ซอกแซกหามาเล่า (255)

วันศุกร์ที่ 7 เมษายน ค.ศ.30 พระเยซูสิ้นพระชนม์

            วันนั้น ณ วันที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงในมหาอาณาจักรโรมัน เป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นเป็นประจำบนผืนแผ่นดินภูมิศาสตร์แห่งยูเดียของมหาอาณาจักรโรมัน พระเยซูถูกประหารชีวิตพร้อมกับนักโทษที่ต้องถูกตรึงกางเขนอีก 2 ราย รวมเป็น 3 ราย อีก 2 คนนั้นจนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร บางวันมีการประหารเช่นนี้เป็นสิบเป็นร้อย ก็ยังไม่เป็นเรื่องหวือหวาเลยในดินแดนแห่งนี้ แน่นอนว่ามีเจ้าหน้าที่บันทึกไว้เป็นหลักฐานราชการ ซึ่งตามปรกติก็บันทึกไว้เป็นผลงาน หากไม่มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ก็จะไม่มีใครมาฟื้นฝอยหาตะเข็บ

แต่ในกรณีของพระเยซูซึ่งในชั้นแรกก็ดูเหมือนว่าเรื่องจะค่อยๆหายไปในกลีบเมฆ เพราะสาวกใกล้ชิดชนิดฮาร์ดคอร์ เอาเข้าจริงก็แพแตก มีแต่พระมารดาและเพื่อนผู้หญิง 2-3 คนของพระมารดาช่วยกันดูแลให้ทหารโรมันช่วยเก็บศพเข้าไว้ในอุโมงค์เก็บศพแบบอนาถาในถ้ำซอกหินที่บังเอิญมีผู้ใจบุญบริจาคเพื่อมิให้อุจาดนัยน์ตาในฐานะเคยเป็นคุรุของประชาชน ปิดปากถ้ำแล้วก็คิดกันว่าหมดเรื่องแตกร้าวในสังคมไปอีกเรื่องหนึ่งที่อาจจะบานปลายแต่กลับเงียบเป็นเป่าสาก อย่างกรณีของนักโทษถูกประหารพร้อมกับพระเยซูอีก 2 คนที่ ไม่รู้ว่าจัดการกันอย่างไร ก็เชื่อว่าในฐานะศพไร้ญาติ ทหารโรมันก็คงปล่อยให้แขวนเติ่งอยู่บนไม้กางเขนเป็นการประจารจนเน่าเปื่อยเป็นอาหารของนกกาไป เพื่อให้ดูเป็นตัวอย่างให้เข็ดหลาบซึ่งไม่ได้ผล เพราะนักกู้ชาติชาวยิวไม่รู้จักคำว่าเข็ดหราบ ยิ่งปราบเหมือนยิ่งยุ มีตัวตาย 1 คนก็มีตัวแทนขึ้นมา 2 คนหรือมากกว่า บังเอิญในกรณีของพระเยซูมีญาติแสดงตัวรับผิดชอบ จึงได้ว่าจ้างกันปลดศพลงจากไม้กางเขน ห่อผ้าตราสังข์ นำเข้าวางในอุโมงค์มีฝาปิดปากอุโมงค์กันมิให้สัตว์เข้าไปหากิน ก็นับว่าโชคดีที่มีผู้มีจิตเมตตาจัดการให้อย่างเรียบร้อยไม่ถึงกับน่าสังเวชจนเกินไป เรื่องคงจะจบลงแค่นั้นและคูหาฝังศพนั้นก็น่าจะกลายเป็นวัตถุโบราณให้วันหนึ่งมีผู้มาขุดคุ้ยขึ้นมาศึกษาเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ด้วยการสันนิษฐานตามทฤษฎีต่างๆของปรัชญาประวัติศาสตร์

