ซอกแซกหามาเล่า (252)

นักพรตยิวในสมัยพระเยซู

            คัมภีร์ไบเบิลของชาวยิว (หมายถึงไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม) กล่าวไว้ชัดเจนว่า เมื่อพระยาห์เวห์ทรงสร้างอาดัมกับเอวาแล้วก็ได้ทรงอวยพรให้มีลูกหลานมากๆจนเต็มแผ่นดิน การอวยพรเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นพระประสงค์และถึงขั้นพระบัญชาก็ได้ ใช้ตรรกะกับคำสั่งอย่างนี้ย่อมสรุปได้ว่า ใครมีลูกได้และไม่พยายามมีลูกย่อมถือว่าผิดพระบัญญัติอย่างไม่มีอะไรจะสงสัย จึงไม่น่าจะมีนักพรตได้ในศาสนานี้ เพราะนักพรตย่อมหมายถึงผู้ถือโสดเพื่อปฏิบัติศาสนกิจได้มากขึ้นและดีขึ้น

แต่ก็ปรากฏว่าในคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ของชาวคริสต์นั้นพระเยซูเองทรงถือโสด สาวกของพระเยซูนามว่ายอห์นบุตรของเซเบเดก็เป็นโสด เซนต์พอลก็เป็นโสด และยังมีกล่าวถึงอีกคนหนึ่งนามว่ายอห์นผู้ล้างบาป (John the Baptist) เป็นโสดและถือพรตสันโดดอย่างเคร่งครัดในที่ปลอดผู้คนในบริเวณระหว่างทะเลตายกับแม่น้ำยอร์แดน พระเยซูทรงกล่าวยกย่องหลายครั้ง ท่านมีลูกศิษย์ติดตามก็แสดงว่าท่านถือสันโดดแต่มิได้อยู่โดดเดี่ยว น่าจะมีคนอื่นอีกที่ถือพรตแบบเดียวกัน พวกถือพรตเหล่านี้ย่อมต้องมีเหตุผลที่เหนือกว่ามาลบล้างคำสั่งให้มีลูกมากๆ เหตุผลดังกล่าวน่าจะเป็นว่า ถ้าเป็นตัวอาดัมกับเอวาเองปฏิเสธการมีบุตรก็น่าจะขัดพระบัญญัติ แต่คนเหล่านี้เขามาเกิดในสมัยที่เชื่อได้ว่ามีมนุษย์เกิดมาเต็มโลกแล้วจนต้องฆ่ากันตายมากมายเพื่อแย่งทรัพยากรดำรงชีพกันอย่างผิดศีลธรรม ดังนั้นการที่พวกเขาจำนวนน้อยนิดสละหน้าที่มีบุตรเพื่ออุทิศตัวฟื้นฟูศีลธรรมของมวลชน จะลดอาชญากรรมลงและพลโลกจะเพิ่มขึ้นทางอ้อมมากกว่าที่พวกเขาไม่สละหน้าที่เกิดบุตรเสียอีก  ที่สุดก็คือการสละโสดของพวกเขาจะมีผลในการส่งเสริมการปฏิบัติพระธรรมบัญญัติในองค์รวมได้ดีที่สุด เซนต์พอลหรือเปาโลจึงได้ฟันธงสลายความข้องใจของผู้ขี้สงสัยในสมัยของท่านว่า ใครสละโสดเพื่ออุทิศตัวทำงานส่งเสริมแผนการของพระเจ้า ถือว่าน่ายกย่องที่สุด แต่ถ้าถือโสดไม่ไหวก็ให้แต่งงานตามประเพณีเสียดีกว่า ผู้ที่ถือโสดเพราะไม่อยากเสียเปรียบคู่สมรส เปาโลว่าไม่น่ายกย่อง

