jew

ซอกแซกหามาเล่า (260)

ชาวยิวสมัยพระเยซูอยากฟื้นคืนชีพแค่ไหน

  1. จากอับราฮัมถึงดาเนียล

น่าเชื่อว่าอับราฮัมเชื้อสายเซมิติกต้นพงศ์พันธุ์ของชาวยิวและอาหรับ ได้ทำพันธสัญญากับพระเจ้าของตนว่าจะภักดีต่อพระองค์จนตลอดชีวิตเพื่อแลกกับการ มีวิญญาณเป็นอมตะ ส่วนร่างกายจะต้องสลายไปก็คงไม่ว่ากระไร เพราะอย่างไรเสียก็ยังดีกว่าสถาานภาพของบรรพบุรุษของตนที่นับถือศาสนาอมอร์ไรท์แห่งเมโสโพเทเมียเป็นไหนๆที่ได้รับรู้เพียงแต่ว่าวิญญาณมนุษย์เต็มขั้นหวังได้เพียงแต่ว่าหากไม่ผิดน้ำพระทัยของเทพองค์ใดเลย เมื่อร่างกายสลายไปวิญญาณยังมีชีวิตในโลกใต้บาดาลอีกชั่วระยะหนึ่งแล้วก็จะสลายตัวไปเช่นเดียวกัน ไม่มีหลักฐานใดที่ช่วยให้เชื่อได้ว่าอับราฮัมอยากให้ร่างกายฟื้นคืนชีพขึ้นมาสักวันหนึ่งและจะมีชีวิตอมตะต่อไป ดังนั้นสำนวนของคัมภีร์ปฐมกาลที่ว่า “อับราฮัมมีอาายุ 175 ปี จึงสิ้นชีวิตอันยาวนานอย่างผาสุก ไปรวมอยู่กับบรรพบุรุษไม่บอกว่าไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า ในคัมภีร์ของชาวยิวเมื่อกล่าวถึงสวรรค์-Heaven  จะมีนัยยะว่าเป็นที่ประทับของพระเจ้าแห่งกองทัพทูตสวรรค์ (Elohim Sabaoth – God of Hosts of Angels)  ไม่พบที่ใดเลยว่ามีชาวยิวที่ตายไปแล้วมีที่อยู่ในสวรรค์ (ยกเว้น Enoch และ Eliah ซึ่งไม่แน่ชัดว่าอยู่ ณ ส่วนใดในสวรรค์ชั้นฟ้าของทูตสวรรค์) ซึ่งเป็นไปได้ว่าอับราฮัมน่าจะพอใจกับมาตรฐานเดิมของบรรพบุรุษบวกกับพันธสัญญาที่ตนเองได้รับ คือ เข้าใจว่า วิญญาณของตนจะได้เที่ยวหาวิญญาณของบรรพบุรุษที่ยังไม่สลายตัวให้รวมตัวกัน ณ ที่แห่งหนึ่งอันเป็นสวรรค์ใต้บาดาลตามความเชื่อเดิมแบบอมอร์ไรท์และแจ้งข่าวดีว่าตนตลอดจนลูกหลานได้รับพันธสัญญาจากพระยาห์เวห์ผู้เป็นพระเจ้าแต่องค์เดียวแห่งสากลจักรวาล ให้มีวิญญาณอมตะสำหรับวิญญาณที่ยังไม่สลายตัวเป็นต้นไป สำหรับวิญญาณที่สลายตัวไปแล้วก็คงทำใจปล่อยเลยตามเลย อับราฮัมคงไม่หวังถึงให้กลับมีตัวตนขึ้นมาใหม่ เพราะความหวังที่จะให้ทุกคนได้ฟื้นคืนชีพเป็นความหวังที่มาจากคำสัญญาของพระเยซู ดังนั้นลูกหลาาของอับราฮัมต่อๆมาก็คงจะถูกปล่อยให้หวังได้เพียงแค่นั้นจนกว่าพระเยซูมาเพิ่มความหวังให้ในภายภาคหน้า สำหรับอับราฮัมและลูกหลานก็น่าจะขอเพียงแค่นั้นและพอใจในระดับนั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่าบรรพบุรุษก่อนหน้านั้น เมื่อสิ้นชีวิต ไบเบิลจะบันทึกด้วยคำตรงไปตรงมาว่า “ตาย – He died” จบกัน

