Josephus

ซอกแซกหามาเล่า (254)

เจอซีเฝิสนักเขียนประวัติศาสตร์สมัยพระเยซู

            ชื่อทางวิชาการของบุคคลชผู้นี้คือ แฟลฟเวียส เจอซีเฝิส (Flavius Josephus 37-101) อันเป็นชื่อภาษาละตินของชาวยิวคนหนึ่ง ซึ่งมีชื่อภาษาฮีบรูว่า Joseph ben Mattathias เกิดในครอบครัวปุโรหิตที่มีอันจะกินเมื่อปีค.ศ.37(หลังพระเยซูสิ้นพระชนม์ 7 ปี หลังเปาโลกลับใจ 1 ปี) บิดามีเชื้อสายปุโรหิต จึงได้มีการศึกษาศาสนาควบคู่กับการเรียนวิชาการของชาวโรมัน ทางมารดามีเชื้อสายราชวงศ์แฮสโมเนียน (Hasmonean) จึงสนใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเชื้อสายของตน โดยรวบรวมหลักฐานจากบันทึกของคัมภีร์ไบเบิลเสริมด้วยบันทึกของนักประวัติศาสตร์เท่าที่ค้นหาศึกษาได้ในสมัยนั้น อยากจะเข้าใจเกมการเมืองโดยหวังจะมีโอกาสช่วยชาติ อายุ 16 ปีทุ่มเทศึกษาอุดมการณ์ของพรรคการเมืองที่สำคัญทั้ง 3 ฝ่ายเพื่อเปรียบเทียบคือ ฟารีสี ซัดดูสี และเอสเซน สนใจอุดมการณ์ของพรรคเอสเสนเป็นพิเศษ ได้ใช้ชีวิตในอาศรมของคุรุเอสเสนนามว่าแบนเนิส (Bannus) เป็นเวลา 3 ปี อายุ 19 ปี ตัดสินใจเข้าพรรคฟาริสี เพราะเห็นว่าดูแลประชาชนดีที่สุด เริ่มหาโอกาสสร้างภาพพจน์

ค.ศ.64 (อายุ 27 ปี) เดินทางไปกรุงโรมในคณะทูตผู้แทนพลเมืองยิวเพื่อแก้ต่างให้แก่ปุโรหิตบางคนที่ข้าหลวงโรมันส่งมาให้จักรพรรดินีโรตัดสินความผิด เจอซีเฝิสหาได้เพื่อนชาวยิวในกรุงโรมพาเข้าพบเจรจากับมเหสีพัพเผีย (Poppea) ของจักรพรรดิได้สำเร็จ ทุกคนพ้นข้อหา เจอซีเฝิสได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของกรุงโรมแล้วรู้สึกอนาถใจที่เพื่อนร่วมชาติของตนไม่รู้จักออมชอมกับอำนาจโรมันให้ลงตัวเพื่อความอยู่ดีมีสุข คิดว่ากลับไปกรุงเยรูซาเลมจะเกลี้ยกล่อมพรรคพวกของตนให้รับสภาพความเป็นจริงแห่งชีวิตและสถานการณ์โดยจะสมานทุกพรรคให้ยอมประนีประนอมผลประโยชน์ให้ลงตัวให้ได้แล้วทุกอย่างจะดีเอง ครั้นกลับไปถึงจริงๆก็รู้สึกผิดหวัง เพราะไม่มีใครยอมใคร มีแต่คนไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ที่สุดก็ตัดสินใจเข้าข้างเสียงข้างมาก คือกอบกู้เอกราชจากอำนาจโรมัน โดยหวังว่าพระยาห์เวห์จะทรงส่งพระเมสสิยาห์มาช่วย เจอซีเฝิสได้รับหน้าที่เป็นแม่ทัพแห่งกาลิลี เขาจำใจรับอย่างเสียไม่ได้ เขาบันทึกไว้ตามความรู้สึกเฉพาะหน้าว่า เขาเชื่อว่าข้าหลวงแห่งซีเรียเซสเฉิส แกลเลิส (Cestius Gallus) จะต้องยกทัพจากซีเรียมาปราบ และคงจะปราบได้อย่างง่ายดาย แต่ผลกลายเป็นว่ากองทัพแห่งกาลิลีของเขาซึ่งเป็นด่านหน้าเพราะอยู่ชายแดนด้านเหนือ ได้แสดงความสามารถยอดเยี่ยม ทำลายกองทัพของเซสเฉิสยับเยินล่าถอยไปอย่างไม่เป็นขบวน เขาเดาได้ว่าอย่างไรเสียกองทัพโรมันจะปรับตัวให้พร้อมมากขึ้นและจะกลับมาใหม่ เขาใช้โอกาสทองเท่าที่มีอยู่จัดการระดมพลให้มากขึ้น ฝึกยุทธวิธีกันอย่างเข้มข้น ซ่อมค่ายคูประตูหอรบ สะสมเสบียงอย่างเต็มที่ เขาไม่ได้บอกว่าทำไมกองทัพของเขาจึงไม่ยอมรับการเป็นผู้นำของเขา เขาต้องหนีจากค่ายทหารของเขาที่ยกจอห์นแห่งกีสเฉอเลอ (John of Gischala) เป็นแม่ทัพแทน