dead of Jesus

แต่การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ สาวกใกล้ชิด 12 คนต่างหนีเอาตัวรอด ไม่มีใครอยากเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง ศิษยานุศิษย์อีกจำนวนหนึ่งคุมเชิงอยู่ห่างๆ ไม่มีใครอยากเอามือไปซุกหีบ เรื่องของชาวบ้านฉันไม่เกี่ยว ไม่มีใครพร้อมที่จะสืบทอดเจตนาของพระเยซู แต่แล้วอยู่ดีๆ เปโตรซึ่งได้แสดงความขี้ขลาดอย่างน่าเกลีดกลับแสดงภาวะผู้นำที่แข็งแกร่ง ประกาศให้พรรคพวกรู้ว่าตนได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพมีชีวิตขึ้นมาใหม่ในร่างกายเดิม  ให้บอกต่อๆกันไป นัดประชุมผู้อยากได้พบกับพระเยซูเป็นส่วนตัวให้มารวมตัวกันเพื่อดูให้เห็นจะๆ ได้ฟังเสียงของพระองค์อย่างชัดๆ และสัมผัสตัวพระองค์อย่างอุ่นๆ รวมผู้ยืนยันว่าได้ติดต่อกับพระองค์เหมือนก่อนตายอย่างไรอย่างนั้นไม่น้อยกว่า 500 คนและทุกคนยอมเชื่อฟังเปโตรและยอมอยู่ใต้บังคับบัญชาของเปโตรซึ่งประกาศว่าตนรับผิดชอบถ่ายทอดเจตนาของพระเยซูโดยขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ขอให้ทุกคนเล่าต่อๆไปถึงข่าวดี (Good News) ที่ได้รู้เห็นร่วมกัน ข่าวดีคือ 1.พระเยซูคือพระเมสสิยาห์องค์จริงที่ชาวยิวรอคอย ไม่มีการกู้ชาติ มีแต่การเชื่อและทำดีละชั่วเพื่อมีชีวิตใหม่นิรันดรในอาณาจักรของพระบิดา 2. พระเยซูทรงยอมรับการตัดสินของฝ่ายปกครองให้ตรึงบนไม้ฃกางเขนแต่โดยดี เพื่อสร้างความชอบธรรมในการช่วยมนุษย์ให้มีความสุขแท้นิรันดรในอาณาจักรของพระบิดา 3. พระเยซูได้กลับฟื้นคืนชีพเพื่อรับรองว่าใครปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งความชอบธรรมจะได้ชีวิตนิรันดรในอาณาจักรของพระบิดา 4.เงื่อนไขดังกล่าวคือให้ปฏิบัติความรักตามแนวทางของพระองค์(ไม่จำเป็น้ต้องถึงขั้นเหมือนพระองค์ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะพระองค์เป็นพระบุตร ส่วนมนุษย์เป็นเพียงบุตรพระ) ก็จะได้ชีวิตนิรันดรอย่างง่ายๆ

ทั้ง 4 ข้อรวมกันเรียกว่าข้อธรรมเทศนา (Kerigma) เบื้องต้นมีเพียงแค่นี้ ต่อๆไปจะค่อยๆมีเพิ่มขึ้นจนเป็นพระคัมภีร์และเทววิทยาคริสต์ แสดงว่าเมื่อเปโตรรับตำแหน่งนำนาวาคริสตจักรนั้นฉุกละหุกมาก ไม่มีความพร้อมแต่ประการใดเลย อุปกรณ์ต่างๆจะค่อยๆเกิดมีขึ้นตามความต้องการแห่งกาลเวลา แต่เปโตรก็ฮึดสู้ เพื่อแก้หน้าในการที่ได้ปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซูในขณะที่พระเยซูถูกจับและถูกสาวใช้คนหนี่งถามอย่างสงสัย

เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ก็มีความพยายามจดจำเหตุการณ์ของพระเยซูตลอดจนเวลาและสิ่งแวดล้อมเพื่อประกอบพิธีลำลึกถึง ที่ยังไม่รู้ก็พยายามสืบรู้เช่นสูติกาลของพระเยซูซึ่งไม่มีทางรู้ได้เลยก็สมมุติขึ้นให้เป็นเรื่องเป็นราวเพื่อให้เป็นเวลานัดหมายกันระลึกถึงพระเยซูอย่างมีความหมาย นัดพบกันทีไรไม่ว่ากี่คนก็ทำพิธีหยิบขนมปังขึ้นมาอธิษฐานระลึกถึงอาหารมื้อสุดท้ายที่ถือกันว่าเป็นเหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุด บิขนมปังออกแบ่งกันเคี้ยวกินพลางก็นึกว่าพระเยซูมาประทับอยู่ในใจและท่ามกลางพวกเขาพลางก็ปวารณาตัวว่าจะช่วยเผยแผ่ข่าวดีแก่คนอื่นๆให้เข้าใจความเสียสละของพระองค์

สาวกและศิษยานุศิษย์ของพระเยซูในช่วงแรกนั้นประกาศเจตนาของพระเยซูแบบจับเสือมือเปล่าเอาจริงๆทีเดียว เพราะคำสอนของพระเยซูยังไม่มีใครบันทึกอะไรไว้เลย  ระเบียบการอะไรก็ยังไม่มีเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ใครรู้อะไรหรือจำอะไรได้ก็ยกขึ้นมาประกอบการเผยแผ่ข่าวดีตามข้อธรรมเทศนา 4 ข้อซึ่งทุกคนจำได้แม่นยำ เพราะมั่นใจว่ามาจากประสบการณ์ตรงและความภูมิใจที่มีส่วนรู้เห็น ทั้งรูสึกคันปากอยากจะระบายออกให้คนทั้งหลายฟัง

แน่นอนว่าการประกาศข่าวดี 4 ข้อข้างต้น หากประกาศแก่คนนอกวัฒนธรรม ก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการอธิบายให้เข้าถึงบรรยากาศพอให้เข้าใจใด้ แต่ถ้าพูดกับผู้รู้เรื่องการรอคอยพระเมสสิยาห์ ไม่ว่าจะเป็นชาวยิวหรือคนสัญชาติอื่นที่สนใจเรื่องพระเมสสิยาห์ของชาวยิว ก็แทบไม่ต้องการเวลาอธิบายเลย เพราะมีสเป๊กอยู่ต่อหน้าต่อตาแล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่าฟังจบ 4 ข้อแล้วจะเชื่อหมดทั้ง 4 ข้อหรือไม่ นั่นคือปัญหา และเป็นปัญหาจริง ใครรู้สึกว่ารับได้ทั้ง 4 ข้อจะรีบแสดงตัวและทวงขอรับศีลล้างบาปในพระนามของพระบิดาและพระบุตรและพระจิตแล้วก็จะมีความกระตือรือล้นที่จะประกาศข่าวดีโดยอัตโนมัติ ใครไม่อยากประกาศข่าวดีก็อยู่เฉยๆไม่ว่ากันอยู่แล้ว

 