อย่างไรก็ตาม ลูกหลานของอับราฮัมต่อๆมา ก็คงมีนักปราชญ์ที่กล้าเชื่อว่าร่างกายน่าจะไม่รู้ตายได้ อย่างที่กิลกาเมชและศาสนบุคคลของศาสนาโบราณอื่นๆได้แสดงความเชื่อและความหวังไว้ เราไม่รู้ได้ว่าในหมู่บรรพบุรุษของชาวยิวนั้น ใครเป็นคนแรกที่คิดเช่นนั้น เพราะไม่มีที่ไหนบันทึกไว้ เราเพียงแต่รู้ว่า มาถึงรัชสมัยของกษัตริย์ซาโลมอนในราวก.ค.ศ.900 ได้ทรงดำริให้นักปราชญ์ของราชสำนักช่วยกันรวบรวมผลงานของพระยาห์เวห์เท่าที่มีเล่าขานกันต่อๆมาเป็นขนบปากนั้น มีเรื่องร่างกายเป็นอมตะรวมอยู่ด้วย ดังพระวาจาที่ตรัสให้กำลังใจอาดัมว่า  “วันใดที่ท่านกินผลจากต้นนั้น ท่านจะต้องตาย” ซึ่งมีนัยยะว่าถ้าไม่กินเลยก็จะไม่มีวันตาย ซึ่งเอวาก็ได้แสดงการรับรู้ว่าพระสัญญานี้กินความถึงนางด้วย จึงอ้างกับงูร้ายโดยไม่ลังเลว่า “พระเจ้าตรัสห้ามว่า อย่ากินหรือแตะต้องเลย มิฉะนั้นจะต้องตายก็แสดงความเชื่อและความหวังของผู้ถ่ายทอดเรื่องนี้ซึ่งไม่มีใครรู้ได้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร แต่เมื่อเก็บรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ศาสนาของชาวยิวหรือศาสนายูดาห์แล้วก็เชื่อกันว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงเปิดเผยให้รู้ และเมื่อพระเยซูทรงรับรอง ชาวคริสต์ก็เชื่อว่าเป็นความจริงศาสนาของชาวคริสต์โดยปริยาย คัมภีร์ไบเบิลยังแสดงความเป็นไปได้และความเป็นจริงโดยยืนยันว่าพระยาห์เวห์ได้ทรงยกเอโนคและเอลียาห์ขึ้นสวรรค์ไปโดยไม่ต้องตาย เมื่อมีหลักฐานข้างต้นนี้ยืนยัน ชาวยิวทั้งหลายจึงเชื่อกันอย่างจริงจังว่าอย่างน้อยผู้นับถือพระยาห์เวห์ทุกคนมีวิญญาณอมตะตั้งแต่มนุษย์คนแรกเป็นต้นมา นั้นหมายถึงบรรพบุรุษทุกคนของอับราฮัมด้วย เรื่องวิญญาณอมตะถือได้ว่าหมดปัญหาสำหรับชาวยิวในสมัยพระเยซู ที่เชื่อกันว่าชาวพรรคซัดดูสีมีปัญหานั้น ไม่ใช่ปัญหาวิญญาณอมตะซึ่งพวกเขาเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไข ที่เป็นปัญหาก็คือ ร่างกายเป็นอมตะด้วย เป็นอมตะอย่างเอโนคและเอลียาห์นั้นไม่มีใครไฝ่หา เพราะหาตัวอย่างที่ 3 ยังไม่ได้ จึงยอมรับโดยดุษณีย์ว่าเป็นกรณีพิเศษจริงๆเท่านั้นและอาจจะไม่มีอีกเลยก็ได้ เป็นความฝันเกินเอื้อม เลิกหวังดีกว่า แต่เรื่องการฟื้นคืนชีพของร่างกายหลังจากตายไปแล้วระยะหนึ่ง อย่างนานที่สุดก็คือเมื่อสิ้นโลก ก่อนนั้นได้ก็ยิ่งดี บางคนจึงพยายามขอให้เป็นว่า เมื่อพระเมสสิยาห์มากู้โลก ใครที่รับใช้พระเมสสิยาห์ รวมถึงบรรพบุรุษทุกคนของผู้รับใช้พระเมสสิยาห์ น่าจะไม่ต้องตาย ถ้าตายไปแล้วก็น่าจะได้ฟื้นคืนชีพทันทีเพื่อจะรับใช้พระเมสสิยาห์ต่อไปตลอดนิรันดร ความคิดเรื่องนี้สืบสาวได้ว่าเริ่มมีคนคิด และเขียนเผยแพร่ตั้งแต่หลุดพ้นจากการเป็นทาสในกรุงบาบิโลนเป็นต้นมา มีคนชอบและมีผู้เผยแพร่และเขียนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสายฟาริสี แต่ก็มีผู้สงสัยและไม่อยากเชื่อ โดยอ้างว่าไม่มีอะไรยืนยันได้ว่ามาจากการเปิดเผยของเบื้องบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสายของพรรคซัดดูสี ในสมัยของพระเยซูจึงเป็นปัญหารบกวนมโนธรรมของชาวยิวอย่างมากพอสมควรทีเดียว