st. Paolo

เอาละ แสดงว่าในสังคมยิวที่เน้นการสืบทายาทให้เต็มแผ่นดินก็ยังมีคนถือพรต ไม่รู้ได้ว่าใครคิดทำอย่างนี้เป็นคนแรก สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นคนหนึ่งในกลุ่มซาฮีดีนผู้ปฏิบัติตนเคร่งครัดตามน้ำพระทัยของพระยาห์เวห์ที่สั่งมาทางโมเสสและผู้แทนอื่นๆของพระองค์ หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงนักพรตยิวไว้โดยเรียกเป็นภาษากรีกว่าเอสเซน (Essen) คือหนังสือ Every Good Man is Free ของฟายโลว์แห่งแอลเลิกแซนเดรีย(Philo of Alexandria (ก.ค.ศ.20-ค.ศ.50) กล่าวว่าพวกเขาถือโสด สรัางที่อยู่อาศียกันอย่างง่ายๆเป็นหย่อมๆตามแม่น้ำไนล์และแม่น้ำยอร์แดน ประมาณได้ถีงประมาณ 40,000 คน

พลายนิ (Pliny 23-79) นักประวัติศาสตร์โรมัน ตายขณะเข้าไปสังเกตการณ์ใกล้ชิดการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียส นักประวัติศาสตร์โรมันผู้นี้บันทึกไว้ในหนังสือ Natural History ว่า “บนฝั่งตะวันตก (ของทะเลตาย) ห่างจากฝั่งทะเลไปพอให้ปลอดภัย มีพวกเอสเซนอาศัยอยู่กันเป็นหมู่คณะที่ไม่เหมือนหมู่คณะใดในโลก เพราะมีแต่ผู้ชาย ไม่มีเงินใช้ ไม่มีทรัพยากรใดนอกจากต้นปาล์ม พวกเขาเลี้ยงชีพจากสิ่งของบริจาคของผู้มาเยือนจากสารทิศซึ่งประทับใจในวิถีชีวิตของนักพรตเหล่านี้ที่เบื่อชีวิตสังคมร่วมสมัยและรับไม่ได้กับความผันผวนของชะตากรรมของชาติอิสราเอล ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาสืบทอดหมู่คณะได้อย่างไรมาเป็นพันๆชั่วคนโดยไม่มีคนเกิดในหมู่คณะเลยสักคนเพื่อสืบทอดเจตนารมย์ แต่พวกเขาก็ไม่ขาดผู้สืบทอดตราบใดที่ในชาติของเขายังมีคนรู้สึกเบื่อชีวิตแบบเดียวกับพวกเขามาสมัครเป็นสมาชิกใหม่อยู่สม่ำเสมอ นี่เองคือเคล็ดลับแห่งการได้ถ่ายทอดเจตนารมย์ สังเกตต่อไปก็เข้าใจเหตุผลดังกล่าวได้ไม่ยาก เพราะมองลงไปที่พื้นราบ(ทางทิศใต้)จะเห็นซากของเมือง Engedi ที่อุดมด้วยสวนปาล์มที่ผลิตผลไม่เป็นรองที่ใดนอกจากเยริโคเพียงแห่งเดียว แต่ขณะที่เขียนเรื่องนี้ก็เป็นเมืองร้างไปแล้ว” ใต้ลงไปอีกคือป้อมปราการมาซาดาอันลือชื่อ

ปัญหาที่พลายนิตีบทไม่แตกก็คือ ทำไมประชากรยิวสมัยนั้นจึงมีศรัทธาต่อนักพรตกลุ่มนี้นัก คำตอบชัดเจนเพิ่งจะเปิดเผยจากบันทึกของคนกลุ่มนี้บนม้วนหนังสัตว์ที่เก็บไว้ในถ้ำคุมราน ซึ่งช่วยให้เข้าใจได้ว่าพวกเขาเตรียมตัวเป็นบริวารของพระเมสสิยาห์ที่จะต้องมานำชาวยิวเป็นเจ้าโลก