ข้อธรรมเทศนาที่1: พระเมสสิยาห์

ชาวยิวสมัยนั้นที่อยู่ภายใต้แอกอันไม่น่าพอใจของมหาอาณาจักรโรมันในหลายๆด้าน(ผู้ได้รับผลประโยชน์และพอใจมีอยู่บ้างจำนวนน้อย) ต่างก็โหยหาพระเมสสิยาห์ตามสเป๊กของตน สเป๊กเหล่านี้ บางสเป๊กก็มีพยากรณ์ไว้ในคัมภีร์เล่มต่างๆทั้งในสารบบและนอกส่ารบบ เนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีการกำหนดสารบบคัมภีร์ ดังนั้นใครเชื่อถือคัมภีร์ใด เล่มนั้นก็เป็นคัมภีร์สำหรับคนนั้น เพื่อให้สบายใจก็ให้หาคัมภีราจารย์หรือผู้ที่สังคมยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์สักคนหนึ่งมาชี้ขาดแล้วก็ดำเนินตามได้อย่างสบายใจ บางอย่างก็โมเมตามความต้องการ ซึ่งหากสอบได้ว่าตรงกันแล้วก็เล่าลือกันไปเป็นกระแสที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง ทำให้ความเชื่อเรื่องพระเมสสิยาห์ที่จะมาโปรดจริงนั้นสับสนอลเวงกันยิ่งนัก แม้ผู้ติดตามพระเยซูเองก็สับสนกันมาก เพราะติดตามพระเยซูโดยหวังว่าพระเยซูจะเป็นพระเมสสิยาห์องค์จริงแต่ก็มาจากฐานความหวังต่างกันสารพัดชนิดจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ตลอดเวลาที่พระเยซูทรงอยู่กับพวกเขาก็คงได้พยายามขัดเกลาความเข้าใจอยู่มาก แต่ก็มีคำถามและการตีความแปลกๆออกมาอยู่ตลอดเวลา แสดงหลักการปกติที่ว่า คนพูดตั้งใจพูดอย่างหนึ่งแต่คนฟังเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา เพราะคนฟังไม่ยอมทิ้งความหวังเดิมของตนอันเป็นกระบวนทรรศน์ที่เปลี่ยนได้ยาก นอกจากจะมีอีเวนท์เหตุการณ์ระทึกใจเกิดขึ้นกำกับ

“อีเวนท์” ทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า event แปลมาจากภาษาฝรั่งเศสว่า évènement แปลอย่างธรรมดาๆว่าเหตุการณ์ธรรมดาๆ แต่บาดีอู (Alain Badiou) นักปรัชญาฝรั่งเศสใช้ในความหมายว่าเหตุการณ์ระทึกใจที่ถึงกับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ประสบเหตุการณ์นั้นๆอย่างเฉพาะตัว อย่างเช่นเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าได้เห็นนิมิต๔ทำให้ตัดสินพระทัยออกจากวังเพื่อแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิต เหตุการณ์ที่องคุลิมาลไล่ตามไม่ทันพระพุทธเจ้าหวังจะตัดให้ได้นิ้วที่ 1,000 ทำให้องคุลิมาลเปลี่ยนพฤติกรรมจากโจรเป็นพระอรหันต์ ส่วนในกรณีของผู้ติดตามพระเยซูก็คือการผิดหวังจากการจบชีวิตของพระเยซูอย่างสุดที่จะคาดได้ ผมจึงขอทับศัพท์คำนี้ว่าอีเวนท์เสียดีกว่าแปลเป็นคำไทยให้มีความหมายอย่างที่บาดีอูต้องการ ซึ่งคิดว่าทำได้ยากมาก

อีเวนท์ในกรณีของศิษย์ผู้ติดตามพระเยซูก็คือวาระสุดท้ายของพระเยซู อยู่ดีๆก็ถูกจับ หวังว่าพระเยซูจะแสดงอานุภาพแห่งพระเมสสิยาห์ให้ประจักษ์ก็ไม่ได้เห็น แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ทันข้ามวันก็ถูกตรึงตายบนไม้กางเขนอย่างนักโทษฉกรรจ์จนทุกคนต้องแยกย้ายหลบหนีผลข้างเคียงกันไม่เป็นส่ำ คิดว่าเรื่องจะจบ พระเยซูในร่างเดิมมาระดมพลให้ช่วยกันประกาศข่าวดีแห่งอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ตามที่แต่ละคนมีประสบการณ์จริง ไม่ต้องมีอะไรมากกว่านี้ มันเข้าเกณฑ์อีเวนท์เปลี่ยนพฤติกรรมของบาดีอูทุกประการ คราวนี้พวกเขารวมตัวกันแน่นแฟ้นเป็นพยานถึงอีเวนท์หมู่โดยมี 12 คนประกาศตัวเป็นคณะกรรมการบริหารและยอมให้เปโตรเป็นประธานคณะกรรมการบริหาร และอีกประมาณ 500 คนเป็นคณะทำงาน ทุกคนประกาศข่าวดีตามประสบการณ์ตรงของแต่ละคน ใครเชื่อก็ได้ชื่อง่ายๆว่าผู้เชื่อ (the  believer) ใครไม่เชื่อก็แล้วไป แต่ผู้ไม่เชื่อมักจะมองย้อนกลับมาด้วยท่าทีเยาะเย้ยว่าบ้าหรือดี บางคนคิดไกลไปถึงว่าเป็นสมาคมลับที่เป็นอันตรายต่อส่วนรวม เพราะมีชีวิตความเป็นอยู่ผิดปรกติจากคนทั่วไป และเชื่ออะไรแปลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เปาโลเป็นคนหนึ่งที่เคยคิดอย่างนี้และทนดูอยู่ไม่ไหว ถึงกับตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องปราบให้สิ้นซากก่อนที่จะขยายวงกว้างออกไป และภายหลังเปาโลเองก็ถูกร่างแหของตนเองครอบ คือ มีอีเวนท์เสียเองจนกลายเป็นผู้เผยแผ่ขาวดีไปเสียเอง เลยกลายเป็นเรื่องน่าสนใจรู้ของผู้อยากรู้เรื่องแปลกๆทั้งหลายไปโดยปริยาย ซึ่งในหนังสือตำราไม่สู้จะได้กล่าวถึง เพราะไม่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ยืนยัน ต้องใช้การสันนิษฐานตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาเข้าช่วย ก็จะช่วยให้เห็นคุณค่าของศาสนาของชนเผ่าต่างๆทั้งหลายทั่วโลกได้อย่างมีคุณค่า