  1. ความหวังที่แสดงในคัมภีร์ในสารบบ

            ตรวจหาดูในคัมภีร์ในสารบบของศาสนายูดาห์ทั้งเล่ม พบที่กล่าวไว้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมาเพียงแห่งเดียวและครั้งเดียวเท่านั้น คือ คัมภีร์ดาเนียล ซึ่งประกาศกคนหนึ่งเขียนขึ้นในราวปีก.ค.ศ.165 ผู้เขียนจะมีชื่อว่าดาเนียลหรือไม่ ไม่อาจทราบได้ แต่เขียนให้ดาเนียลได้รับการเปิดเผยจากพระยาห์เวห์ถึงอนาคตของมนุษยชาติ อนาคตของชาติอิสราเอล และอนาคตของร่างกายของมนุษย์แต่ละคนว่า “คนจำนวนมากที่หลับอยู่ในผงคลีดินจะตื่นขึ้น บางคนจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร บางคนจะได้รับความอับอายและความอดสูตลอดนิรันดร บรรดาผู้มีปัญญาจะส่องแสงเหมือนแสงสว่างบนท้องฟ้า และบรรดาผู้ที่ช่วยคนจำนวนมากให้มีความชอบธรรม จะส่องแสงเหมือนดวงดาวตลอดไป” (ดาเนียล 12:2-3)

