pse

ปรัชญาอปท (34)

ปรัชญาพระราชาภาษาง่าย

            ปรัชญาที่เป็นตัวนำศาสตร์พระราชาเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม จะใช้แค่ปรัชญาบริสุทธิ์เท่านั้นก็พอ และอธิบายด้วยภาษาง่ายขนาดภาษาเด็กอมมือก็ได้ และจะให้ยากขนาดไหนก็ได้แล้วแต่การใช้ศัพท์ ส่วนปรัชญาประยุกต์ให้เป็นปรัชญาประยุกต์จริงๆ ค่อนข้างยากที่จะใช้ภาษาง่ายๆตลอดรายการ เพราะเป็นการนำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของวิชาต่างๆ การเอาวิชาใดวิชาหนึ่งมาสรุปจนเห็นปัญหาเชิงปรัชญานั้นเป็นเรื่องยากอยู่ในตัว และจำเป็นต้องเอาปรัชญาบริสุทธิ์ที่สรุปรวบยอดให้กระทัดรัดเช่นกัน จึงจะประกบกับผลสรุปจากวิชาที่ต้องการตีความได้ แต่จะเข้าใจปรัชญาบริสุทธิ์เพียงเพื่อทำดีมีสุขเองหรือเพื่ออบรมคนอื่น ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์หรือใช้เพียงเล็กน้อยก็พอ เช่น ความสุขคือการทำให้สัญชาตญาณสมหวัง เป็นต้น

 

ปรัชญาในวัยทารก

            ทารกที่เริ่มหัดพูดซึ่งเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าปัญญาเริ่มทำงานแล้ว ขณะเดียวกัน ปัญญาเริ่มหาความสุขจากสัญชาตญาณอยากรู้ทันที ให้สังเกตว่าทารกเริ่มใช้ปัญญาถามว่าอะไร เห็นอะไรก็ถามอะไรไว้ก่อน และเขามีความสุขทุกครั้งที่มีคนตอบว่ามันเป็นแมว เพราะมันตอบสนองสัญชาตญาณอยากรู้ว่าสิ่งที่เขาเห็นอยู่นั้นมีอยู่หรือไม่ เมื่อรู้ว่ามันเป็นแมว หรือไม่เป็นเสือ เขาก็มีความสุขทั้งนั้น เพราะเกิดความรู้ว่าแมวมีอยู่และเสือไม่มีอยูที่ตรงนั้น มันเป็นการศึกษาอภิปรัชญาของปัญญาน้อยๆนั้น ต้องการรู้ว่าอะไรมีอยู่และอะไรไม่มีอยู่ รู้แล้วก็มีความสุข และความรู้นี้ก็จะเป็นฐานข้อมูลให้หาความรู้เชิงอภิปรัชญาต่อไป เช่นไปเห็นแมวที่ไหนก็จะรีบบอกให้คนอื่นรับรู้ครามรู้ของเขาว่านั่นแมวเพื่อให้ผู้ฟังได้มีความสุขร่วมกับเขาด้วย

ครั้นปัญญาสามารถขึ้นไปถึงขั้นญาณปรัชญา เขาจะเริ่มปั้นคำถามใหม่โดยชี้ไปที่ข้อมูลของเขา เช่น ชี้ไปที่กรงเสือ พลางพูดเชิงขอความเห็นว่า “นั่นแมวตัวโต(ใช่ไหม)?” คือเขารู้แมวและโตแล้ว เขามีเกณฑ์แมวโต (ญาณปรัชญาในปัญญา และเขาต้องการทดสอบเกณฑ์ของเขา จึงอยากจะถามว่าสัตว์ในกรงนั้นเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่ เมื่อรู้ว่าไม่ใช่เขาก็มีความสุข และเมื่อรู้ว่ามันคือเสือเขาก็มีความสุขที่ได้ขยายความรู้เชิงอภิปรัชญาด้วย จึงอยากจะขอร้องว่าเมื่อเด็กตั้งคำถามอย่างนี้บ่อยๆโปรดอย่าอารมณ์เสีย โปรดเสียสละทนความเบื่อของตนเองเพื่อช่วยให้เด็กพัฒนาสัญชาตญาณปัญญาอย่างมีความสุขด้วยเถิด

ครั้นปัญญาพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง คือขั้นจริยศาสตร์ จะชอบถามว่ากินได้ไหม ดูได้ไหม ทำได้ไหม เมื่อรู้ว่าได้หรือไม่ได้เขาก็มีความสุข และเมื่อทำตามที่รู้ว่าได้หรือไม่ได้ก็มีความสุข เรียกว่ามีความสุขตามมโนธรรม หากได้ชินเป็นนิสัย ต่อไปจะประพฤติผิดยากมากๆ

ต่อไปจะถามว่าชอบไหม แสดงถึงอารมณ์สุนทรีว่าเรามีตรงกับเขาไหม หากเราบอกว่าชอบอย่างนั้นมากกว่า เขาก็จะพยายามปรับความรู้สึกซึ้งของเขาได้บ้าง

เมื่อเขาถามว่า ได้บุญไหม ได้บาปไหม ก็แสดงว่าปัญญาของเขาอยากมีความสุขแบบทุ่มเทแล้ว อันเป็นแดนศาสนาแห่งปรัชญาบริสุทธิ์ เมื่อเข้าถึงตั้งแต่อายุยังน้อยแล้วก็ยากที่จะจางหาย

จึงเห็นได้ว่าปรัชญาบริสุทธิ์อันเป็นฐานให้เกิดความสุขตามพระปฐมบรมราชโองการนั้น เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นสัญชาตญาณของปัญญา แต่ต้องการผู้รู้ช่วยอบรมและเตือนสติอยู่เสมอเป็นช่วงๆ ก็จะเป็นพลเมืองดี อยากทำดีมีสุขโดยอัตโนมัติหรือตามสัญชาตญาณปัญญา

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018