เราจะเรียกคนกลุ่มแรกที่มีอีเวนท์โดยตรงร่วมกันประมาณ512คนนี้ว่า”ผู้เชื่อดั้งเดิม”(the primitive believers) ผู้เชื่อคำชักชวนของผู้เชื่อดั้งเดิมโดยมิได้มีอีเวนท์ร่วมกับพวกเขาว่า “ผู้เชื่อรุ่นแรกตั้ง”(the first believers) คือเชื่อโดยไม่ได้มีอีเวนท์เอง แต่ได้สัมผัสตรงกับผู้มีอีเวนท์เอง และต่อจากนั้นจะเรียกว่า “ผู้รับเชื่อ” (the accepting belivevers) ทุกประเภทรวมกันคือผู้เชื่อในพระเมสสิยาห์ (believers of the Messiah)

ก็ถึงเวลาที่ควรจะมาดูกันว่า พระเมสสิยาห์ในความสำนึกของผู้เชื่อเหล่านี้คืออย่างไร และพวกเขาใช้ให้เป็นประโยชน์ในบทเทศนาของพวกเขาอย่างไร อย่าลืมว่าพวกเขายังไม่มีคัมภีร์ใหม่ พวกเขาจะเป็นผู้ร่วมมีส่วนในการสร้างพันธสัญญาใหม่ซึ่งจะมีผู้นิพนธ์ขึ้นในเวลาต่อมา พวกเขามีแต่ข้อธรรมเทศนาจากประสบการณ์ตรงของตนเอง ข้อแรกคือพระเมสสิยาห์ตามประสบการณ์ตรงของพวกเขา ประเด็นไหนที่พวกเขาไม่มีประสบการณ์ พวกเขาจะบอกว่าไม่ใช่ เป็นความเข้าใจผิด ให้ปรับความเข้าใจให้ถูกต้องเสีย แล้วทุกอย่างจะดีเอง มิฉะนั้นแล้วจะมีแต่ความผิดพลาดเลวร้ายไม่รู้จบ