เจอซีเฝิสยกให้ความพลิกผันทั้งหลายมาจากความเลวร้ายของกิสเฉอเลอ ซึ่งต่อมาไม่นานจอมทัพเวิสแพสเฉียน (Vespasian) กับบุตรชายทายเถิส (Titus) คุมกองกำลังจากอียิปต์มาเองหลังจากข้าหลวงเซสเฉิสถอนกำลังกลับไปได้ 6 เดือน คราวนี้บดขยี้กองทัพแห่งกาลิลีลงได้อย่างง่ายดาย ต้นฤดูใบไม้ผลิค.ศ.67 เวิสแพสเฉียนและทายเถิสยกพลเข้าล้อมป้อมปราการโจเถอแพทเถอ (Jotapata) ที่เจอซีเฝิสพาผู้ภักดีไปปักหลักแก้สถานการณ์อยู่ กองทัพโรมัน ล้อมอยู่ 47 วันก็บุกเข้าไปยึดได้อย่างละม่อม เจอซีเฝิสเล็ดลอดหนีเอาตัวรอดไปได้พร้อมกับผู้ติดตามจำนวน 40 คน หลบหนีไปซ่อนตัวกันอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ได้ทำการสาบานต่อกันว่า ทุกคนจะฆ่าตัวตายดีกว่าถูกจับเป็น ครั้นถูกล้อมกรอบเข้าจริงๆ ก็ใช้วิธีจับฉลากลำดับการฆ่ากันเองตาย คือ ผู้จับได้เบอร์2ให้ฆ่าคนเบอร์1 คนเบอร์3ให้ฆ่าคนเบอร์2 เช่นนี้เรื่อยไปจนถึงคนสุดท้ายคือเบอร์40 ให้ฆ่าคนเบอร์39 แล้วฆ่าตัวเอง เจอซีเฝิสจับได้เบอร์39 ซึ่งเมื่อฆ่าคนเบอร์38ตายแล้วก็หันมาเกลี้ยกล่อมคนเบอร์ 40 ว่า อย่าฆ่าฉันเลย ฉันจะพาไปมอบตัวแก่ทหารโรมันและหาวิธีเอาตัวรอด คนที่ 40 ยินยอม ก็คงจะไม่อยากตายและกลัวว่าโจซีเฝิสจะไม่ยอมให้ตนฆ่า และถ้าสู้กันจริงๆแล้วก็คงสู้ไม่ได้จะต้องตายเปล่า จึงยอมเป็นทหารรับใช้ไปตายเอาดาบหน้า กลายเป็นว่า ทุกคนตายตามสาบานยกเว้นเจอซีเฝิสและทหารรับใช้ยอมมอบตัว ถูกควบคุมตัวไปให้จอมทัพเวิสแพสเฉียนจัดการ พอเผชิญหน้ากันเจอซีเฝิสก็ใช้ไหวพริบทำตัวเป็นหมอดูแม่นๆลุกขึ้นชี้หน้าเวิสแพสเฉียนและทายเถิสพยากรณ์ว่าจะได้เป็นจักรพรรดิทั้ง 2 คน เวิสแพสเสียนจึงให้คุมตัวไว้เพื่อดูว่าจะแม่นจริงหรือไม่ พลางก็เดินทัพยึดเมืองป้อมต่างๆของเหล่ากบฎยิวเป็นทางผ่านไปกรุงเยรูซาเลมตามลำดับอย่างใจเย็น หากมีความต้องการก็ให้เบิกตัวเจอซีเฝิสมาเป็นล่ามหรือเคลียร์อะไรๆที่ไม่ลงตัวเกี่ยวกับชาวยิวหรือวัฒนธรรมยิว เข้าล้อมกรุงเยรูซาเลมในปีค.ศ.69 ระหว่างนั้นเองสภาขุนนางโรมันเชิญตัวเวิสแพสเฉียนไปสาบานตัวรับตำแหน่งจักรพรรดิโรมันที่ว่างลง เจอซีเฝิสได้รับการปล่อยตัวเป็นไทและได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของทายเถิสจอมทัพคนใหม่แทนบิดา ทายเถิสเผด็จศึกเยรูซาเลมในปีค.