บทความนี้เรียบเรียงและเผยแพร่ในขณะที่ชาติอิสราเอลตกเป็นมหาอาณานิคมของพระเจ้าแอลเลิกแซนเดอร์ต่อด้วยมหาอาณาจักรของซีเรียในรัชสมัยของจักรพรรดิเอินทายเออเขิสที่ 4 (Antiochus IV) ที่มีนโยบายให้มหาอาณาจักรของพระองค์เป็นมหาอาณาาจักรกรีกใหม่ (Hellenistic) ทั้งการปกครองและวัฒนธรรม ผลกระทบที่สำคัญต่อชาวยิวก็คือถูกยัดเยียดให้ยอมรับภาษา อารยธรรม และศาสนาของชาวกรีก โดยมีโทษตั้งแต่ปรับ เฆี่ยนสั่งสอน จนถึงประหารชีวิต ผู้เขียนไม่กล้าเขียนต่อต้านนโยบายและอำนาจของซีเรียโดยตรง จึงสมมุติให้เป็นเหตุการณ์ในกรุงบาบิโลนในขณะเสียอำนาจให้แก่มหาอำนาจมีเดีย (ซึ่งไม่มีจริง เพราะจริงๆนั้นเสียอำนาจแก่มหาอำานาจเปอร์เซีย) โดยเล่าเป็นภูมิหลังว่า ดาเนียลเป็นไพร่หลวงเชื้อสายยิวที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นตัวประกันที่กรุงบาบิโลนในขณะที่กษัตริย์เชื้อสายแคลเดียนเป็นใหญ่ ดาเนียลเป็นคนเก่งรอบด้าน ได้ทุนเล่าเรียนหลวงจนจบหลักสูตรอย่างดีเด่น จึงได้รับการบรรจุเข้ารับราชการประสบความสำเร็จจนได้เลื่อนขึ้นตำแหน่งสูง ครั้นอำนาจเปลี่ยนมาอยู่ในมือของชาวมีเดียน กษัตริย์มีเดียนบังคับให้เปลี่ยนศาสนาซึ่งดาเนียลและพรรคพวกไม่ยอม เพราะได้รับการเปิดเผยมาแล้วว่า ชะตาชีวิตของผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อพระยาห์เวห์จนตายกับการทรยศต่อพระองค์นั้น มีผลถึงโลกหน้าอย่างไร ดาเนียลถูกนำตัวใปนอนในกรงสิงโต ครั้นรุ่งเช้าปราฏแทนที่จะเห็นซากร่างถูกสิงโตขบกิน กลับเห็นสิงโตหมอบอยู่แทบเท้าของดาเนียล  กษัตริย์เสด็จไปทอดพระเนตรให้เห็นจริง รับสั่งให้เชิญดาเนียลออกจากกรงสิงโตและคืนตำแหน่งเดิมให้ ทั้งยังรับสั่งให้ทุกคนถวายเกียรติแด่พระยาห์เวห์ของดาเนียลอีกด้วย บทความนี้ถูกคัดลอกไปอ่านกันอย่างกว้างขวางอย่างรวดเร็ว กลายเป็นคัมภีร์ด้วยศรัทธาของประชาชนจนองค์การศาสนาต้องยอมรับโดยปริยาย ที่สำคัญก็คือความเชื่อว่าร่างกายที่สลายตัวเป็นผงคลีดินไปแล้วจะได้ฟื้นคืนชีพและเสวยสุขเป็นรางวัลหรือต้องโทษตามโทษานุโทษ ซึ่งเป็นเรื่องโจษจันกันและมีผู้เขียนสนับสนุนต่อมา ทั้งที่จะเป็นคัมภีร์ในสารบบ คัมภีร์นอกสารบบ และงานเขียนที่ไม่เป็นคัมภีร์ สมัยนั้นยังไม่มีองค์กรใดจัดการเรื่องนี้ จึงแล้วแต่ว่าคุรุท่านใดถือว่าอะไรบ้างเป็นคัมภีร์ลูกศิษย์ก็เชื่อตาม เอกสารใดคุรุอื่นถือว่าเป็นคัมภีร์แต่คุรุของตนเองไม่ถือว่าเป็นคัมภีร์ก็เรียกว่าเป็นคัมภีร์นอกสารบบ ที่ไม่มีคุรุใดรับรองเป็นคัมภีร์เลย ก็เป็นงานเขียนที่ไม่เป็นคัมภีร์ศาสนา ต่อมาเมื่อมีองค์กรศาสนาทำหน้าที่นี้ในนามของศาสนา ใครเชื่อตามก็ถือว่านับถือศาสนาขององค์กรนั้น ใครไม่ถือตามก็ถือว่านอกรีต ศาสนาใดที่ไม่มีหน่วยงานทำหน้าที่นี้ก็ไม่มีสมาชิกนอกรีต ใครไม่ปฏิเสธก็ถือว่านับถือศาสนา ก็สบายไปอย่าง แต่ก็มีปัญหาร้อยแปดอย่างที่ต้องตามแก้เรื่อยไปไม่รู้จบ