  1. ลูกาผู้เชื่อรุ่นแรก เล่าตามที่ได้ยินมาว่า เวลาพระเยซูประสูติในถ้ำเลี้ยงสัตว์แห่งเบธเลเฮม มีทูตสวรรค์แจ้งแก่คนเลี้ยงสัตว์ที่พักแรมอยู่ใกล้เคียงว่า “ในคืนนี้เองพระเมสสิยาห์ผู้ไถ่บาป ได้เกิดมาแล้วในเมืองนี้ของกษัตริย์ดาวิด” (ลูกา2:11) นั่นคือพระเมสสิยาห์เป็นผู้ไถ่บาป — ใช่
  2. ลูกาต้องการจะบอกว่าในหมู่ชาวยิวและมนุษยชาติ มีคนจำนวนมากที่รอคอยพระเมสสิยาห์มาไถ่บาปและได้รับการไถ่บาปสมปรารถนา อย่างเช่นพ่อเฒ่าซีเมโอน “ที่เยรูซาเลมมีบุรุษคนหนึ่งชื่อซีเมโอน เขาเป็นผู้ชอบธรรม เกรงกลัวพระเจ้า กำลังรอคอยองค์ความบรรเทาใจของอิสราเอล พระจิตเจ้าจึงประทับอยู่ในตัวเขา และเขาได้รับการเปิดเผยจากพระจิตเจ้าว่า ตัวเขาจะไม่ตายก่อนที่จะได้เห็นพระเมสสิยาห์ของพระเจ้า พระจิตเจ้าได้ทรงนำเขาเข้ามาในพระวิหารในขณะที่บิดามารดาของพระกุมารเยซูมาประกอบพิธีถวายบุตรหัวปีแก่พระยาห์เวห์ตามบทบัญญัติของโมเสส เขาได้ขออุ้มพระกุมารและกล่าวความในใจออกมาว่า บัดนี้ พระเจ้าข้า โปรดปล่อยให้ทาสของพระองค์ไปสู่สุคติได้แล้ว เหตุว่าตาทั้ง 2 ของข้าพระองค์ได้เห็นองค์ความรอดแล้ว ความรอดที่พระองค์ทรงเตรียมไว้สำหรับประชากรทั้งหลาย เป็นความสว่างสำหรับส่องแสงนานาชาติ และเป็นศักดิ์ศรีแก่ประชากรอิสราเอลของพระองค์” พระเมสสิยาห์เป็นผู้กอบกู้ช่วยให้รอดทางฝ่ายจิตใจ — ใช่ (ลูกา 25-32)
  3. เฒ่าซีเมโอนหันมากล่าวกับพระมารดาของพระเยซูว่า กุมารผู้นี้จะทำให้ชาวอิสราเอลจำนวนหนึ่งสมหวังและอีกจำนวนหนึ่งผิดหวัง เป็นนิมิตที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง ดวงใจของพระมารดาจะปวดร้าวราวถูกดาบเสียบแทง” เป็นการพยากรณ์ว่าพระมารดาจะได้รับความระทมทุกข์มากจากการเป็นเมสสิยาห์ที่ลำบากยากเข็ญ — ใช่
  4. ลูกาพยายามเชื่อมโยงอาจารย์ยอห์นผู้ล้างบาปณริมฝั่งแม่น้ำยอร์แดนและเป็นผู้นำด้านจิตใจในหมู่ชาวเอสเซนจำนวนมาก ให้เป็นผู้นำร่องพระเมสสิยาห์ เพื่อจะตัดตอนผู้ปักใจเชื่อว่าชรอยยอห์นจะเป็นพระเมสสิยาห์กระมัง — ไม่ใช่ “ซาคาเรียบิดาของยอห์น เปี่ยมด้วยพระจิตเจ้าทำนายว่า เจ้าหนูน้อย เจ้าจะได้รับการขนานนามว่าเป็นประกศกของผู้สูงสุด เพราะเหตุว่าเจ้าจะเดินนำหน้าพระเมสสิยาห์ เพื่อเตรียมมรรคาให้พระองค์ เพื่อให้รู้ความรู้เรื่องความรอดแก่ประชากรของพระองค์” (ลูกา 1:67-77)
  5. เปาโลจะไปประกาศแก่พลเมืองโรมันที่เอเฟซัสว่า “จากเปาโลอัครสาวกของพระเมสสิยาห์เยซู ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ถึงบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีความเชื่อในพระเมสสิยาห์เยซู พระเจ้าทรงเลือกสรรเราในพระเมสสิยาห์เยซูแล้วตั้งแต่ก่อนการเนรมิตสร้างโลก” (เอเฟซัส 1:1-4)