ศ.70 ให้ข้าหลวงดูแลการยึดครองต่อไปโดยมีกองทัพโรมันส่วนหนึ่งอยู่ช่วยกำกับและออกกฎหมายห้ามชาวยิวเข้ากรุงเยรูซาเลมอย่างเด็ดขาด เพื่อตัดทางมิให้รวมตัวกันได้สดวก ทายเถิสยกทัพที่เหลือกลับกรุงโรมเพื่อฉลองชัยและรับตำแหน่งรัชทายาท เจอซีเฝิสเป็นที่ปรึกษาของทายเถิสและร่วมขบวนแห่ฉลองชัยด้วย ได้บ้านเดิมของเวิสแพสเฉียนเป็นที่พักอาศัยและให้บัตรสิทธิพลเมืองโรมันเต็มขั้นโดยให้ใช้ชื่อราชวงศ์แฟลฟเวียสเป็นนามสกุล จึงใช้ชื่อละตินว่า Flavius Joseppus (ในยุคกลางนิยมเปลี่ยนตามเซ็นต์เยโรมเป็นJosephus ตามชื่อพระบิดาเลี้ยงของพระเยซู) ถือโอกาสค้นคว้าหาความรู้และเขียนหนังงสือเพื่อปรับความเข้าใจกับเพื่อนร่วมชาติยิวถึงการตัดสินใจต่างๆของตนว่าทำไปเพื่อช่วยเพื่อนร่วมชาติและศาสนาเป็นเหตุผลใหญ่ ได้หนังสือ 2 เล่มที่สำคัญสำหรับประกอบการศึกษาเรื่องราวของคัมภีร์ไบเบิลนอกเหนือไปจากที่เก็บไว้ในคัมภีร์ เล่มแรกเรียกว่า War (สงคราม) เริ่มตั้งแต่ตกอยู่ใต้อำนาจของพระเจ้าแอลเลิกแซนเดอร์จนกรุงเยรูซาเลมถูกทำลายโดยทหารโรมัน แบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 ภาค ภาคละ 10 บรรพ 10บรรพแรกเล่าความเก่าแก่ของอารยธารรมยิวตั้งแต่อับราฮัมจนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยณกรุงบาบิโลน บรรพที่11-18เล่าเหตุการณ์ตั้งแต่กลับจากกรุงบาบิโลนไปสร้างเมืองและพระวิหารใหม่จนถึงกษัตริย์เหอแคนเนิส (Hyrcanus) เชิญแม่ทัพโรมันเข้าไปจัดการภายในกรุงเยรูซาเลม บทที่ 19-20 แก้ข้อกล่าวหาแอพเผียน (Against Apion)  สมรส3ครั้ง  ภรรยาคนแรกเป็นยิว ตายในกรุงเยรูซาเลมในขณะทหารโรมันเผากรุงเมื่อปีค.ศ.70 คนที่2แม่ทัพโรมันทีทเถิสประทานทาสหญิงให้และหนีหายไปขณะเดินทางไปแอลเลิกแซนเดรียกับเวิสแพสเฉียน คนที่ 3 เป็นชาวยิวแห่งแอลเลิกแซนเดรียมีทายาทกัน 3 คน หย่ากันตามกฎหมายโรมันและบัญญัติของโมเสสที่กรุงโรมและแต่งงานครั้งสุดท้ายกับชาวยิวในกรุงโรม มีทายาทกัน 2 คนชื่อ Justus และ Simonides Agrippa ตลอดชีวิตพยายามหาโอกาสช่วยเพื่อนร่วมชาติที่ถูกกล่าวหาทางการเมืองเพื่อให้พ้นโทษหรือผ่อนโทษให้หนักเป็นเบาตามแต่โอกาส  เขาจึงได้รับการยกย่องจากเพื่อนร่วมชาติบางคน แต่ส่วนมากถือว่าเขาเป็นนก2หัว ทรยศต่อชาติและศาสนา ขายชาติแก่อำนาจโรมัน ตัดช่องน้อยแต่พอตัวเอาตัวรอดเพียงคนเดียว ไม่เอาไหน