เจอซีเฝิส(Josephus 37-100) นักประวัติศาสตร์ชาวยิว ซึ่งเข้าใจเบื้องหลังของชาวยิวดีกว่า 2 ท่านข้างต้น แต่เนื่องจากเป็นนักปราชญ์ยิวที่อยู่ที่แอลเลิกแซนเดรียจึงมีความรู้อารยธรรมกรีกอย่างดีด้วย เมื่อกล่าวถึงชาวเอสเซนจึงพยายามมองให้เป็นสำนักปรัชญาสำนักหนึ่งเทียบได้กับสำนักปรัชญากรีก สำหรับเจอซีเฝิสมีนักพรตเอสเซนที่อยู่นอกเมืองและเอสเซนที่อยู่ในเมือง กระจายกันอยู่ตามเมืองใหญ่น้อยต่างๆ บางคนมีภรรยาเพื่อมีบุตรสืบทอดเจตนารมณ์ ส่วนมากหาเด็กกำพร้ามาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ บางคนก็มีผู้มาสมัครเป็นลูกศิษย์เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ สมาชิกทุกคนถือว่าทรัพย์สินเป็นของส่วนรวมแบ่งกันกินแบ่งกันใช้และช่วยกันหา เฉพาะสมาชิกที่จะรับประทานอาหารร่วมวงกันได้ และไม่ว่าจะพบกันที่ไหนก็ถือว่าเป็นพี่น้องกัน ช่วยเหลือกัน ปฏิสันฐานต่อกัน ให้ที่พักอาศัยแก่กันและเลี้ยงดูกัน สมาชิกทุกคนมีระเบียบวินัยเดียวกัน มีหัวหน้าดูแลลดหลั่นกันไป ใครจะเป็นสมาชิกต้องผ่านการฝึกฝน 1 ปีจึงถือว่าเป็นสมาชิกสำรองไม่น้อยกว่า  2 ปีจึงเป็นสมาชิกเต็มตัว มีสิทธิร่วมวงรับประทานอาหารกับสมาชิกสามัญได้ เกณฑ์การเข้ารับเป็นสมาชิกสามัญตามบันทึกของเจอซีเฝิสว่า “ก่อนจะร่วมวงรับประทานอาหารกับสมาชิกสามัญได้ ผู้สมัครจะต้องผ่านพิธีสาบานตนโหดดังต่อไปนี้ คือ 1. จะต้องวางตนเป็นผู้มีศรัทธาแก่กล้าต่อพระยาห์เวห์ 2. จะต้องปฏิบัติความยุติธรรมเคร่งครัดต่อทุกคน 3.จะไม่ทำผิดคิดร้ายต่อใครไม่ว่าโดยตรงหรือโดยคำสั่งของใคร 4.จะต้องรังเกียจผู้ประกอบกรรมทำชั่วและคอยสนับสนุนช่วยเหลือผู้ทำดีเที่ยงธรรม 5. จะต้องซื่อสัตย์ต่อทุกคนและภักดีต่อผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในสังคม (เพราะอำนาจทุกอย่างมาจากพระยาห์เวห์) 6. ผู้มีอำนาจจะไม่ถือโอกาสใช้อำนาจเกินหน้าที่และไม่เบ่งทับผู้อยู่ใต้อำนาจ 7. จะต้องรักความจริงและเปิดเผยความเท็จ 8. จะต้องไม่ลักทรัพย์และไม่ฉ้อโกง 9. จะไม่ปิดบังซ่อนเร้นอะไรกับเพื่อนสมาชิกและไม่นำความลับของสมาชิกไปเปิดเผยแม้จะถูกคาดคั้นถึงขั้นเสียชีวิตก็ตาม 10. จะต้องละเว้นการเป็นโจรทุกรูปแบบ

ตารางเวลาของพวกเขาก็คือตื่นแต่เช้ามืดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นเพื่อสวดมนต์ไหว้พระยาห์เวห์ แบ่งเวลาทั้งวันระหว่างการศึกษา ทำงานและพักผ่อน การศึกษาเน้นพระคัมภีร์เพื่อเป็นคัมภีราจารย์และหมอสมุนไพรเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน สร้างธรรมสถานเพื่อประชุมประชาชน ปรัชญาประจำสำนักก็คือ 1. ทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระยาห์เวห์ 2. วิญญาณเป็นอมตะ 3. มีหน้าที่ทำความชอบธรรมให้เกิดผลสะสมไว้ในวิญญาณ 4.สละชีวิตถวายพระยาห์เวห์แทนการฆ่าสัตว์บูชายัญ

