทุกคนตายเพื่อฟื้นคืนชีพมีชีวิตอมตะทั้งร่างกายและวิญญาณเหมือนที่ได้เห็นพระกายของพระเยซูว่าฟื้นคินชีพจริง 2)พระเยซูคือพระบุตรที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาซึ่งก็คือพระยาห์เวห์แต่องค์เดียว พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์คือพลังร่ามของพระบิดาและพระบุตร จึงไม่ใช่พระเจ้าอีกองค์หนึ่งต่างหาก

สรุป เมื่อสำรวจดูการก่อตัวของศาสนาคริสต์ในมหาอาณาจักรโรมันกับหลักเกณฑ์การบริหารงานที่ดีแล้ว ก็ดูเหมือนจะแทบไม่เข้าเกณฑ์อะไรเลย ทุกอย่างดูจะฉุกละหุกแบบตกกะไดพลอยโจนเสียเป็นส่วนมาก มีปัญหาอะไรก็ค่อยแก้ไปเป็นเปราะๆเฉพาะหน้า เหมือนครั้งหนึ่งที่เรามีการปฏิวัติกันอย่างฉุกละหุกและบังเอิญยึดอำนาจได้อย่างละม่อมแล้วไม่รู้จะจัดการกับความสำเร็จอย่างไรดี ก็ตัดสินใจทำตามความจำเป็นไปทีละเรื่องๆ มีปัญหาขึ้นเฉพาะหน้าอย่างไรก็แก้กันไปทีละเรื่องๆ จนรู้สึกจะแก้ต่อไปไม่ไหวแล้ว ก็ปล่อยให้เลือกตั้งกันตามเดิม ผลออกมาเละจนประชาชนทนไม่ไหวต้องออกมาแก้ปัญหากันเองจนนองเลือด วิธีการปฏิรูปสังคมโรมันของชนกลุ่มน้อยชาวคริสต์ในมหาอาณาจักรโรมันที่กำลังเรืองอำนาจอย่างสุดขีดและกำลังหลงไหลในอำนาจอย่างเต็มที่อย่างนั้น ย่อมเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ และชาวคริสต์รุ่นแรกภายใต้การนำของเปโตรก็สูญเสียจริง แต่สูญเสียอยู่ฝ่ายเดียวจนฝ่ายกำอำนาจสงสารและเห็นใจจนต้องเปลี่ยนใจมาสนับสนุนด้วยเหตุผลว่าได้วินวินทั้งคู่ แน่นอนว่าวิธีการเช่นนี้ไม่มีนักการเมืองใดหรือพรรคการเมืองใดคิดจะเอาอย่าง ส่วนชาวคริสต์กลับมองไปอีกอย่าง เพราะชาวคริสต์เชื่อว่าพระเจ้าได้ทรงมีแผนใหญ่คุมแผนย่อยไว้แล้วตั้งแต่ทรงดำริสร้างโลก (เอกภพ) และสร้างมนุษย์ แผนการของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่และครอบคลุมยากที่ใครจะเข้าถึงได้อย่างครบวงจร พระเจ้าทรงทราบดีว่ามนุษย์คิดอย่างไรก็อยู่ในกรอบกระบวนทรรศน์ใดกระบวนทรรศน์หนึ่ง แต่พระเจ้าทรงคิดแบบอนันต์นอกกรอบกระบวนทรรศน์ นี่คือความหมายที่เปโตรเข้าใจจากที่พระเยซูทรงกำชับให้ผู้คิดจะทำงานในทีมของท่านต้องเตรียมตัวรับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อทำงานภายใต้การดลใจของพระจิตซึ่งจะเข้าใจได้ในกรอบของกระบวนทรรศน์ร่วมสมัยแต่ละสมัย แต่จะสอดกคล้องกับทุกกระบวนทรรศน์โดยอัตโนมัติ เพราะทุกกระบวนทรรศน์ย่อมส่งผลรวมไปยังแผนรวมเพื่อเข้าใจแผนรวมของพระเจ้าได้เท่าที่แต่ละกระบวนทรรศน์จะสามารถเข้าใจได้ ซึ่งเปาโลได้กล่าวไว้ว่า ยังไงก็รู้ได้แค่เป็นภาพสะท้อนของกระจกเงา จนกว่าจะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์นั่นแหละจึงจะเข้าใจได้โดยตรง ไม่ต้องอาศัยแสงสะท้อนอย่างทุกวันนี้ ชาวคริสต์ทั้งหลายจึงพอใจกับเงื่อนไขดังกล่าวและมีกำลังใจรอคอยให้ถึงวันนั้น

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018