 

เจอซีเฝิสกับพระเยซู

            เจอซีเฝิสเกิดหลังพระเยซูสิ้นพระชนม์เพียง 7 ปี   เจอซีเฝิสมาบัญชาการกบฏต่ออำนาจโรมันในปีค.ศ.67 หลังพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว 37 ปี สาวกใกล้ชิดพระเยซูคงไม่มีเหลืออยู่ในปาเลสไตน์แล้ว คงจะมีผู้เชื่อในพระเยซูอยู่บ้าง แต่คงไม่มาก เจอซีเฝิสคงได้ยินได้ฟังคำบอกเล่าอยู่บ้าง แต่คงไม่ได้คิดจะให้ความสำคัญอะไรนัก จึงไม่ได้ตั้งใจบันทึกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีกล่าวถึงอยู่นิดเดียว เมื่อกล่าวถึงยากอบที่เล่าลือกันว่าถูกประชาทัณฑ์เป็นพี่น้องกับเยซูที่เชื่อกันว่าเป็นเมสสิยาห์ ทำให้น่าเชื่อว่า  เหตุการณ์ในชีวิตของพระเยซูที่ชาวคริสต์ในปัจจุบันทำการฉลองระลึกกันอย่างมโหฬารนั้น เหตุการณ์จริงเกิดขึ้นอย่างเงียบเหงามาก รู้กันเฉพาะคนใกล้ชิดเพียงไม่กี่คน ที่บังเอิญยังจำได้และเมื่อเห็นว่าสำคัญและมีคนอยากรู้จึงได้เล่าให้ฟัง คำสอนของพระเยซูก็เหมือนกัน ทรงอยากจะสอนใคร เมื่อใด และอย่างไรก็ว่าไปเลย ไม่เคยบอกให้ใครบันทึก หรือมีใครคิดอยากจะบันทึกเอาไว้ ทั้งๆที่สมัยนั้นและในบรรยากาศนั้นมีการเขียนหนังสือกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้ว

 