คัมภีร์มัคคาบีที่2 เรียบเรียงในราวก.ค.ศ.124 มีเป้าหมายในลักษณะเดียวกัน แต่คราวนี้กล้าวิจารณ์จักรพรรดิเอินทายเออเขิสที่ 4 ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วอย่างเปิดเผย เพราะพระเจ้าเอินทายเออเขิสที่ 8 ที่กำลังครองราชย์อยู่ไม่เอาเรื่อง โดยเล่าถึงเหตุการณ์ในความทรงจำของประชาชนโดยสรุปถึงความหวังว่าร่างกายจะได้ฟื้นคืนชีพดังต่อไปนี้ “มารดาและบุตรชาย 7 คนถูกจับกุม กษัตริย์ทรงพยายามบังคับเขาให้กินเนื้อหมูซึ่งธรรมบัญญัติห้ามกิน โดยใช้แส้เฆี่ยนตีทรมาน บุตรคนหนี่งพูดแทนพี่น้องว่า พระองค์ทรงซักถามพวกเรานี้หวังจะทราบอะไรเล่า  เราพร้อมที่จะตายดีกว่าจะละเมิดธรรมบัญญัติของบรรพบุรุษ กษัตริย์กริ้วยิ่งนัก รับสั่งให้นำกระทะและหม้อใบใหญ่มาตั้งบนเตาไฟ เมื่อกระทะและหม้อร้อนแล้ว พระองค์รับสั่งให้จับผู้ที่พูดแทนคนอื่นมาตัดลิ้น ถลกหนังศีรษะ ตัดมือตัดเท้าต่อหน้าพี่น้องและมารดา เมื่อเขาถูกกระทำเช่นนี้แล้ว กษัตริย์ทรงบัญชาให้โยนเขาลงในกระทะทั้งเป็น ขณะที่ควันพุ่งโขมงจากกระทะ มารดาและพี่น้องของเขาต่างพูดปลุกใจกันให้ยอมตายอย่างกล้าหาญด้วย…เมื่อพี่คนแรกตายไปแล้ว เขาก็นำน้องชายคนที่สองมาทรมาน…เขาถูกทรมานเช่นเดียวกับพี่ชายคนแรก เมื่อใกล้จะตายเขาพูดว่า พระราชาทรงโหดร้าย ทรงทำลายชีวิตปัจจุบันของพวกเราได้  แต่พระเจ้าจอมจักรวาลจะทรงบันดาลให้เรากลับคืนชีพมีชีวิตตลอดไปคนที่ 3 เมื่อถูกสั่งก็แลบลิ้นและยื่นมือออกมาอย่างกล้าหาญแล้วพูดอย่างภาคภูมิใจว่า พระเจ้าประทานอวัยวะเหล่านี้ให้ข้าพเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าพร้อมจะสละอวัยวะเหล่านี้เพราะเห็นแก่ธรรมบัญญัติของพระองค์ ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้รับอวัยวะเหล่านี้คืนมาอีกครั้งหนึ่ง….คนที่ 4 เมื่อใกล้จะตายเขาพูดว่า ตายด้วยน้ำมือมนุษย์เป็นสิ่งสวยงาม  เมื่อมีความหวังว่าพระเจ้าจะประทานชีวิตให้อีก แต่พระองค์พระราชา พระองค์จะไม่มีวันได้กลับคืนพระชนมชีพอีกเลย”

อย่างไรก็ตามมีบันทึกคำพยากรณ์ของประกาศกอิสยาห์ในราชอาณาจักรยูดาห์ประมาณก.ค.ศ.735 เพื่อขอบคุณพระยาห์เวห์ที่ให้ชาวยิวมีราชอาณาจักรยูดาห์ที่มั่นคงในระหว่างมหาอำนาจอียิปต์ ซีเรีย และแอสซีเรีย เมื่อขอบคุณแล้วก็ถือโอกาสประกาศพระนโยบายของพระยาห์เวห์ต่อประชากรที่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ไว้ว่า