 

ข้อธรรมเทศนาข้อ2: พระเยซูทรงยอมรับความตายโดยสมัครพระทัย

ยอห์นสาวกคนหนึ่งของพระเยซูได้บันทึกคำสอบสวนพระเยซูเมื่อถูกจับและถูกนำไปให้ข้าหลวงโรมันปิลาโตสอบสวน ดังข้อความว่า “ปิลาโตสอบถามว่า  ท่านไม่ทราบหรอกหรือว่าข้าพเจ้ามีอำนาจจะปล่อยท่านหรือตรึงกางเขนท่านก็ได้ พระเยซูตอบว่า ท่านคงไม่มีอำนาจเหนือข้าพเจ้าหากท่านไม่ได้รับจากเบื้องบน”

 

ข้อธรรมเทศนาข้อที่ 3: พระเยซูกลับฟื้นคืนชีพ

            การฟื้นคืนชีพที่ผู้เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์นั้น หมายความว่าพระเยซูที่ได้ถูกตรึงบนไม้กางเขนอย่างเปิดเผยจนถึงแก่ความตาย มีผู้รู้เห็นมากมาย และได้มีการนำศพไปเก็บไว้ในอุโมงค์เก็บศพใกล้เคียง ผู้เชื่อตั้ง 500 กว่าคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าได้เห็นพระเยซูเมสสิยาห์ในสภาพฟื้นคืนชีพ ไม่ใช่ตาฝาด ไม่ใช่ภาพหลอน ไม่ใช่เงาที่ไร้องคาพยพ บางคนได้สัมผัสร่างที่ฟื้นคืนชีพพบว่าเป็นเนื้อหนังจริงๆ ทุกคนเล่าอย่างตื่นเต้นจากประสบการณ์ตรง พระองค์ได้ฟื้นคืนชีพเพื่อค้ำประกันว่าสามารถให้ ทุกคนฟื้นคืนชีพได้จริง เปาโลกล่าวออกมาจากความรู้สึกส่วนตัวว่า ถ้าการฟื้นคืนชีพไม่เกิดขึ้นจริงก็เป็นความงมงายที่บัดซบมากๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงก็เป็นข่าวดีศรีประเสริฐยิ่ง หาอะไรมาเปรียบไม่ได้อีกแล้ว ค่าของข่าวดีจริงๆอยู่ตรงนี้ และเปาโลก็ทุ่มสุดตัวให้ดูเป็นตัวอย่าง และผู้ได้รู้ได้เห็นกับตาก็พากันรับรองเป็นเสียงเดียวกัน กลายเป็นเรื่องใหญ่และประเด็นใหญ่มโหฬารขึ้นมาทันทีตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้

 

ข้อธรรมเทศนาข้อที่ 4: รักอย่างเดียว

         พระเยซูนิยามความรักเป็นเอกลักษณ์ของอาณาจักรเมสสิยาห์ของพระองค์ ทุกอย่างจบลงที่ความรัก ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ รักแม้ไม่ได้รับความรักตอบแทน รักแม้ผู้วางตัวเป็นศัตรู “จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจและรักมนุษย์ทุกคนเหมือนรักตนเอง” พระเจ้าก็ทรงรักมนุษย์อย่างนี้ พระเจ้าคืออำนาจสูงสุดที่ควบคุมและดูแลทุกสิ่งที่มีอยู่รวมทั้งตัวพระองค์เองด้วย พระองค์ทรงเป็นพระบิดาที่ทรงเมตตา พระองค์ทรงเป็นรหัสธรรม (mystery) ไม่มีมนุษย์คนใดรู้พระองค์ดีอย่างพระบุตร เพราะมนุษย์เป็นเพียงบุตรบุญธรรม พระนามทุกพระนามจึงเป็นเพียงนามสมมุติเพื่อสื่อสารกันพอเข้าใจได้ในหมู่มนุษย์

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018