badiou

ปรัชญาภิรมย์ (37)

ดาวรุ่งแทนแอร์เริสทาทเถิล

แฟนคลับ: เอาเป็นว่านักปรัชญาที่เป็นดาวรุ่งระดับโลกในปัจจุบันเป็นใคร แล้วเขาคิดอะไรอยู่ และทำไมจึงถูกใจนักคิดในปัจจุบันขณะนี้

ผม: เท่าที่ผมรู้ก็เห็นจะได้แก่ศาสตราจารย์อแลง บาดีอู (Alain Badiou) ชาวฝรั่งเศสครับ ผมเชื่อตามที่ Oliver Feltham ได้เขียนในบทนำหนังสือแปลจากบาดีอู: Infinite Thought, Truth and the Return to Philosophy: London, Continuum, 2004, p.1 ว่า” Alain Badiou is one of  France’s foremost living philosophers อแลง บาดีอูเป็นนักปรัชญาที่เด่นที่สุดคนหนึ่งของฝรั่งเศสที่ยังมีชีวิตอยู่”

แฟนคลับ: ถ้างั้นก็ขอทราบเบื้องหลังเลยค่ะ  แล้วค่อยมาดูความคิดที่ทำให้เขาเป็นดาวรุ่งทางปรัชญา ทำไมชาวโลกจึงชอบ และสุดท้ายจะได้ช่วยกันดูว่านักคิดไทยควรสนใจรับรู้มากน้อยแค่ไหน ดีไหมคะ

ผม: เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ ผมจะพยายามดูว่าจะทำได้แค่ไหน

แฟนคลับ: เอาเลยครับ/ค่ะ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ดีกว่าไม่รู้เรื่องเลยว่าชาวโลกเขากำลังสนใจคิดอะไรกัน จะรู้แค่ความคิดเดิมๆ เก่าๆแก่ๆล้าสมัยแล้ว ไม่ทันรับประทานแล้วละครับ

ผม: อย่างนั้นก็เอาเลย ผมจะได้สบายใจ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ว่ากันเท่าที่เต็มที่ก็แล้วกัน หนังสือหลักที่ผมอ่านอยู่ขณะนี้ก็คือ Ed Pluth. Badiou: A Philosophy of the New. Cambridge: Polity Press, 2010, p.17. อแลง บาดีอู เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ.1937 หรือพ.ศ.2480 (ผมอายุได้ 8 ขวบแล้วครับ กำลังเรียนชั้นประถม 1) ที่จังหวัด Rabat ประเทศโมรอคโคซึ่งขณะนั้นเป็นประเทศในอารักขาของฝรั่งเศส บิดามารดาเป็นชาวฝรั่งเศส จบจากสถาบัน Ecole Normal Superieure แห่งปารีสด้วยกันทั้งคู่ บิดาได้ปริญญาคณิตศาสตร์ มารดาได้ปริญญาอักษรศาสตร์ ไม่รู้ไปทำอะไรที่โมรอคโค สงสัยจะได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่นั่น ระหว่างสงครามโลกบิดาเข้าขบวนการใต้ดินต่อต้านการยึดครองของนาซี เมื่ออแลงขึ้นชั้นมัธยมศึกษาครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ที่ตูลูส (Toulouse) บิดาสมัครเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมและได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีแห่งตูลูส ครั้นจบชั้นมัธยมศึกษาก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดิมของบิดามารดาที่กรุงปารีส คือ Ecole Normale Superieure ตั้งแต่ค.ศ.1956 โดยผสมผสานคณิตศาสตร์กับอักษรศาสตร์เป็นปรัชญา และสนใจปรัชญามากซีสม์เป็นพิเศษภายใต้การนำของอัลตูสเซร์ (Althusser) จบแล้วได้ตำแหน่งอาจารย์ปรัชญาที่มหาวิทยาลัยแรงส์ ค.ศ.1968 อายุ31ปีได้ตำแหน่งสอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยปารีสร่วมกับ  Deleuze  ก.ค.ศ.1998 ได้ตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาปรัชญาของสถาบัน Ecole Normale Superieure จนเกษียณอายุเมื่อค.ศ.2002 มีงานเขียนมากมายทางปรัชญา  นวนิยาย และวิจารณ์สังคม ภาพยนต์ ดนตรี ศิลปะ แนวคิดปรัชญาพัฒนาจาก มากซีสม์ เป็นมากซิสม์ใหม่ และหลังนวยุคสายกลางในที่สุด