“ข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้นำความรอดพ้นมาให้แผ่นดิน

ไม่มีผู้อาศัยในโลกนี้คนใดเกิดมาเอง

บรรดาผู้ตายของพระองค์จะมีชีวิตอีก

ร่างกายของเขาทั้งหลายจะกลับคืนชีพ”(อิสยาห์ 26:18-19)

ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าคนในสมัยที่มีแถลงการณ์อย่างนี้จะเข้าใจแค่ไหนและสนใจรับรู้แค่ไหน เพราะพวกเขายังไม่แสวงหาเรื่องนี้ เขาเพียงแต่รู้ว่าวิญญาณของพวกเขาเป็นอมตะแน่นอน ส่วนร่างกายเป็นศพไปแล้วจะสลายตัวไปอย่างไรไม่น่าสนใจแล้ว ก็ถือว่าพอสำหรับพวกเขา พวกเขาสนใจการเมืองเฉพาะหน้ามากกว่า คือ ทำอย่างไรจะอยู่รอดชั่วชีวิตนี้ในขณะที่ถูกบีบจาก 3 มหาอำนาจที่รายล้อมอยู่ อย่างไรก็ตามมีเอกสารจากหลายแหล่งที่บันทึกไว้ว่ามีผู้สนใจและเชื่อ เมื่อผู้อื่นไม่แสดงอาการรับรู้ จึงแยกตัวจากสังคมปฏิบัติตนพร้อมรับใช้แล้วแต่พระยาห์เวห์จะสั่ง พวกนี้ได้ชื่อว่ากลุ่มเอสเซน (Essens) แต่ก็ยังไม่มีใครพบบันทึกของชาวเอสเซนเองที่กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างเชื่อถือได้ บางคนก็เขียนชักชวนให้คนเชื่อและปฏิบัติ กลายเป็นคัมภีร์นอกสารบบก็มี เช่น คัมภีร์ Enoch และคัมภีร์ IIEsdras   เยอเซฟเฝิส (Josephus) ยืนยันในบันทึกประวัติศาสตร์ชาติอิสราเอลว่าเป็นนโยบายของพรรคฟาริสีว่าต้องเชื่อเรื่องการฟื้นคืนชีพของร่างกาย และเป็นนโยบายของพรรคซัดดูสีที่จะต้องไม่เชื่อเรื่องนี้ พรรคฟาริสีได้รับกำลังใจจากคำสอนของศาสนาบาอัลและผู้นับถือศาสนาแซเรอธูสเถรอ

