Fountain of Peirene at Corinth

ซอกแซกหามาเล่า (271)

เปาโลอบรมชาวเธสะโลนิกา

เปาโลรับใช้ข่าวดีของพระเยซูด้วยกระบวนการธรรมาภิบาลที่ทันสมัยล้ำยุคครบวงจรด้วยระบบ 3พ คือ พิมพ์เขียว(มีโรดแมพคือโครงการสู่ความสุข) พิมพ์น้ำเงิน(มีการอบรมสม่ำเสมอ) และพอเพียงผลผลิต(สร้างผลงานที่เป็นต้นแบบได้)

พิมพ์เขียวของเปาโลก็คือคำสอนหลัก (kerigma or fundamental catechesis) ของศาสนาคริสต์ที่นักประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์เชื่อว่าคณะอัครสาวก 12 ท่านของพระเยซูได้ตกลงให้สอนเหมือนกันก่อนจะแยกย้ายกันออกปฏิบัติการซึ่งย่อมต้องสมมุติว่าบนฐานของคำสอนพื้นฐานที่ต้องสอนเหมือนกันตามตัวอักษรนั้น แต่ละคนมีสิทธิ์และควรขยายความตามความถนัดและความสนใจของแต่ละท่านโดยไม่ให้ขัดแย้งกับคำสอนหลัก คำสอนหลักของศาสนาคริสต์เกิดขึ้นในปีค.ศ.30 เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ไปแล้ว จึงหมายความว่าพระเยซูเองมิได้ทรงกำหนดเอาไว้ แต่บรรดาอัครสาวกจำได้ว่าพระเยซูได้ทรงกำชับไว้ก่อนจากพวกเขาไปครั้งสุดท้ายโดยเสด็จสู่สวรรค์ว่า อย่าเพ่อแยกย้ายกันจนกว่าจะได้รับพระจิตวิญญาณบริสุทธ์เสียก่อน และต่อไปให้ทำกิจการประกาศข่าวดีภายใต้การชี้แนะของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาได้ทำตามข้อกำชับของพระเยซูและเชื่อว่าได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วจริงๆจึงได้แยกย้ายกันออกทำการตามอุดมการณ์ของแต่ล่ะท่าน ไม่มีการบันทึกไว้ว่าท่านได้ตกลงอะไรกันไว้บ้าง แต่ภายหลังก็มีผู้สังเกตว่าทุกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รับเชื่อข่าวดีนั้นมีข้อเชื่อเหมือนกันอยู่จำนวนหนึ่งที่ต่อมาได้ชื่อว่าคำสอนหลักที่ทุกคนรับเชื่อเหมือนกัน นอกนั้นเป็นส่วนขยายที่ตรงกันบ้างต่างกันบ้าง แต่ไม่ขัดแย้งกัน ถ้ารู้สึกว่าขัดแย้งกันก็มีมาตรการหาผู้มีอาญาสิทธิ์ตัดสิน ส่วนเสริมที่ต่อมามีผู้รวบรวมขึ้นเป็นคัมภีร์รุ่นแรกๆที่รับรู้กันเองเป็นกลุ่มๆตามอัธยาศัย จนถึงปีค.ศ.410 จึงเริ่มมีการกำหนดรายชื่อคัมภีร์ที่รับรองและรับรู้กันทั่วคริสตจักรและกลายเป็นคัมภีร์ในสารบบโดยปริยาย จึงเห็นได้ว่าในศาสนาคริสต์พระเยซูมิได้ทรงกำหนดอะไรตายตัวไว้แต่ยังขณะมีชีวิต แต่ทรงสอนในลักษณะประกาศข่าวดีไปเรื่อยๆโดยมิได้แสดงเจตนาหาสมาชิกและกำหนดจุดตั้งคริสตบริษัท แต่สอนไปเรื่อยๆเหมือนกับต้องการปฏิรูปศาสนายูดาห์ที่มีอยู่เดิมให้เข้าใจให้ถูกต้องและปฏิบัติตามที่เข้าใจ จนถึงวันสิ้นพระชนม์ก็ยังดูเหมือนกับว่ายังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่ทำให้เชื่อได้ว่าจะมีการสืบสานเจตนารมณ์ต่อไปได้ การฟื้นคืนชีพของพระองค์ในวันที่สามหลังการตายจึงถือได้ว่าเริ่มต้นนับ 1  การตายของพระองค์ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เพราะพระองค์เป็นบุคคลประวัติศาสตร์แม้ชีวประวัติของพระองค์จะไม่เป็นประวัติศาสตร์ทั้งหมดก็ตาม เพราะบางส่วนบางตอนในชีวประวัติของพระองค์แม้ชาวคริสต์เองก็ยังไม่ยอมรับ ทำให้เรื่องราวที่ไม่เป็นประวัติศาสตร์แต่มีบันทึกไว้เหล่านั้น เป็นภาษาศาสนา คือจริงตามระดับศรัทธา นั่นคือศรัทธามากก็จริงมาก ศรัทธาน้อยก็จริงโดยมีเงื่อนไข หากไม่ศรัทธาเลยก็ไม่จริงเลย การเกิดของพระเยซูเป็นประวัติศาสตร์ แต่ประวัติศาสตร์ไม่รับรู้ว่าเกิดวันเดือนปีใด วันคริสตมาส 25 ธันวาคมจึงเป็นภาษาศาสนา ส่วนวันฟื้นคืนชีพมีผู้คำนวณได้ตามข้อมูลเท่าที่รู้ว่าตรงกับวันที่ 9 เมษายน แต่ก็เป็นเพียงภาษาศาสนาและคำนวนจากการใช้ข้อเชื่อแห่งศรัทธาประกอบ เป็นต้น