ระหว่างที่เรียนปรัชญา (1956-1966) ได้เรียนมากซิสม์ใหม่ตามการตีความของอัลตุสเซร์ ได้เรียนลัทธิโครงสร้างนิยม(structuralism) ของเลวีสโตรส ลัทธิหลังโครงสร้างนิยม(poststructuralism) ของลากอง ลัทธิอัตถิภาวนิยมของซาตร์ บาดีอูเองสารภาพว่าติดใจซาตร์มากทั้งความคิดและบุคลิกภาพ มุ่งรู้ทุกอย่างของซาตร์อย่างคลั่งไคล้เป็นบ้าเป็นหลัง อาจารย์สอนปรัชญาชมว่ามีหัวปรัชญาก็เลยอยากเป็นนักปรัชญาอย่างซาตร์เพื่อเป็นขวัญใจของผู้อ่านเหมือนอย่างซาตร์ ค.ศ.1960 มีการนัดหยุดงานใหญ่ของกรรมกรในเบลเยียม เขาลองฝีมือทำหน้าที่นักข่าวเชิงวิจารณ์และได้ผล และคิดว่าจะทำอย่างซาตร์ได้จริงๆ เพราะในปีค.ศ.1964 สำนักพิมพ์ Editions du Seuil รับพิมพ์เผยแพร่หนังสือ Almagestes อันเป็นนวนิยายปรัชญาที่แสดงบรรยาศกระบวนทรรศน์ที่2ของชาวกรีกแห่งเมืองแอลเลิกแซนเดรียขณะกำลังเป็นศูนย์กลางโลกแห่งความรู้โดยเลียนสไตล์การเขียนของซาตร์

ระหว่างเป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยแรงส์ (ค.ศ.1966-7) ก็ได้พิมพ์เผยแพร่นวนิยายปรัชญาอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Portulants กรรมกรท่าเรือที่แสดงบรรยากาศกระบวนทรรศน์ที่ 4 มาร์กซิสท์ของชาวฝรั่งเศสยุคอุตสาหกรรมรุ่ง ในขณะเดียวกันก็พยายามรวบรวมอาจารย์และนักศึกษาหัวรุนแรงฝ่ายซ้ายเรียกว่าชมรมญาณปรัชญา (Epistemoligy Circle) เลียนแบบชมรมเวียนนา เพื่อศึกษา พัฒนาและเผยแพร่อุดมการณ์ของคาร์ล มากซ์ให้เหมาะกับรสนิยมของชาวฝรั่งเศส มีวารสาร Les cahiers pour l’analyse สมุดวิเคราะห์ มีสมาชิกร่วมสนใจจากสาขาวิชาต่างๆเป็นอันมาก เช่น สายคณิตศาสตร์ ปรัชญาลัทธิโครงสร้าง ลัทธิมากซ์ สายจิตวิเคราะห์ สายภาษาศาสตร์ นักปรัชญาเด่นๆสนใจร่วมลงบทความเช่น Derrida, Foucault, Lacan, Althusser, Levi-Strauss, Canguilhem บาดิอูลง 2 บทความสำคัญคือ “Infinitesimal Subversion” และ  “Mark and Lack: On Zero ” ซึ่งแสดงแนวโน้มชอบประนีประนอมความขัดแย้งในรูปแบบ (Formal Dialectics)  ที่จะขยายผลเป็นหนังสือ The Concept of Model, 1969.

ค.ศ.1968 เริ่มเป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยปารีสเขต 8 แวงแซน (Vincennes) เหตุระทึก (Event ในความหมายที่บาดิอูต้องการ) แรก ณ ที่เข้ามาสอนที่แวงแซนก็คือ การนัดหยุดงานทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคม 1968 ซึ่งทำให้บาดิอูช็อคมากๆขนาดที่บาดิอูเปรียบได้กับเหตุการณ์บนถนนสู่ดามาสคัส (The Road to Damascus)   อะไรทำให้บาดิอูเปรียบเทียบเช่นนั้น เอ็ดพลุธพยายามรวบรวมเหตุผลไว้หลายประการด้วยกัน เช่น 1.กระแสความคิดโครงสร้างนิยมหักเหเข้าทิศทางของหลังนวยุคโดยเรียกตัวเองว่าหลังโครงสร้างนิยม ดังมีสำนวนพูดล้อเลียนสังคมฝรั่งเศสในช่วงนั้นว่า “La structure ne marche pas dans la rue. โครงสร้างไม่ออกมาเดินให้เห็นในถนนอีกแล้ว”  2.- บาดิอูหันมาให้ความสำคัญแก่ลัทธิเหมาในองค์การ UCFML หรือUNION OF COMMUNISM FRENCH-MARXIST-LENINIST ที่ตนเองเป็นหัวเรือใหญ่จัดตั้งขึ้นในปีค.ศ.1970 ซึ่งตนเองได้พยายามชักชวนให้เชื่อว่าเหมาอธิบายทฤษฎีปฏิพัฒนาการ (dialectical theory) ได้ดีที่สุด 3.ท่าทีของบาดิอูเปลี่ยนจากพยายามรับฟัง (passivist) เป็นนักปลุกระดม (activist) ดังคำสารภาพของบาดิอูเองในหนังสือThe Century ว่า “ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์ชัดเจนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการรณรงค์กับการยอมจำนน มันเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในเหตุการณ์พฤษภาคม1968และหลายปีต่อมา มันถอนข้าพเจ้าออกจากความเป็นอยู่แบบก่อน คือรับรู้แล้วก็เลือกเอาไปใช้ตามอัธยาศัย มาเป็นพยายามหาทางแก้ไขและอยากจะเสนอให้คนทั้งโลกได้รับรู้เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา

ค.ศ.1980 เริ่มเผยแพร่ความคิดของตนเองแบบหลังนวยุคสายกลางเป็นภาษาฝรั่งเศษ ยังไม่มีใครสนใจแปลเป็นภาษาอังกฤษ ขณะนั้นนักคิดสหรัฐฯกำลังตื่นเต้นกับลัทธิหลังนวยุคจากฝรั่งเศสและเยอรมนี และกำลังจะหาสายกลางของตนเองที่ปรับเข้าได้กับลัทธิปฏิบัตินิยมเพื่อให้เป็นลัทธิปฏิบัตินิยมใหม่ เพิ่งจะเริ่มมีผู้แปลความคิดของบาดิอูเป็นภาษาอังกฤษเมื่อปีค.ศ.1999 ชื่อว่า Manifesto for Philosophy: State University of New York จากนั้นความคิดของบาดิอูก็พรั่งพรูเข้ามาในภาษาอังกฤษและนักคิดอเมริกันก็พบว่าปรัชญาหลังนวยุคสายกลางหรือลัทธิปฏิบัตินิยมใหม่ที่ตนต้องการและแสวงหาอยู่นั้นก็คือปรัชญาที่บาดิอูกำลังเสนออยู่นี่เอง เพียงแต่ต้องปรับบางอย่างที่ต้องปรับ (mutatis mutandis = to change what to be changed) ผมได้รู้จักความคิดของบาดีอูก็โดยผ่านทางหนังสือแปลเหล่านี้แหละ หนังสือที่ตั้งใจพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นสำคัญ เช่น Theory of Subject (2009), Being and Event(1988), Conditions (2008), Saint Paul (2003)  ที่เน้นความสุขแท้ตามความเป็นจริง เช่น Saint Paul (2003), Manifestation for the Philosophy, vol. 2 (2011), Aesthetics (1993), Gilles Deleuze (1997) ที่มุ่งสร้างบรรยากาศพหุภาวนิยม เช่น Transitory Ontology (1998), Manual of Inesthetics (1998), Metaphysics (1998) สรุปได้ว่าความคิดของบาดิอูนักปรัชญาดาวรุ่งล่าสุดที่รับรู้กันของมนุษยชาติ เน้น 3 ประเด็น คือ 1.พัฒนาคุณภาพชีวิต 2. เพื่อความสุขของมวลชน 3. สร้างกระบวนทรรศน์พหุนิยมไม่ยึดมั่นถือมั่นมีหลักยึดเหนี่ยวแต่ไม่ยึดติด จึงต้องหาอภิปรัชญาที่เหมาะสม