เหิพพาลเลอเถิส(Hippolytus) นักปรัชญาคริสต์แห่งศตวรรษที่2 เพิ่มเติมว่าพวกเขาเชื่อว่าในอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ พลเมืองทุกคนจะมีชีวิตอมตะทั้งกายและวิญญาณ ผู้ที่ตายไปก่อนร่างกายจะคืนชีพขึ้นมาเป็นอมตะ

เอกสารคุมราน

เอกสารคุมราน (Qumran Document) เรียกได้อีกอย่างว่าม้วนหนังทะเลตาย (Dead Sea Scrolls) มีประมาณ 200 ม้วน พบเก็บไว้เป็นระเบียบในถ้ำใหญ่ถ้ำหนี่งบนหน้าผาคุมรานบนฝั่งตะวันตกของทะเลตายห่างจากตัวเมืองเจริโคปัจจุบันประมาณ 15 กิโลเมตร สันนิษฐานว่าถ้ำนี้ถูกใช้เป็นห้องสมุดของนักพรตเอสเซนที่อาศัยอยู่ตามถ้ำในบริเวณนี้ซี่งไม่รู้แน่ชัดว่ามาอยู่กันตั้งแต่เมื่อใดจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ มีการเรียนการสอนและค้นคว้ากันจนถึงกับมีห้องสมุดใหญ่ไว้รองรับ โดยจารึกคำสอนที่ลงตัวแล้วลงบนแผ่นหนังสัตว์เป็นผืนๆ ม้วนเก็บไว้ในไหดินเผาขนาดสูง 2 ฟุตครึ่งเส้นผ่าศศูนย์กลางราว 1 ฟุต เพื่อให้ผู้สนใจรู้มาขอคลี่ออกอ่านได้ตามอัธยาศัย ชุมชนคุมรานถูกทิ้งร้างในระหว่างสงครามโรมันทำลายพระวิหารค.ศ.70 จนถึงปีค.ศ.1947 ในราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ นาย Muhammad adh-Dhib ชาวเผ่าเบดูอินเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ในแถบตะวันออกกลาง เขาเดินหาแพะที่หายไปจากฝูง เข้าไปพักความร้อนในถ้ำห้องสมุดโดยบังเอิญ พบไหมากมาย เปิดไหดูพบแต่ม้วนหนังสัตว์ เขารู้ว่าเป็นวัตถุโบราณจึงนำเอาไปเสนอขายให้พ่อค้าวัตถุโบราณในราคาม้วนละ 20 ปอนด์อังกฤษ (เพราะขณะนั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยู่ พ่อค้าอาหรับเห็นเป็นอักษรฮีบรูจึงไม่สนใจซื้อ ต่อมาเอาไปเสนอขายให้ Mar Athanasius Samuel Archbishop of the Syrian Orthodox Monastery at Jerusalem (อธิการของอารามนักพรตคริสต์แห่งเยรูซาเลม) ซึ่งรับซื้อไว้ 5 ม้วน ภายหลังมหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งเยรูซาเลมขอซื้อต่อในราคา 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบันรัฐบาลอิสราเอลประกาศให้ตกเป็นของแผ่นดินทั้งหมดและจัดการพิมพ์เผยแพร่เพื่อการศึกษา จัดเนื้อหาออกได้เป็น 5 หมวด คือ 1. ว่าด้วยประวัติศาสตร์ (Pesharim) 2.ว่าด้วยวินัยสำหรับชีวิตศักดิ์สิทธิ์ (The Manual of Discipline for the Holy Life) 3. ว่าด้วยสงครามศักดิ์สิทธิ์ (The Holy War) 4. สดุดีพระยาห์เวห์ (Hodayoth) 5. อธิกธรรมเพื่อความหวัง ( Apocrypha for Hope)

ม้วนหนังคุมรานว่าด้วยประวัติศาสตร์ (Pesharim)

