heaven

ซอกแซกหามาเล่า (257)

ความเชื่อเรื่องโลกหน้า

โลกหน้าหมายถึงชีวิตหลังความตาย

ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่เชื่อว่ามีชีวิตหลังความตายหรือโลกหน้า บางคนอาจจะยังสงสัยอยู่ว่ามีจริงหรือไม่ คงจะมีบ้างเพียงน้อยคนที่เชื่ออย่างจริงจังว่าตายแล้วชีวิตสูญหายวับไปกับตา ไม่มีโลกหน้า ไม่มีชีวิตหลังความตาย บางคนเพียงน้อยคน(หากจะมีจริง)ที่พูดได้ว่า “ฉันไม่ต้องเชื่อ ฉันรู้อยู่เต็มอกว่ามี เพราะฉันได้เห็นมากับตาเหมือนฉันเห็นต้นไม้ต้นนี้ ไม่ใช่ในความฝัน ในนิมิต ไม่ใช่ในขณะสิ้นสติไปชั่วคราว ไม่ใช่ตาฝาด เพราะในกรณีเหล่านี้ยังต้องตีความกันว่า ทำไมเวลาปรกติจึงไม่เห็น และจะต้องตีความกันเสียก่อนว่าที่เห็นในสภาวะพิเศษเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร”

ความเชื่อของมนุษย์ดึกดำบรรพ์

ศาสนาโบราณทั้งหลายกล่าวถึงมนุษย์เริ่มแรกว่ามีสภาพเป็นมนุษย์โบราณรู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ยังไม่พบคัมภีร์ของศาสนาใดกล่าวถึงมนุษย์ดึกดำ บรรพ์ที่ยังไม่รู้จักทำเกษตรกรรม และหาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์และหาผักผลไม้จากป่าเท่านั้น นักโบราณคดีใช้วิธีวิทยาศาตร์ทันสมัยพิสูจน์ได้ว่ากระดูกมนุษย์เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบมีอายุไม่ต่ำกว่า 4 ล้านปี ก็สันนิษฐานเอาว่าเริ่มมีมนุษย์เดินอยู่บนผิวโลกใบนี้อย่างน้อยก็4ล้านปีมาแล้ว ในช่วงแรกๆนั้นยังไม่มีอะไรเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีปัญญาใช้เหตุผลตามนิยามของนักปรัชญาว่า มนุษย์เป็นสัตว์ใช้เหตุผล นักวิทยาศาสตร์ตัดสินว่าเป็นมนุษย์ตามนิยามของวิทยาศาสตร์ก็โดยมีกระดูกแบบมนุษย์เท่านั้นเอง ไม่รับรองมากกว่านั้น กระดูกแบบมนุษย์ของพวกเขาดูแล้วก็เหมือนกับปรับตัวจากลิงไพรเมท(primate)ที่มีชีวิตมาก่อนและสูญพันธุ์ไปแล้ว จึงสันนิษฐานตามคติวิทยาศาสตร์ว่าวิวัฒน์มาจากลิงไพรเมทพวกนั้นซึ่งเป็นต้นตระกูลของลิงค่างบ่างชะนีและมนุษย์ มวลกระดูกมนุษย์ปรับมาใช้เดินบนดินมากกว่าปีนป่ายบนต้นไม้ โครงกระดูกของพวกเขาแสดงความพยายามเงยหน้ามองไปข้างหน้าไกลๆ พยายามดัดหลังสักเท่าใดก็ยังไม่ยอมตรง แต่ความพยายามก็หาไร้ผลเสียทีเดียวไม่ พวกเขาสามารถมองตรงออกไปข้างหน้า ไกลเท่าที่จะเงยหน้าได้ ทำให้พวกเขามองเห็นอะไรๆไกลตัวได้อย่างน่าพิศวง หมีและสัตว์อีกหลายชนิดที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ก็ยืนตัวตรงและมองไปข้างหน้าได้ถึง 90°  แต่ก็ไม่เก่งเหมือนพวกไพรเมทหรือมนุษย์วานร(Ape-man)ตรงที่ว่าพวกมนุษย์วานรมีปัญญาที่จะคิดได้ว่ากิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆตัวเขานั้นเป็นเครื่องมือต่อแขนเขาได้ หากหยิบขึ้นมาในมือเท่านั้นก็สามารถสอยผลไม้บนต้นที่มือเอื้อมไม่ถึงได้ หรือจะใช้เขี่ยอะไรโดยไม่ต้องใช้มือหรือเท้าโดยตรงได้ ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวก็ได้ ก้อนดินหรือก้อนหินรอบๆตัวเขาหากหยิบขึ้นมาในอุ้งมือก็ใช้เป็นอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้โดยขว้างไปข้างหน้าได้ ยิ่งขว้างก็ยิ่งชำนาญเข้าเป้าแม่นยำยิ่งๆขึ้น อย่างไรก็ตามเครื่องมือที่ใช้เหล่านี้ถูกใช้ครั้งเดียว ใช้แล้วทิ้งเลย จะใช้ใหม่เมื่อใดก็หาเอาใหม่ที่ใกล้มือ เครื่องมือเหล่านี้จึงไม่เป็นหลักฐานให้รู้ได้เลยว่าได้เคยถูกใช้ในทำนองดังกล่าว แต่นักวิทยาศาสตร์หันไปจับหลักฐานที่มวลกระดูกของมนุษย์ชำนาญว่ามวลกระดูกอย่างนี้ต้องเป็นกระดูกของมนุษย์วานรผู้พยายามยืนขึ้นขว้างก้อนดินหรือก้อนหินจนชำนาญ นี่คือความเก่งของนักตีความ ไพรเมทพวกนี้ทำอย่างนี้ตั้งแต่เพิ่งยืนบน2ขา หลังยังโค้งงอเก้ๆกังๆอยู่เลย นักประวัติศาสตร์เรียกพวกเขาว่า Homo Habilis (ภาษาละตินแปลว่ามนุษย์ชำนาญ)  ที่เรียกว่ามนุษย์ก็เพราะมวลกระดูกของพวกเขาเป็นมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกะโหลกศีรษะบรรจุมันสมองมากกว่าวานรทุกชนิดเมื่อคิดอัตราส่วนตามน้ำหนักตัวเอง มวลกระดูกแสดงว่ายืนได้ยังไม่ตรงแต่สามารถขว้างของในอุ้งมือได้อย่างชำนาญการ นักประวัติศาสตร์จึงนับว่ามนุษย์วานรพวกนี้แหละคือมนุษย์รุ่นแรกสุดเมื่อไม่น้อยกว่า 4 ล้านปีมาแล้ว ไม่ต้องถามว่าไพรเมทตนใดเป็นมนุษย์คนแรก อยากรู้ก็ถามคัมภีร์ศาสนาดูก็แล้วกัน มีระบุไว้หลายศาสนา ก็ให้ตีความเอาตามเจตนาของเจ้าของคัมภีร์นั้นๆโดยเฉพาะของแต่ละศาสนาก็แล้วกันครับ เพราะถือว่าเป็นความจริงศาสนา เนื่องจากวิทยาศาสตร์ไม่อาจมีคำตอบให้ตามต้องการ จึงไม่ถือเป็นความจริงวิทยาศาสตร์