แฟนคลับ: ตรงนี้ใช่ไหมคะที่ถูกใจท่านอาจารย์

ผม: ใช่ แต่ไม่ทั้งหมด มีมากกว่านั้นเยอะ เมื่อ 77 ปีมาแล้ว พ.ศ.2482  ผมประสบเหตุระทึกใจ(Event ในความหมายของบาดิอูเป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้ 10 ขวบ ขณะนั่งที่หัวบันไดบ้านมองดูพระจันทร์เต็มดวง นึกอยากมีปีกบินไปดูว่าบนดวงจันทร์มีอะไรกันแน่ แล้วก็บินต่อออกไปเรื่อยๆจนถึงดาวดวงสุดท้าย แล้วก็บินต่อไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ มันไม่น่าจะจบ ถ้าจบก็จะเอาค้อนติดตัวไปต่อยให้ทะลุแล้วก็บินต่อไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด ก็คงมีที่ให้บินต่อไปเรื่อยๆ ความไม่รู้จบมันคืออะไร รุ่งเช้าไปถามครู ครูบอกเพียงสั้นๆว่าไม่รู้ เขาเขียนเป็นเลขแปดนอน รู้เพียงแค่นั้น จึงได้ตั้งปณิธานให้กับตัวเองว่าโตขึ้นต้องเข้าใจให้ได้ เมื่อมีโอกาสได้เรียนปรัชญาจึงเอาฤกษ์ตั้งคำถามวิทยานิพนธ์ว่า Does Infinity Exist? ทำจบสอบผ่านได้ แต่ก็ยังรู้สึกว่าตีบทยังไม่แตก

เหตุระทึกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2541 อายุได้ 69 ปี ได้ทุนไปเรียนปรัชญาหลังนวยุคเป็นเวลา 6 เดือนที่วอชิงตันดีซี ตื่นเต้นที่ได้รู้ว่า ปรัชญาที่แล้วๆมาล้วนเป็นปรัชญายึดมั่นถือมั่น อันเป็นสาเหตุแห่งการแบ่งพวกตามความคิดที่ยึดมั่นถือมั่น อันเป็นสาเหตุให้แข่งขันกันหาคนมาเข้าพวกให้มีพวกเยอะๆไว้ อันเป็นสาเหตุแห่งการไม่ไว้ใจกัน อันลงท้ายด้วยการทำลายเขาก่อนที่เขาจะทำลายเรา ปัญหาตามมาเยอะ ต้องอบรมกันใหม่ให้ตรงข้ามคือไม่ยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือว่า 1.แบ่งกลุ่มกันรับผิดชอบแทนแบ่งพวก 2. ช่วยเหลือเกื้อกูลกันแทนแข่งขันกัน 3.ไว้ใจกันแทนไม่ไว้ใจกัน 4. สามัคคีธรรมแทนทำลายกัน ฝรั่งเขาดีใจกันว่าได้พบของใหม่มีคุณค่ายิ่งต่อมนุษยชาติ ผมเลยแสดงมุทิตาจิตร่วมยินดีกับผู้ประสบความสำเร็จที่น่ายกย่อง ครั้นกลับมาสอนบังเอิญอ่านพบทิฏฐิสูตรระบุไว้ตั้ง 2,500 ปีมาแล้วว่า อลีนะคือทรรศนะที่ว่าอิทเมวสจฺจํ โมฆมญฺญํ นำไปสู่วิวาทะ ไม่พึงยึดถือ เท่านั้นแหละเกิดเหตุระทึกเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต เรามีของดีมานาน “อลีนะ” พระะพุทธเจ้าพบ ชาวอินเดียเขาไม่เชิดชูเท่าที่ควร กลับไปยกให้เป็นเกียรติแด่มหาตมะ คานทีแต่เพียงผู้เดียว ก็ช่างเขาปะไร เราคนไทยมาช่วยกันเชิดชูดีไหม บอกให้ฝรั่งเขารู้กันเสียทีว่าที่ยูว่าค้นพบใหม่นั้นมันใหม่สำหรับยู แต่ไอเทิดทูนมานานแล้ว เก็บไว้อย่างดี ใส่ตู้ไว้กราบเช้ากราบเย็น  ตอนนี้จะนำออกแสดงให้โลกเห็นแล้วละนะ ชาวอินเดียเขาไม่สนใจหรอก อย่าไปถามเขาให้เสียเวลาเลย ผมระทึกใจจริงๆก็ตอนนี้แหละ เหตุระทึกที่ 3 เกิดขึ้นวันนี้เอง วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ.2559 อายุ 87 ปี เตรียมสอนปริญญาเอกปรัชญาสวนสุนันทาพยายามสรุปประเด็นจากหนังสือของ Ed Pluth เรื่อง Badiou: A Philosophy of the New, 1910 ได้เป็น3ประเด็นดังกล่าวข้างต้น ขณะเดินย่อยอาหารหน้าบ้านเวลา 20.00น. ขณะทบทวนความจำว่าวันที่ 5 พฤษภาคม จะต้องแต่งเต็มยศเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อถวายความจงรักภักดีในงานสโมสรสันนิบาต พลันนึกไปถึงพระปฐมบรมราชโองการเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เอ๊ะ! มันตรงกันนี่ ปิ๊ง!!! บาดิอูแถลงไว้เมื่อพ.ศ.2532 (ค.ศ.1989) ด้วยการเผยแพร่หนังสือ Manifesto for Philosophy พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสไว้ก่อนถึง 39 ปี เอาละซี จะทำอย่างไรดี จะเฉยอยู่ไย นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงศึกษาทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงรู้กระแสความคิดและความต้องการของกระแสความคิดปรัชญาระดับโลกอย่างแน่นอน พระปฐมบรมราชโองการของพระองค์มีลักษณะปรัชญาสมบูรณ์แบบสำหรับคนทั้งโลก ประองค์ตรัสตัดหน้าดาวรุ่งบาดิอูถึง 39 ปี เมื่อพระองค์ประกาศพระปฐมบรมราชโองการในปีพ.ศ.2493 (ค.ศ.1950) นั้น ปรัชญาของผมเองยังไม่เป็นลูกผีลูกคน (เพราะผมไปเริ่มเรียนปรัชญาในเดือนตุลาคม ค.ศ.1952) ในขณะที่บาดิอูมีอายุเพียง 13 ขวบ (ยังเรียนไม่ถึงมัธยมศึกษาด้วยมั้ง) เหตุระทึกใจล่าสุดของผมจึงอยู่ตรงนี้ ในขณะที่ผมส่งบทความ “ราชบัณฑิตเสวนา”ประจำเดือนเมษายนไปให้หนังสือพิมพ์เดลินิวส์เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2559 โดยวิเคราะห์ว่าพระดำรัสเป็นเหมือนพิมพ์เขียว เสริมด้วยพระจริยวัตรในฐานะพิมพ์น้ำเงิน ทั้ง 2 พิมพ์มุ่งที่ความสุขของมวลชน ด้วยสัญชาตญาณปัญญาคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหา เสร็จแล้วก็หันไปเตรียมสอนหลักสูตรปริญญาเอก-โทปรัชญาและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (รับนักศึกษาจบตรี-โทเพื่อเรียนโท-เอก) บังเอิญปิ๊งหนังสือเขียนโดย Ed Pluth เริ่มอ่านตั้งแต่คำนิยม คำนำ… อ่านแล้ววางไม่ลง รู้สึกเหมือนได้เห็นคนคนหนึ่งเดินตามรอยพระยุคลบาททิ้งช่วงเวลากัน 39 ปีและอยู่คนละทวีป พูดเรื่องเดียวกันแต่ในคนละบรรยากาศและด้วยสำนวนภาษาต่างกัน บาดิอูพูดด้วยสำนวนภาษาปรัชญาให้นักปรัชญาระดับโลกอ่าน ผมจึงต้องพยายามแปลงให้เป็นสำนวนภาษาที่คนไทยส่วนมากจะเข้าใจได้ตามนโยบายต่วยตูน ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสด้วยภาษาราชการไทยให้พลเมืองไทยทุกคนเข้าใจได้และทรงเสริมด้วยพระจริยวัตรในกรอบของกฎมณเฑียรบาล ผมจึงต้องขยายความให้เป็นปรัชญาที่ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่ผมจะหยั่งเห็นได้และสาธยายให้ผู้รู้ปรัชญาในภาษาไทยจะวิจักษ์ได้ เพราะมาถึงพ.ศ.นี้คนไทยได้เรียนรู้ปรัชญาระดับโลกกันพอสมควรแล้ว เพียงยังปรับสำนวนภาษาและความเข้าใจร่วมกันยังไม่ดีนัก จึงต้องพยายามหาทางสายกลางเท่าที่เห็นว่าจะเข้าใจตรงกันได้มากที่สุด ต้องพูดจากันไปเรื่อยๆแล้วทุกอย่างจะค่อยๆเข้าที่เข้าทาง ถ้าไม่พูดอะไรกันบ้างเลยก็คงจะไม่มีอะไรดีขึ้นอย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้น ผมยังใฝ่ฝันจะปรับให้สำนวนเข้ากระแสปรัชญาทันสมัยระดับโลก เพื่อให้กระแสปรัชญาระดับโลกได้ตระหนักว่ามีราชปรัชญาไทยในยุคปัจจุบันที่ชาวโลกควรรับรู้

แฟนคลับ: ถ้าเช่นนั้นขออ่านพิมพ์เขียวพิมพ์น้ำเงินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสักหน่อยได้ไหมคะ

ผม: ได้ซีครับ ขอผลัดไว้ครั้งหน้านะครับ เพราะครั้งนี้ได้เพียงแค่นี้ครับ

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018