มีทั้งหมด 13 คอลัมน์ๆละ 18 บรรทัดรวมเป็น 234 บรรทัด เล่าถึงความเป็นมาของกลุ่มนักพรตเอสเซนนิคมคุมรานว่าสืบความเป็นมาได้จากคำพยากรณ์ของประกาศกฮาบากุก (Habakuk) ซึ่งประกาศพระวาจาของพระยาห์เวห์ว่าชาวแคลเดียน (บาบิโลเนียนใหม่) จะมาทำลายกรุงเยรูซาเลมอย่างโหดเหี้ยม ฮาบากุกได้ทักท้วงพระยาห์เวห์ว่า ทำไมจึงให้คนเลวกว่ามาลงโทษคนเลวน้อยกว่า มันจะถูกเรื่องหรือ พระยาห์เวห์ทรงให้คำตอบซึ่งเท่ากับเป็นพระสัญญาว่า “แล้วลมก็เปลี่ยนทิศทางและผ่านไป ผู้ที่ทำให้พลังของตนเป็นพระเจ้าก็มีความผิด” แต่เมื่อฮาบากุกยังแสดงความไม่เข้าใจว่ามันจะชอบธรรมแก่ชาวยิวที่เป็นคนดีได้อย่างไร พระยาห์เวห์ก็ตรัสตอบมาอย่างชัดเจนว่า “ผู้มีจิตใจไม่ซื่อตรงก็จะล้มลง แต่ผู้ชอบธรรมจะมีชีวิตเพราะความซื่อสัตย์” ซึ่งฮาบากุกนำออกประกาศเท่ากับเป็นพระสัญญาแก่ผู้ชอบธรรมแต่ละคนๆ เป็นเหตุให้เกิดชาวซาดีฮีมสุดขั้ว เกิดชาวฟาริสีสุดขั้ว จึงมีผู้คิดหาทางสายกลางนำมาปฏิบัติเป็นรูปธรรม ซึ่งผู้บันทึกเรียกว่าผู้สอนถูกหรือสัมมาคุรุ (the Right Teacher) ซึ่งเป็นเชื้อสายปุโรหิต พระยาห์เวห์ทรงส่งมาชี้ทางเดินสู่อนาคตสำหรับคนรุ่นใหม่ เพราะสงครามลงโทษครั้งใหม่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า พระยาห์เวห์ได้ทรงเคยส่งฮาบากุกมาเปิดเผยในครั้งก่อนตามที่บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ มาบัดนี้เหตุการณ์กำลังจะซ้ำรอย พระองค์จึงทรงส่งสัมมามาคุรุให้เห็นอนาคตชัดเจนมากขึ้น ท่านผู้นี้เห็นชัดเจนว่าเหตุการณ์จะลงเอยอย่างไร เพียงแต่รอวาระเท่านั้น มีคนจำนวนหนึ่งเชื่อคำสอนของท่าน จึงตามท่านมาตั้งนิคมนี้ขึ้น พวกเราเป็นประชากรแห่งพันธสัญญาใหม่กับพระยาห์เวห์ซึ่งจะรอดพ้นภัยพิบัติที่กำลังคลานคืบเข้ามา ทั้งนี้เพราะพวกเราถือซื่อสัตย์ต่อพระคัมภีร์และต่อสัมมาคุรุ อย่างไรก็ตาม มีมิจฉาปุโรหิต (the Wicked Priest) และพรรคพวกตั้งป้อมต่อต้าน เขาเป็นทั้งมหาปุโรหิตและเป็นกษัตริย์ เขาโอหังมาก ไม่สนใจพระธรรมบัญญัติ ตั้งหน้าแต่จะกอบโกยลาภยศสรรเสริญ เขาทำร้ายองค์สัมมาคุรุ พระยาห์เวห์จะลงอาญาเขาและพรรคพวกโดยศัตรูภายนอกจะมากำจัด