การฟื้นคืนชีพตามคำสอนของศาสนาแซเรอธูสเถรอ

            แซเรอธูสเถรอ (Zarathustra) สอนศาสนาเอกเทวนิยมที่มีพระเจ้าสูงสุดแต่องค์เดียวคือ อฮูเรอมีซเดอ(Ahura Mazda) อันเป็นพลังสูงสุดที่กลั่นออกมาจากสารไร้รูปดั้งเดิม พระองค์ทรงตระหนักถึงหลักความจริงว่าคุณภาพที่แฝงอยู่ในสารไร้รูปทั้งหมดนั้นได้จากการต่อสู้ดิ้นรนให้เกิดชัยชนะ พระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่งรวมทั้งมนุษย์แล้ว ก็ได้ทรงสร้างเทพขึ้น 2 องค์คือ สเพนเถอ เมนยุ (Spenta Mainyu แปลว่าเทพหวังดี) กับแองเกรอ เมนยุ (Angra Mainyu แปลว่าเทพมุ่งร้าย ทรงมอบพลังทำดีเท่าที่เค้นได้จากสารไร้รูป และทรงมอบพลังทำร้ายเท่าที่เค้นได้จากสารไร้รูป มอบหมายหน้าที่ให้ใช้พลังอย่างเต็มที่เพื่อให้มนุษยชาติมีคุณภาพ เทพหวังดีเลือกได้นายยีมะ(Yima) อบรมอย่างดีและมอบให้เป็นกษัตริย์อบรมและปกครองมนุษย์ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมา ยีมะสอนให้ทุกคนพูดแต่ความจริงตามที่เข้าใจและรู้สึก ทั้งนี้เป็นภูมิคุ้มกันมิให้เทพมุ่งร้ายส่อเสียดอะไรได้สำเร็จ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น กษัตริย์ยีมะและข้าราชบริพารก็ช่วยกันสืบหาสาเหตุได้อย่างแม่นตรงและเทพหวังดีก็สามารถให้คำแนะนำแก้ปัญหาได้อย่างถูกจุดเสมอ จึงไม่เคยมีเหตุที่แก้ไม่ทันการขึ้นมาได้เลย ครั้งหนึ่งเทพมุ่งร้ายวางแผนให้ผิวโลกหนาวเย็นยืดยาวต่อกันเป็นเวลา 3 ปีซี่งเทพมุ่งร้ายต้องขออนุมัติจากพระเจ้ามาซเดอ และเพื่อความชอบธรรมพระองค์ก็ต้องนำความมาบอกเทพหวังดีซึ่งก็วางแผนสร้างอุโมงค์ใต้ดินป้องกันความหมาวได้ทันเวลาและทุกคนก็ปลอดภัย ในที่สุดเทพมุ่งร้ายก็ตระหนักได้ว่าการทำร้ายด้วยภัยธรรมชาติไม่มีทางจะได้ผล เพราะกฎธรรามชาติทุกอย่างย่อมแก้ได้ด้วยกฎธรรมชาติ จึงวางแผนใหม่ด้วยการทำลายคุณธรรมความสามัคคีด้วยนิสัยส่อเสียด คือ ส่งสมุนให้ปลอมตัวเป็นชาวบ้านแทรกอยู่ในทุกหมู่บ้านแม้กระทั่งในวังหลวง มีโอกาสซุบซิบใครให้ข้องใจใครไม่ว่าจะใช้วิธีโกหกพกลมปั้นน้ำเป็นตัวอย่างไรได้ให้ทำหมด ไม่นานต่อมาก็เกิดโกลาหลอลหม่านเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า แทนที่จะรักสามัคคีกันดังแต่ก่อน ก็พกแต่ความเกลียดชังกันและทำร้ายกันโดยไม่มีใครคิดจะช่วยใครหรือเสียสละป้องกันใคร เกิดการบาดเจ็บล้มตายกันขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน นับเป็นขณะหลังเวลาของสังคมอุดการณ์ 1,000 ปีพอดีเรียกว่า the Happy Millennium ที่หลอกหลอนนักการเมืองตงฉินตลอดมาในประวัติศาสตร์ เพราะอยากให้หวนกลับมาอีกสักครั้งหนึ่ง

เทพหวังดีพบทางแก้โดยอบรมแซเรอธูสเถรอ (Zarathustra) เป็นพิเศษเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ โดยสัญญาว่าใครรักดีแม้แต่นิดเดียวก็จะโปรดให้ได้ฟื้นคืนชีพเมื่อสิ้นโลกและจะเป็นอมตะต่อไปตลอดนิรันดรในสวรรค์  หากความดีชนะความชั่วได้แล้วอย่างเด็ดขาดเมื่อใด เทพหวังดีและเทพมุ่งร้ายก็หมดบทบาท จะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์คอยรับใช้อติเทพแมสเดอต่อไปตามเดิมแล้วแต่ว่าจะบัญชาอะไรและเมื่อไรในเวลานิรันดร    เป็นการต่อยอด the Happy Millennium ในอดึตต่อไปในแดนสวรรค์ตลอดกาลนิรันดรในความหมายว่าเวลาที่มีช่วงในอนาคตอย่างไม่รู้จบ

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018