เกี่ยวกับการประสูติของพระเยซู

            เจอซีเฝิสกล่าวไว้นิดเดียวว่า เมื่ออาร์เขอเลเอิส (Archelaus)โอรสหัวปีของกษัตริย์เฮโรดถูกปลดออกจากตำแหน่งเจ้าประเทศราช(tetrarch)ในปีค.ศ.6 นั้น ข้าหลวงใหญ่แห่งซีเรียเขวอรีนเนียส(Quirinius)ได้มีคำสั่งให้ทำการสำรวจสำมโนครัวทั่วประเทศยูเดียเพื่อจัดระเบียบการปกครองใหม่ใต้ระบอบข้าหลวงโรมัน ซึ่งมีอ้างไว้ในคัมภีร์กิจการ 5:37 ว่า”ในสมัยสำรวจจำนวนประชาชน ก็มียูดาสชาวกาลิลีชักจูงประชาชนให้มาติดตามตน แต่เขาก็ถูกฆ่า ทุกคนที่ติดตามเขาก็กระจัดกระจายไป” ยูดาสชาวกาลิลีที่อ้างถึงนี้คือ Judas the Galilean ผู้ตั้งตัวเป็นหัวหน้าขบวนการกู้ชาติที่ถูกกวาดล้างในปีค.ศ.6 ทำให้เชื่อได้ว่ามีการสำรวจสำมะโนครัวในประเทศยูเดียจริง แต่ในปีนั้นพระเยซูมีอายุได้ 10 พรรษาแล้ว จึงไม่เกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูแต่ประการใด อาจจะมีการสำรวจสำมะโนครัวอีกครั้งหนึ่งเมื่อ 10 ปีก่อน อันเป็นเหตุให้พระมารดามารีย์ต้องเดินทางไปและประสูติพระเยซูที่เบธเลเฮมแทนที่นาซาเร็ทในรัชสมัยของกษัตริย์เฮโรด ไม่ใช่อาร์เขอเลเอิส

 

แก้ข้อกล่าวหาแอพเผียน

แอพเผียน (Appion ศต.1) เกิดในอียิปต์ เป็นบุตรของ Posidonios คหบดีกรีกแห่งแอลเลิกแซนเดรีย ศึกษาที่แอลเลิกแซนเดรียและเป็นผู้อำนวยการสำนักต่อจาก Theon ไปตั้งสำนักสอนวาทศิลป์ (คือ ตรรกวิทยา และวรรณกรรมกรีกโรมัน)ที่กรุงโรมระหว่างรัชสมัยของจักรพรรดิเถอเบร์เรียสและคลอเดียส หลังจากนั้นกลับไปเป็นปราชญ์แห่งแอลเลิกแซนเดรีย ค.ศ.38 ได้รับมอบหมายจากชาวเมืองแอลเลิกแซนเดรียเป็นหัวหน้าคณะทูตเดินทางไปร้องเรียนต่อจักรพรรดิแคลเลอกูเลอ(Caligula)เรื่องปัญหาชาวยิวในเมืองแอลเลิกแซนเดรีย คงได้เขียนบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งต่อมาทำการเผยแพร่ชื่อ Against the Jews ซึ่งบัดนี้ศูนย์หายหมด คงเหลือหลักฐานเท่าที่เจอซีเฝิสอ้างไว้ในงานเขียนของตนชื่อ Against Apion ซึ่งเจอซีเฝิสเขียนเป็นเล่มต่างหากและเผยแพร่เป็นอนุสรณ์ถึงมรณกรรมของEpaphroditusในปีค.ศ.95 ภายหลังมีผู้เอาไปพ่วงไว้เป็น 2 บทสุดท้ายของ The Antiquities of the Jews เพราะหนังสือเล่มนี้ก็ได้ตั้งใจเขียนเพื่อแก้ข้อกล่าวหาว่าอารยธรรมยิวเก่ากว่าอารยธรรมกรีก-โรมันอยู่แล้ว