แม้เหตุการณ์ฟื้นคืนชีพจะเป็นภาษาศาสนาล้วนๆ  แต่ศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพของพระองค์เป็นข้อเท็จจริงประวัติศาสตร์ 100 % คือมีผู้ตระหนักเชื่ออย่างศรัทธาจำนวนหนึ่งจริงๆตั้งแต่ปีค.ศ.30 เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ และจำนวนหนึ่งศรัทธาถึงขนาดทุ่มเทถึงขนาดเลือดตกยางออกและยอมพลีชีวิตให้แก่ภาษาศาสนาดังกล่าว ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาชี้แจงเพื่อให้ผู้อ่านเรื่องนี้ได้เข้าใจว่า ผมซอกแซกเอามาเล่าเชิงวิชาการอย่างนักวิชาการ และต้องการให้ท่านผู้อ่านได้ชินกับภาษาศาสนาเชิงวิชาการด้วย หากผมต้องการสาธยายเชิงศรัทธาผมก็จะต้องเสนอในอีกรูปแบบหนึ่งที่ออกจากศรัทธาโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ได้แค่ไหน

เปาโลเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ มีความรอบรู้วิชาการตามสมัยนั้นอย่างกว้างขวาง และในขณะเดียวกันก็มีศรัทธาต่อพระยาห์เวห์อย่างสุดซึ้งขนาดทุ่มเทให้ได้ทุกอย่างแม้ชีวิต ก่อนค.ศ. 36 อายุ 26 ปี เปาโลเชื่ออย่างมั่นใจว่าพระเยซูทรยศต่อพระยาห์เวห์โดยแอบอ้างว่าเป็นพระเมสสิยาห์สร้างความเสียหายแก่ศาสนาของพระยาห์เวห์อย่างร้ายกาจ จึงทุ่มเทสุดกำลังทุกด้านแพื่อแก้ปัญหา ค.ศ.36 เกิดเหตุการณ์ในชีวิตส่วนตัว(จึงเป็นเพียงภาษาศาสนา)ว่าได้เห็นพระเยซูที่ฟื้นคืนชีพแล้วมาปรับความเข้าใจว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระยาห์เวห์ที่ถ่อมองค์ลงมาเป็นมนุษย์ตามพระประสงค์ของพระยาห์เวห์และทำการทุกอย่างเพื่อพระยาห์เวห์ จึงขอให้ปรับความเข้าใจและปรับการทุ่มเทเพื่อพระยาห์เวห์เสียใหม่ จะทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกาศข่าวดีและให้ใช้ความรู้ความสามารถขยายความข่าวดีที่ประกาศภายใต้การนำของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ เปาโลตระหนักว่าตนมีสิทธิ์ประกาศข่าวดีของพระเยซูได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตจากใคร เพราะถือว่าตนได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูซึ่งขณะนั้นเปาโลเชื่ออย่างเต็มที่แล้วว่าเป็นพระบุตรของพระยาห์เวห์นั่นเอง ทำอยู่พักหนึ่งตามชายขอบทะเลทรายอาระเบีย ดีใจอยากจะมาเชื่อมความสามัคคีกับกลุ่มคริสตชนที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้นคือที่อันทิโอก แต่ไม่มีใครสนใจนอกจากบาร์นาบัสบุตรชาวยิวโพ้นทะเลแห่งเกาะครีทที่เชื่อว่าเปาโลมีความจริงใจ จึงแนะนำว่าน่าจะชักชวนให้ร่วมงานกับทีม หัวหน้าทีมคือเปโตรอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม ให้ไปแสดงตัวและขอให้ท่านรับรู้ ทีแรกเปาโลไม่เห็นความจำเป็น แต่ที่สุดก็ยอม บาร์นาบัสจึงยอมเสียเวลาพาไปพบเปโตรในปี ค.