ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท. (24)

ความสุขในปรัชญาธรรมาภิบาล

สามชั่วโมงแรกแห่งการอบรมให้เริ่มด้วยประโยชน์อันนำความสุขสู่มหาชนชาวสยามและคนทั้งโลก เริ่มจากความเป็นจริงแห่งชีวิต คือ ทุกชีวิตจะทำอะไรย่อมมุ่งหาความสุขเป็นเป้าหมายสุดท้าย

ความสุขในความหมายกว้างที่สุดของปรัชญาคือการได้ตอบสนองสัญชาตญาณ จึงมีความหมายได้หลายอย่างตามชนิดของสัญชาตญาณ หากสสารมีความสุขได้มันก็ต้องมีสัญชาตญาณในระดับสสาร สสารพูดไม่ได้ว่าเมื่อไรสสารมีความสุข แต่เราใช้ปัญญาของเราสังเกตได้ว่าสสารทุกก้อนที่เรียกว่า 1 เทห์มีพลังเฉื่อย คือมีสภาพอย่างไรก็อยากคงสภาพอย่างนั้น เช่น อยู่นิ่งก็อยากอยู่นิ่งเรื่อยไป หากวิ่งก็อยากวิ่งเรื่อยไป หากไม่มีพลังอื่นมาบังคับ มันจะไม่เปลี่ยนแปลงและมันแสดงอาการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในตัวมันอยู่ตลอดเวลา จึงสรุปได้ว่ามันมีสัญชาตญาณต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและมีความสุขกับการได้ใช้พลังเฉื่อยของมันตามสบาย ไม่ต้องถูกรบกวนให้ต้องเปลี่ยนแปลงใดๆในตัวเอง ภายนอกตัวมันจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นสักเท่าใด อย่างไร หากไม่กระทบถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวมัน มันไม่มีปฏิกริยาใดๆต่อต้าน ต้องกระทบถึงตัวมัน มันจึงแสดงว่าไม่ชอบ

ในทำนองเดียวกันเราสังเกตได้ว่าพืชทุกชีวิตมีสัญชาตญาณหาอาหารซึ่งรวมถึงน้ำ อากาศ แสงแดด และสิ่งแวดล้อม มันมีความสุขตามประสาพืชที่ได้ตอบสนองสัญชาตญาณพืช แต่ขณะเดียวกันพืชก็มีส่วนหนี่งเป็นสสารและมีสัญชาตญาณสสาร จึงมีความสุขได้ 2 ระดับคือระดับสสารและระดับพืช ในทำนองเดียวกันสัตว์สามารถมีความสุขได้3ระดับ คือ สสาร พืช และอารักขายีนของสัตว์ มนุษย์เราสุดยอดจริงๆ มีถึง 4 สัญชาตญาณจึงมึความสุขได้ 4 ระดับ คือ สสาร พืช อารักขายีน และปัญญาอันได้แก่การสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา มนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาชนชาวสยามเรา จึงต้องรู้จักบริหารพลังจากสัญชาตญาณทั้ง 4 ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ไม่ขาดไม่เกิน จึงจะมีความสุขได้ตามพระปณิธาน

มนุษย์เรามีร่างกายซึ่งเป็นสสาร มันจึงมีสัญชาตญาณสสารคือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง การอยู่นิ่งเฉยวางเฉย ไม่ยอมเหนื่อย ไม่ยอมบริการ ไม่ยอมปรับตัว ไม่ยอมปรับคุณภาพชีวิต มันเป็นสัญชาตญาณที่ให้ความสุขแก่มวลสารยิ่งมากเท่าใดยิ่งดี สสารไม่มีทางเลือก มันเป็นความชอบธรรมของสสารที่จะหาความสุขอย่างนั้นได้เพียงอย่างเดียว แต่มนุษย์มีทางเลือกที่จะให้ความสุขแก่สัญชาตญาณอื่นอีกถึง 3 สัญชาตญาณ จึงต้องใช้วิจารณญาณหาค่าเฉลี่ยตามพระนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง เราต้องการหยุดทำการเพื่อพักผ่อนและรับการบริการจากผู้อื่นให้พอเพียง มิฉะนั้นจะขาดและเสื่อมเสียสุขภาพ หากพักผ่อนมากเกินไปและไม่ทำหน้าที่บริการแก่ผู้อื่นทั้งในและนอกหน้าที่ ก็จะเข้าข่ายความเกียจคร้านซึ่งเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง และถ้าหากเรียกร้องบริการมากเกินสิทธิอันพึงมีพึงได้อย่างชอบธรรมก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว เราต้องศึกษาและใช้ปัญญาตามมโนธรรมเพื่อหาความพอดีตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

เราจะดูความสุขพอเพียงตามสัญชาตญาณอื่นของมนุษย์ในตอนต่อไป เราถกปัญหาเหล่านี้กันอย่างละเอียดยิบที่ ม.ราชภัฏสวนสุนันทาทุกวันอาทิตย์ 9-16 น. ไม่มีค่าลงทะเบียน จองที่นั่งได้ที่ 086-0455299 ศ.กีรติ บุญเจือ นำการสานเสวนา ต้อนรับสุภาพชนทุกท่าน

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018