ข้อกล่าวหาที่1: อารยธรรมกรีกมีบันทึกตั้งแต่มหากาพย์ของโฮเมอร์(ประมาณก.ค.ศ.950) ส่วนอารยธรรมยิวเพิ่งมีบันทึกคัมภีร์ทานัคเมื่อสร้างชาติใหม่หลังกลับจากการเป็นเชลยที่กรุงบาบิโลน ซึ่งเจอซีเฝิสตอบว่ามหากาพย์ของกรีกเริ่มบันทึกด้วยการท่องจำโดยโฮเมอร์ซึ่งก็เก่าไม่เกินก.ค.ศ.950 ส่วนคัมภีร์ทานัคนั้นเริ่มบันทึกในความทรงจำตั้งแต่อาดัมมีประสบการณ์กับพระยาห์เวห์ ซึ่งถ่ายทอดกันลงมาโดยเพิ่มเติมจากประสบการณ์ใหม่ๆของบรรพบุรุษที่มีประสบการณ์กับพระยาห์เวห์สะสมและถ่ายทอดลงมา บรรพบุรุษยิวหลังการเป็นทาสในกรุงบาบิโลนมิใช่เป็นผู้แต่งคัมภีร์ทานัคอย่างโฮเมอร์แต่งมหากาพย์ แต่เป็นผู้รวบรวม เรียบเรียงอารยธรรมยิวเท่าที่รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยการสอบกันจากหลาายๆแหล่งและเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของผู้รวบรวมสมัยนั้น จึงเห็นได้ว่าอารยธรรมยิวนั้นสืบถอยหลังไปได้ไกลในอดีตมากกว่าของอารยธรรมกรีกมากนัก(ดู Against Apion 1:1-72)

ข้อกล่าวหาที่ 2: หากอารยธรรมยิวเก่ากว่าอารยธรรมกรีกจริง นักเขียนกรีกก็น่าจะกล่าวถึงบ้าง แต่ปรากฏว่าไม่มีเลย มีแต่นักเขียนยิวอ้างอารยธรรมกรีก ซึ่งเจอซีเฝิสตอบว่าไม่เป็นความจริง เพราะมีนักเขียนอียิปต์อย่างน้อย2คนที่กล่าวถึงอารยธรรมยิวคือ Manetho และ Chairemon (ดู Apion 1: 73-160)

ข้อกล่าวหาที่ 3: แอลเลิกแซนเดรียไม่ใช่ปิตุภูมิของชาวยิวมาแต่ดั้งเดิม แต่เป็นถิ่นที่ชาวยิวอพยพมาพักพิง จึงควรต้องรู้จักเกรงใจเจ้าของถิ่นคือชาวอียิปต์และชาวกรีกซึ่งแอลเลิกแซนเดอร์พามายึดครองจึงมีสิทธิ์เต็มที่ ซึ่งเจอซีเฝิสตอบว่าแอลเลิกแซนเดอร์เองทรงอนุญาตให้ชาวยิวที่อยู่มาแล้วให้อยู่ต่อไป ต่อมากษัตริย์โตเลมิที่ 1 ผู้ทรงปกครองสืบต่อจากแอลเลิกแซนเดอร์ ได้ทรงประกาศเชิญชาวยิวให้มาตั้งหลักแหล่งทำกินอย่างอิสระเสรี จึงเท่ากับเป็นเจ้าของประเทศเสมอกับชาวอียิปต์และชาวกรีก (ดู Apion 1: 161-214)

ข้อกล่าวหาที่ 4: โมเสสเป็นคนฉวยโอกาส หลอกคนไปตายในทะเลทราย ซึ่งเจอซีเฝิสตอบว่าให้พินิจการใช้ชีวิตของโมเสสอย่างใกล้จึงจะเห็นได้ว่าเป็นผู้รับใช้พระเจ้าสูงสุดอย่างศรัทธาและเสียสละ (ดู Apion 2:1-124)

ข้อกล่าวหาที่ 5: อุดมการณ์ของชาวยิวต่ำกว่ามาตรฐานของชาวกรีกมาก ทำให้คุณภาพชีวิตของชาวกรีกสูงเด่นกว่าคุณภาพชีวิตของชาวยิวอย่างเทียบกันไม่ติด ดูแต่ชาวโรมันซึ่งรบชนะชาวกรีกแต่ก็รับวิถีชีวิตของชาวกรีกอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ไม่รับวิถีชีวิตของชาวยิว ซึ่งเจอซีเฝิสตอบด้วยการจารนัยบทบัญญัติของโมเสสเป็นข้อๆว่าทำให้ชีวิตมีคุณภาพและเกิดความเรียบร้อยในสังคมอย่างไรบ้าง เช่น ระเบียบการว่าต้องหย่าคู่ชีวิตเก่าเสียก่อนจึงจะอนุญาติให้หาใหม่ได้ บัญญัติการหยุดทำงานสัปดาห์ละ1วันเพื่ออุทิศเวลาให้แก่ศาสนาอย่างจริงจัง บัญญัติเกี่ยวกับการสืบทอดมรดก เป็นต้น (ดู Apion 2:145-296)