ศ.39 จึงเป็นที่ยอมรับในคริสตจักร แต่บางคนก็ยังแคลงใจในความจริงใจของเปาโลต่อไปอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง เปาโลจึงต้องรับนโยบายว่าต้องใช้พิมพ์เขียวร่วมกัน คือ คำสอนพื้นฐาน อันได้แก่ 1. เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระยาห์เวห์ที่มารับเอากายเป็นมนุษย์ รับความตายบนไม้กางเขนเพื่อกอบกู้สถานภาพของมนุษย์ให้มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของพระยาห์เวห์ 2.พระเยซูได้ฟื้นคืนชีพให้คนจำนวนมากได้เห็น และเสด็จสู่สวรรค์ต่อหน้าคนห้าร้อย 3.ผู้เชื่อในพระเยซูจะได้ฟื้นคืนชีพเหมือนพระเยซูและจะเป็นสมาชิกแห่งอาณาจักรสวรรค์ตลอดนิรันดร 4.พระเยซูได้แต่งตั้งให้เปโตรเป็นประธานคริสตจักรเพื่อชี้ขาดในกรณีที่เป็นปัญหาขัดแย้ง เปาโลคงได้ถือโอกาสอยู่กับเปโตรในกรุงเยรูซาเลมเพื่อศึกษารายละเอียดที่อยากรู้เกี่ยวกับชีวิตและคำสอนของพระเยซูเท่าที่เปโตรจะถ่ายทอดได้ และน่าเชื่อว่าผู้รู้อื่นๆที่อยู่ในกรุงเยรูซาเลมก็คงช่วยเสริมตามโอกาสซึ่งทำให้เปาโลมั่นใจว่าร่วมทีมกันได้แน่ๆ และเปโตรก็แสดงความเชื่อใจเปาโลอย่างสมเกียรติ เปาโลเชื่อว่าตนได้พิมพ์เขียวของทีมแล้ว รับเป็นพิมพ์เขียวของงานของตนและกำชับให้ศิษย์ของตนทุกคนต้องรับเชื่อและสอนกันต่อๆไปให้มีพิมพ์เขียวให้ตรงกันทั้งหมด เพื่อความเป็นเอกภาพของคริสตจักร

พอเพียงผลิตผล คือมุ่งมั่นผลิตผลโดยไม่เกียจคร้าน จึงเรียกว่าพอ และไม่หักโหมเกินกำลังและเกินพิมพ์เขียว และเปาโลก็ได้ใช้ชีวิตประกาศข่าวดีอย่างเต็มที่จริงๆ เสียดายที่ถูกจักรพรรดิเนร์โรว์ประหารชีวิตเป็นแพะรับผิดเผากรุงโรมไปเสียทั้งๆที่ยังมีพลังอีกมาก แต่ไม่เป็นไร มีลูกศิษย์ที่สืบทอดเจตนารมณ์ได้อย่างดีต่อมาเป็นช่วงๆ ไม่มีปัญหา

พิมพ์น้ำเงิน คือการอบรมอย่างสม่ำเสมอ พระเยซูได้ทรงกำชับอัครสาวกให้พบกันสม่ำเสมอเพื่อระลึกถึงพระองค์ด้วยพิธีบิขนมปังแบ่งกันรับประทานอันเป็นสัญลักษณ์หมายถึงกิจการไถ่บาปยกฐานะของมนุษย์ขึ้นเป็นผู้มีส่วนร่วมในชีวิตของพระเจ้า ซึ่ง เปโตรทำเป็นตัวอย่างกับกลุ่มคริสตชนรุ่นแรกในกรุงเยรูซาเลมซึ่งนับถือศาสนายูดาห์ที่โมเสสได้วางแผนอบรมเป็นประจำทุกวันเสาร์(วันสับบาโต)อยู่แล้ว เปโตรเพิ่มเย็นวันไหนก็ได้ตามสะดวก ให้พบปะกันเปิดโอกาสให้ผู้นำได้อบรม ภายหลังตกลงกันทุกวันอาทิตย์มาจนบัดนี้ ส่วนวันเสาร์นั้นใครจะยังมีศรัทธาที่จะไปร่วมพิธีศาสนายูดาห์ต่อไปก็ย่อมทำได้ตามศรัทธา ไม่ว่ากันทั้งฝ่ายที่ไปและไม่ไป