นักประวัติศาสตร์มีความเห็นแตกต่างกันมากที่จะลงความเห็นว่ามิจฉาปุโรหิตและสัมมาคุรุที่กล่าวถึงนี้เป็นใคร แต่ O.Betz ในบทความ “Dead Sea Scrolls” ของ The Interpreter’s Dictionary of Bible ฟันธงว่าน่าจะได้แก่ Alexander Janneus ผู้ตรึงกางเขนชาวยิวที่ไม่ยอมรับอำนาจของตนถึง 800  คนในครั้งเดียว ส่วนสัมมาคุรุไม่มีทางให้เดาได้ว่าชื่ออะไร ก็คงจะถูกเนรเทศไปอยู่นอกเมืองแถวคุมราน ลูกศิษย์ลูกหาที่ศรัทธามากๆจึงตามไปอยู่กันจนเป็นนิคมคุมราน ลูกศิษย์ที่ยังอยู่ในเมืองก็คงไปเยี่ยมและอุปัฏฐาก

ม้วนหนังคุมรานว่าด้วยวินัยสำหรับชีวิตศักดิ์สิทธ์ (Serekh Hayyahadh)

            มีทั้งหมด11คอลัมน์ๆละ 26 บรรทัด เป็นคู่มือระเบียบวินัยของสมาชิกทุกคนซึ่งจะต้องประกาศสาบานตนในวันเทศกาล 50 ของศาสนายูดาห์ซึ่งเป็นวันประกอบพิธีรับสมาชิกใหม่ด้วยการสาบานตนตามสูตรนี้ พร้อมกับสมาชิกเก่าทุกคนที่จะต้องรื้อฟื้นคำสาบานเดียวกันนี้ทุกปี เริ่มต้นด้วย 1. สาบานตนยอมรับคัมภีร์พันธสัญญาเดิมทั้งหมดเป็นอุดมการณ์ตามการตีความที่นิคมคุมรานรับรอง 2. อวยพรกันและกันด้วยคำอวยพรของอาโรน (กันดารวิถี 6:24-26) “ขอพระยาห์เวห์ทรงอวยพรท่านและพิทักษ์รักษาท่าน ขอพระยาห์เวห์ทรงสำแดงพระพักตร์แจ่มใสต่อท่านและโปรดปรานท่าน ขอพระยาห์เวห์ทรงผินพระพักตร์มายังท่านและประทานสันติแก่ท่านด้วยเทอญ”  3. ยอมรับรู้ว่าผู้ผิดคำสาบานจะถูกพระยาห์เวห์ละทิ้งตามคำสาปแช่งของโมเสส(เฉลยธรรมบัญญัติ29:18-19) “อย่าให้ผู้ใดได้ยินคำสาปแช่งเหล่านี้แล้วหลอกตนเองโดยคิดในใจว่า แม้ข้าพเจ้าจะทำตามอำเภอใจ ทุกสิ่งก็ยังจะดำเนินไปด้วยดีตามเดิม ดั่งน้ำฝนย่อมทำลายความแห้งแล้งของแผ่นดินไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะพระยาห์เวห์จะไม่ทรงอภัยคนเช่นนี้เลย พระพิโรธและความหวงแหนยอมไม่ได้ (jealousy) ของพระยาห์เวห์จะลุกเป็นไฟเผาผลาญคนเช่นนี้แล คำสาปแช่งที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้จะตกอยู่กับเขา และพระยาห์เวห์จะทรงลบชื่อของเขาจนไม่มีใครจะระลึกถึงเขาอีกต่อไป” 4. การตีความคัมภีร์ทึ่ขัดแย้งกับคุมรานถือว่าไร้สาระ และพึงหลีกเลี่ยงการคบหากับพวกหลงผิดเหล่านั้น เพราะจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตถดถอย 5. เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ด้วยการร่วมพิธีอาบน้ำ (ritual bath) และร่วมวงรับประทานอาหาร (common meal) 6.ปฏิญาณตนถือความบริสุทธิ์ทางทรัพย์สินด้วยการยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดเข้ากองกลาง 7. ปฏิญาณตนถือความบริสุทธิ์ทางเพศ