 

เจอซีเฝิสกับพระเมสสิยาห์

ประเมินดูผลงานทั้งหมดแล้วก็เชื่อได้ว่า เจอซีเฝิสอยากได้พระเมสสิยาห์แบบกู้ชาติและนำชาติไปสู่ความยิ่งไหญ่ทางการเมือง เขารู้เรื่องพระเยซูพอสมควร แต่รู้ไม่มากพอที่จะเชื่อว่าเป็นพระเมสสิยาห์องค์จริง เมื่อเขากล่าวถึงพระเมสสิยาห์ก็จะตีความว่าตามที่มีคนเชื่อว่าเป็นพระเมสสิยาห์ซึ่งหมายความว่าตัวเขาเองไม่เชื่อ เช่นข้อความใน Antiquities บทที่ 20 ข้อ 22 ว่า “เจมส์ผู้เป็นพี่น้องของพระเยซูที่เรียกกันว่าพระเมสสิยาห์” ดังนั้นหากมีตอนใดที่แสดงว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์องค์จริง นักวิชาการก็พากันเชื่อว่ามีผู้สอดไส้ตามที่ตนอยากให้เป็นไป มีอยู่เหมือนกันที่บางคนเชื่อว่าเขาเชื่อจริงๆและเขียนไว้จริงๆ หากแต่เขาบังเอิญไม่พบใครที่จะทำพิธีเข้าจารีตให้เขาเท่านั้นเอง ดังข้อความตัวอย่างในAntiquities บทที่ 18 ข้อ 63 ว่า “ในห้วงเวลาดังกล่าว เกิดความสับสนเพิ่มขึ้นอีกมากมายจากผู้มีนามว่าเยซู เป็นคนฉลาด ทำปาฏิหาริย์ก็ได้ ใครที่ชอบเรื่องประหลาดๆจะหลงใหลเขา เขาคือพระเมสสิยาห์ และเมื่อพายเลท (Pilate) รับฟังข้อมูลจากผู้หลักผู้ใหญ่ของเราแล้วก็ได้ตัดสินประหารชีวิตเขาด้วยวิธีตรึงบนไม้กางเขน แต่บรรดาสาวกผู้ใกล้ชิดไม่ยอมจำนน เกิดวงศ์วานชาวคริสต์ สืบต่อไม่ยอมสูญสิ้นมาจนทุกวันนี้” จะสังเกตได้ว่าในข้อความสั้นๆนี้ มีสำนวนที่แสดงว่าเชื่อและไม่เชื่อในพระเยซูปนๆกันอยู่ แสดงว่ามีการยัดไส้ ไม่ใช่คนเดียวกันเขียนทั้งหมด

 

สรุป

            เจอซีเฝิสเป็นนักวิชาการมีความรู้กว้างขวาง แต่เมื่อตัดสินใจทำอะไรหรือเขียนอะไร มีเข็มทิศกำหนดจุดหมายปลายทางชัดเจนและไม่ยอมหักเห ข้อมูลที่อ้างมาใช้พิสูจน์หรือสนับสนุนความเชื่อส่วนมากเชื่อได้แต่ไม่เสมอ เพราะเขาพร้อมที่จะยอมลดข้อมูลหรือรายละเอียดของข้อมูลหากเห็นว่าจะบรรลุเป้าหมายได้ดีกว่า ในทำนองเดียวกัน เขาอาจจะโมเมยกเมฆอะไรก็ได้ที่จะทำให้ข้อสรุปหนักแน่นขึ้น สรุปได้ว่า เขาเป็นนักวิจัยค้นคว้าหาความรู้ตามมาตรฐานวิชาการก็จริง แต่เวลาเขียนเขาจะเขียนอย่างนักการเมืองแทรกในวิชาการเท่าที่เขารู้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018