เราไม่อาจทราบได้ว่าเพระเยซูได้ทรงมอบหมายให้เปาโลทำอะไรบ้าง เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของเปาโลคนเดียว แต่เปาโลรู้สึกจะสำนึกว่าตนได้รับมอบหมายมิเพียงแต่ประกาศข่าวดีตามคำสอนพื้นฐานตามข้อตกลงของอัครสาวกเท่านั้น แต่ยังได้รับมอบหมายให้ขยายความหมายของข่าวดีดังกล่าวด้วย  แต่ก็มิได้หมายความว่าพระเยซูได้ประทานคำสอนใหม่ให้เป็นชุดๆหรือเป็นข้อๆอย่างที่สอนอัครสาวกระหว่างที่ยังคลุกคลีตีโมงกับอัครสาวกระหว่าง 3 ปี เปาโลค่อยๆนึกได้เป็นเรื่องๆและเป็นตอนๆ แต่นึกได้เรื่องใดก็ถือโอกาสแถลงในการสอนเป็นครั้งๆ และทำให้อยากเขียนชี้แจงตามความต้องการเฉพาะหน้า ทำให้เปาโลเป็นนักเผยแผ่ศาสนาทั้งด้วยวาจาและปากกา ที่เป็นวาจาไม่มีใครบันทึกไว้ก็หายไปกับอดีต เหลือฉะเพาะที่เขียนไว้ในรูปของจดหมายถึงชาวเธสะโลนิกา 2 ฉบับ ถึงชาวกาลาเทีย ถึงชาวโครินธ์ 2 ฉบับ ถึงชาวโรม ถึงชาวฟีลิปปี ถึงชาวโคโลสี ถึงชาวเอเฟซัส ถึงฟีเลโมน ที่จริงคริสตจักรที่เปาโลไปเผยแผ่จนตั้งคริสตจักรได้มีมากกว่านี้ (ต่อมามีนักโบราณคดีไปเที่ยวขุดค้นหาหลักฐานก็ได้พบหลักฐานประวัติศาสตร์การตั้งคริสตจักรมากมาย) จดหมายก็มีเขียนไว้มากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น แต่เก็บรักษาไว้ไม่ได้ทั้งหมด จึงศึกษาได้เท่าที่ยังเก็บรักษาไว้ได้ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ซึ่งสภาสังคายนารับรองในนามของพระเยซูว่าได้รับการดลใจจากพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซู อันที่จริงเรื่องเดียวกันเปาโลคงได้กล่าวไว้หลายครั้งในหลายฉบับ สูญหายไปบ้างก็ไม่เป็นไร สาระสำคัญน่าจะยังอยู่ให้ศึกษาได้อย่างน่าสนใจ ที่ซอกแซกนำมาเล่าก็เพราะต้องการให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพว่าคัมภีร์ของศาสนาคริสต์มีที่มาพิลึกพิลั่นเหลือเชื่อ ไม่มาอย่างเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยอย่างคัมภีร์อื่นๆส่วนมาก แต่ก็ยิ่งท้าทายให้น่าศึกษาและน่ารู้มิใช่หรือ