ระเบียบการเข้าเป็นสมาชิกกำหนดไว้ว่า ผู้ประสงค์ต้องแสดงความจำนงด้วยตนเอง ผู้รับสมัครมีหน้าที่ตรวจสอบความเหมาะสมจนเป็นที่พอใจจึงรับไว้เป็นนวกะ (novice) คืออยู่ประจำเพื่อศึกษาตามหลักสูตรและปรับทรรศนคติว่าอยู่ในร่องในรอยและรับพันธสัญญาของคณะได้ หลังจากอย่างน้อย 1 ปีหากนวกาจารย์รับรองว่าผ่านการทดสอบก็จะเข้าจารีตรับไว้เป็นสมาชิกสำรองโดยสมัชชาทำพิธีต้อนรับ ต่อจากนั้นก็มีสิทธิ์เข้าร่วมพิธีอาบน้ำชำระร่างในสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ร่วมกับสมาชิกอื่นๆเป็นประจำเพื่อหมายถึงการชำระวิญญาณโดยพระจิตของพระยาห์เวห์ มีสิทธิ์รับประทานอาหารร่วมวงเพื่อรับพลังจากพระยาห์เวห์ และต้องศึกษาต่อไปด้วยหลักสสูตรเข้มข้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า2ปี หากสมัชชารับรองก็เข้าพิธีสาบานตนประจำปีเป็นครั้งแรก ทุกคนดื่มเหล้าองุ่นแสดงความยินดีนับเป็นสมาชิกเต็มตัว มีที่นั่งในที่ประชุมสมัชชาตามฐานันดรศักดิ์ ออกความเห็นและออกเสียงได้ ฐานันดรแบ่งเป็น 4 อันดับ คือ ปุโรหิต สกุลเลวี  ฆราวาสอาวุโส และสมาชิกสามัญ(ไม่ทราบใช้อะไรเป็นเกณฑ์กำหนดความอาวุโส) การลงคะแนนที่สำคัญคือลงคะแนนเลือกสภาบริหารอันประกอบด้วยปุโรหิต 3 ตำแหน่ง สกุลเลวี 3 ตำแหน่ง ผู้อาวุโส 3 ตำแหน่ง และสมาชิกสามัญ 6 ตำแหน่ง

ปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังของวินัยที่แทรกไว้เป็นแรงบันดาลใจคือ  พระยาห์เวห์ทรงเป็นปฐมเหตุของทุกสิ่ง พระองค์ทรงสร้างจิตแห่งความสว่างและจิตแห่งความมืดให้ขัดแย้งกันและต่อสู้กันเพื่อพัฒนาสิ่งสร้างอื่นๆ พระยาห์เวห์ทรงเปิดเผยปรีชาญาณเรื่องนี้เพื่อลูกแห่งความสว่าง (Children of Light) จะได้ไม่หลงไปเข้าทางของลูกแห่งความมืด (children of darkness) เพราะอย่างไรเสียในที่สุดความสว่างต้องชนะความมืดเพื่อให้ลูกแห่งความสว่างได้รวมตัวกันสร้างประชาคมแห่งผู้เลือกสรรในวาระสุดท้าย (eschatology) อันเป็นยุคที่พระเมสสิยาห์ของพระยาห์เวห์จะปกคองตลอดไป

ม้วนหนังคุมรานว่าด้วยสงครามศักดิ์สิทธิ์

            มี 18 คอลัมน์ๆละ16-18 บรรทัด เป็นคู่มือพิชัยสงครามที่เตรียมสมาชิกทุกคนเป็นกองทัพของพระเมสสิยาห์ แนะนำการใช้อาวุธต่างๆและยุทธวิธีเพื่อเผด็จศึก ทุกเรื่องที่บรรยายไว้นับว่าทันสมัยในสมัยนั้น

ม้วนหนังคุมรานรวบรวมเพลงสดุดี (Hodayoth)

            ใช้ร้องในพิธีกรรมและโอกาสต่างๆเพื่อสรรเสริญพระยาห์เวห์และปลุกใจสมาชิกให้เสียสละเพื่อพระยาห์เวห์

ม้วนหนังคุมรานรวบรวมคัมภีร์เสริมศรัทธา

            ชาวคุมรามถือว่าเป็นคัมภีร์เสมอคัมภีร์อื่นๆของศาสนายูดาห์ แต่องค์การศาสนายูดาห์ปัจจุบันไม่รับเป็นคัมภีร์ จึงจัดเป็นคัมภีร์นอบสารบบ (Apocrypha)

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018