เราจะค่อยๆสืบสาวดูว่าเปาโลค่อยๆขยายผลคำสอนพื้นฐานอย่างไร โดยเรียงตามลำดับเวลาที่เขียนเพื่อให้เห็นวิวัฒนาการในความคิดขยายผลของเปาโล อย่าลืมว่าจดหมายของเปาโลเขียนขึ้นเป็นอันดับแรกสุดของคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ที่เรียกว่าคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ต่อจากนั้นจึงเกิดคัมภีร์อื่นๆที่เล่าถึงชีวประวัติและคำสอนของพระเยซู จึงน่าจะมีอิทธิพลต่อการเขียนคัมภีร์ที่มาทีหลังบ้าง ดังคำรับรู้ของเปโตรในจดหมายว่า “ดังที่เปาโลน้องที่รักของเราเคยเขียนถึงท่านตามปรีชาญาณที่พระเจ้าประทานให้ เปาโลกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ในจดหมายของเขา” (จดหมายของเปโตรฉบับที่ 2 บทที่3 ข้อ15-16) ซึ่งหมายความว่า 1) จดหมายของเปาโลไม่ว่าเขียนไปที่ไหนถึงใครก็ตามย่อมมีการลอกต่อๆกันไปและอ่านรู้กันทั่วไปในหมู่คริสตชนขณะนั้น 2) เปโตรรู้จดหมายของเปาโลมากกว่าที่เรารู้อยู่ขณะนี้ 3) เปโตรในฐานะปฐมประมุขคริสตจักรสากลยอมรับรู้คำสอนขยายผลคำสอนพื้นฐานโดยเชื่อว่าเป็นผลงานของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ 4)เป็นเรื่องแปลกแต่จริงว่าในตอนก่อตั้งคริสตจักรซึ่งดูเหมือนกับว่าเกิดขึ้นอย่างทุลักทุเล แต่พอตั้งไข่ได้แล้วดูเหมือนกับว่าอะไรๆก็เข้าล็อคกันง่ายดายราวกับผลิตสำเร็จรูปจากโรงงาน 5)โปรดติดตามต่อไปว่าจะไปได้สักกี่น้ำ

 

เธสะโลนิกา

            ชาวเธสะโลนิกา บางทีก็เรียกว่าชาวเธสเสอโลว์เนียน (Thessalonian) คือพลเมืองของเมืองเธสะโลนิกา (Thessalonica) ซึ่งเดิมมีชื่อว่าเธอร์เมอ (Therma) เป็นตำบลเล็กๆตั้งอยู่ในอ่าวที่รับน้ำจากแม่น้ำเธอร์มิ (Therme) ตรงปากอ่าวที่เป็นแหลมยื่นออกไปในทะเลเป็นที่ตั้งของตำบลเธอร์เมออันเป็นท่าจอดเรือน้ำลึกได้เป็นอย่างดี ในรัชสมัยของพระเจ้าฟีลิปพระราชบิดาของแอลเลิกแซนเดอร์ เป็นดินแดนในความดูแลของแม่ทัพแอนเถอแพทเถอร์ (Antipater)  ปากแม่น้ำเธอร์มิ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเธสะโลนิกา (Thessalonica น่าจะเป็นเพราะมีชาวแคว้นเธสเสอลิ Thessaly ที่อยู่ใต้ลงมาอพยพไปอยู่กันมากก็เป็นได้) ปัจจุบันเหลือแค่ Salonica เป็นเมืองหลวงและเมืองท่าของแคว้นแมสเสอโดว์เนีย (Macedonia ถิ่นเกิดของพระเจ้าแอลเลิกแซนเดอร์มหาราช) ตั้งแต่เป็นของมหาอาณาจักรโรมันเป็นต้นมามีชาวยิวไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากินกันมาก จึงมีธรรมสถานอยู่หลายแห่ง(แม้ในปัจจุบันก็ยังมีชาวยิวอาศัยอยู่ถึงประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนพลเมืองซาโลนีกา

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชื่อ Thessalonica มาจากพระนามของเจ้าหญิงพระภคินีต่างมารดาของพระเจ้าแอลเลิกแซนเดอร์มหาราช ซึ่งมีพระเจ้าป้า พี่สาวของพระราชบิดาฟีลิปนามว่าเออลีมเพียส (Olympias) เป็นภรรยาของเจ้าเมืองพีดเนอร์ (Pydna) เจ้าหญิงเธสะโลนิกาจึงมาอยู่ในวังพีดเนอร์ด้วยหลังจากที่แอลเลิกแซนเดอร์ออกจากแมสเสอโดว์เนียไปแล้ว เมื่อแอลเลิกแซนเดอร์วางแผนยกทัพออกนอกดินแดนกรีซได้มอบหมายให้แม่ทัพแอนเถอร์แพทเถอร์ดูแลกรีซทั้งหมดต่างพระเนตรพระกรรณโดยมีเขิสแซนเดอร์ (Cassander) บุตรชายเป็นผู้ช่วย ตั้งกองบัญชาการที่นครแมสเสอดัน (Macedon) เมื่อกองทัพของแอลเลิกแซนเดอร์ออกจากประเทศไปแล้ว นครรัฐหลายแห่งของกรีซรวมหัวกันแข็งข้อต้องปราบปรามตลอดเวลา บุตรชายเขิสแซนเดอร์ก็ยังอ่อนหัดเกินไปจึงต้องแต่งตั้งให้แคทเถอเริส (Caterus) เป็นรองแม่ทัพยกทัพหลวงออกปราบปราม ครั้นในปีก.ค.ศ.322 เออลีมเพียสแสดงสิทธิปกครองดินแดนกรีซทั้งหมดในฐานะทายาทของพระเจ้าฟีลิป แม่ทัพแอนเถอแพทเถอร์จึงเดินทางไปพบแอลเลิกแซนเดอร์ที่เมโสโพเทเมียเพื่อปรึกษาและขอนโยบาย นำเอาบุตรชายเขิสแซนเดอร์ไปด้วยเพราะกลัวจะไม่ปลอดภัยในชีวิต แอลเลิกแซนเดอร์มีมมติให้ปราบเด็ดขาดไม่ไว้หน้าแม้เป็นเชื้อพระวงศ์ก็ตาม ระหว่างเดินทางกลับไปปฏิบัติตามพระนโยบายก็มีข่าวด่วนมาว่าพระเจ้าแอลเลิแซนเดอร์สิ้นพระชนม์กระทันหัน และแม่ทัพแห่งอียิปต์และแม่ทัพแห่งซีเรียต่างก็ประกาศตัวเป็นผู้รับช่วงอำนาจของมหาอาณาจักรทั้งหมด แอนเถอแพทเถอร์รีบกลับกรุงแมสเสอดันเพื่อประกาศสิทธิเป็นกษัตริย์ทายาทตรงกว่าผู้อื่นและแต่งตั้งแคทเถอเริสเป็นแม่ทัพหลวง จึงต้องเตรียมทัพต่อต้านการรุกรานของอียิปต์และซีเรียเป็นอันดับแรก ปราบผู้แข็งข้อในดินแดนกรีซอย่างแข็งแกร่งเป็นอันดับรอง ส่วนเรื่องของเจ้าหญิงเออลีมเพียสทิ้งไว้ก่อน ระหว่างนั้นแม่ทัพแคทเถอเริสทำหน้าที่ได้อย่างน่าพอใจที่สุด แต่ก็สิ้นชีวิตลงในสนามรบต่อต้านทัพซีเรียในเอเชียไมเนอร์ บุตรชายพาลเลิสเพอร์ขัน (Polysperchon) ได้แสดงความสามารถคุมทัพแทนบิดาได้  ดังนั้นเมื่อกษัตริย์แอนเถอแพทเถอร์ถึงแก่กรรมลงในปีก.ค.ศ.319 จึงแต่งตั้งให้พาลเลิสเพอร์ขันเป็นกษัตริย์ทายาท ส่วนบุตรชายตนเองให้เป็นเจ้านครรัฐคีลีอาร์ค (Chiliarch) ยังความไม่พอใจแก่เขิสแซนเดอร์อย่างยิ่ง จึงส่งทูตไปเจรจาขอเป็นไตรภาคีไม่รุกรานกันและช่วยกันรักษาอำนาจระหว่าง3 มหาอาณาจักรที่แบ่งออกมาจากมหาอาณาจักรของแอลเลิแซนเดอร์มหาราช คือ กรีซ ซีเรีย และอียิปต์ ปรากฏว่าได้ผล เขิสแซนเดอร์จึงวางแผนยึดนครรัฐที่อ่อนแอที่สุดก่อนคือนครรัฐพีดเนอของเจ้าหญิงพระเจ้าป้าเออลีมเพียสบนลุ่มแม่น้ำเธอร์มิ ปรากฏว่าเข้ายึดได้อย่างง่ายดาย ประหารชีวิตเจ้าหญิงเออลีมเพียส และยกย่องเจ้าหญิงภคินีเธอเธสะโลนิกาขึ้นเป็นมเหสีของตน สร้างวังใหม่ให้ที่ตำบลเธอร์เมอโดยเปลี่ยนชื่อเป็นนครของเจ้าหญิงเธสะโลนิกา ประกาศตัวเองเป็นกษัตริย์ของกรีซในฐานะทายาทของพระเจ้าฟีลิปครองราชย์ในนครแมสเสอดัน รู้สึกว่าได้ผลเป็นที่ยอมรับ ได้ครองราชย์จนสิ้นพระชนม์ในปีก.ค.ศ.297 โอรสที่เกิดจากพระนางเธสะโลนิกาขึ้นครองราชสมบัตินามว่าพระเจ้าฟีลิปเหมือนพระเจ้าตา

มหาอาณาจักรโรมันเข้าครอบครองเธสะโลนิกาตั้งแต่ก.ค.ศ.146 สร้างถนนหลวงเอิกแนทเฉอ (Egnatia) จากฝั่งทะเลอเดรียติก (Adriatic) ผ่านแมสเสอดัน ผ่านเธสะโลนิกาซึ่งจัดเป็นศูนย์พักสับเปลี่ยนม้าและพักแรมริมทางหลวง จึงกลายเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนสินค้าด้วยโดยปริยาย พุ่งไปช่องแคบบอสฟอรัส ข้ามไปผั่งเอเชียไมเนอร์ก็เข้าถนนหลวงสายเอเชียมุ่งไปนครอันทิโอกแห่งซีเรียซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองภาคตะวันออกของมหาอาณาจักรโรมัน แม่ทัพพามพีย์ (Pompey) เคยใช้เธสะโลนิกาเป็นฐานทัพสู้กับซีเสอร์เมื่อค.ศ.250 ในราวค.ศ.50 ต้นเดือนพฤษจิกายนเปาโลเดินทางมาถึงโดยหนีการปองร้ายมาจากเมืองฟีลิปปีโดยเดินเท้ามาเป็นระยะทางประมาณ 200 ก.ม.น่าจะใช้เวลาประมาณ 10 วันโดยมีศิษย์ก้นกุฏิติดตามดูแลคือสิลาส ส่วนทิโมธียังไม่มาจากฟีลิปปี ได้รับการต้อนรับจากเจ้าของร้านทำเต็นท์มิใช่ด้วยศรัทธา แต่คงเป็นการถือโอกาสของเปาโลที่เห็นเป็นชัยภูมิดีน่าลองทำการเผยแผ่ข่าวดีดูสักตั้งหนึ่ง และความจริงก็เดินทางหนีภัยมาไกลและเหนื่อยพอสมควรแล้วด้วย จึงอยากได้หยุดพักผ่อนไปในตัว พอดีเห็นร้านข้างถนนรับทำเต็นท์ตามสั่งและอาจจจะประกาศรับลูกจ้างทำเต็นท์ด้วย ซึ่งเป็นอาชีพเก่าของเปาโลอยู่แล้ว จึงคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะพักอยู่ในเมืองนี้โดยไม่ต้องรบกวนใคร คือกลางวันก็รับจ้างทำเต็นท์แบบลูกจ้างกินอยู่ประจำ เย็นๆค่ำๆและวันหยุดก็หาโอกาสประกาศข่าวดี เมื่อรู้ว่าในเมืองนี้มีชาวยิวอยู่มากพอสมควรและมีธรรมสถานด้วย จึงขอหยุดทำงานวันเสาร์เพื่อไปบำเพ็ญศาสนกิจซึ่งเจสัน(Jason)เจ้าของกิจการไม่ขัดข้อง ก็นับว่าจัดเวลาได้ลงตัว ถึงวันเสาร์ก็ไปที่ธรรมสถาน ขออนุญาตเจ้าของสถานที่เพื่อบอกข่าวดีให้รู้ว่าพระเมสสิยาห์มาสร้างอาณาจักรในโลกแล้ว ใครเชื่อคำสอนพื้นฐานให้รับศีลล้างบาป ซึ่งมีทั้งชาวยิว ผู้เกรงกลัวพระยาห์เวห์ (God’s Fearer คือผู้นับถือพระยาห์เวห์ที่ไม่มีเชื้อสายยิว) และคนนอก (gentile คือผู้ไม่ใช่ยิวและไม่นับถือพระยาห์เวห์) ใครรับศีลล้างบาปแล้วเปาโลก็ติวเข้มทุกเย็นหลังเลิกงานทอเต็นท์ให้นายจ้างแล้วก็นัดพบกันในสวนสาธารณะเพื่อติวเข้มให้เป็นผู้รับผิดชอบคริสตจักรแห่งเธสะโลนิกาและเผยแผ่ต่อไป

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018