กระดูกของมนุษย์ชำนาญที่นับว่าเก่าแก่ที่สุดประเมินได้ก่อนก.ค.ศ.4,000,000 ไม่มีอะไรเป็นหลักฐานว่าเขาคิดอะไรและเชื่ออะไร

เมื่อประมาณ ก.ค.ศ.2,000,000 พบโครงกระดูกมนุษย์ที่แสดงว่าสามารถยืนได้ตรง 90° นักประวัติศาสตร์เรียกว่ามนุษย์ยืนตรง (Homo Erectus) ก็คงจะเป็นผลจากการพยายามเงยหัวขึ้นใช้เครื่องมือนั่นแหละ มีหลักฐานว่าพวกเขารู้จักฝังศพ แต่ก็ยังเดาไม่ได้ว่าพวกเขามีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลังการปฏิบัติเช่นนี้ ตั้งแต่นั้นมานอกจากมีหลักฐานจากลักษณะโครงกระดูกที่มีการพัฒนาไปในทางสร้างสรรค์แล้วยังมีหลักฐานจากเครื่องมือที่พวกเขาใช้ด้วย คือแทนที่จะเลือกก้อนหินใกล้มือใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง จึงไม่อาจเป็นหลักฐานได้ว่าหินก้อนใดบ้างเคยถูกมนุษย์หยิบใช้มาแล้วหรือไม่และกี่ครั้งแล้ว มาตอนนี้มีก้อนหินที่นักประวัติศาสตร์แน่ใจได้ว่ามิใช่ก้อนหินที่มีประวัติการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แต่มีการดัดแปลงด้วยฝีมือมนุษย์ฉลาด คือ เมื่อได้ก้อนหินที่ถูกมือก็ทำเครื่องหมายไว้ให้จำได้และใช้เป็นประจำ คือใช้แล้วไม่ทิ้ง ขว้างแล้วยังติดตามเก็บมาไว้ใช้ใหม่ และเมื่อหินก้อนนั้นถูกกำไว้ในอุ้งมือนานๆก็จะมีลักษณะเรียบผิดไปจากก้อนอื่นๆอย่างสังเกตได้ นักประวัติศาสตร์กำหนดมนุษย์ที่ทำให้เกิดก้อนหินดังกล่าวนี้ขึ้นมาว่ามนุษย์หินเก่าแก่(Eolithic Man พบว่ามีตั้งแต่ก.ค.ศ.2,000,000 เป็นต้นมา)

ประมาณ ก.ค.ศ.500,000 นักประวัติศาสตร์พบว่ามีโครงกระดูกที่เรียกว่ามนุษย์ฉลาด(Homo Sapiens) ยังเรียกได้อีกอย่างว่ามนุษย์หินเก่า (Paleolithic Man) เริ่มเป็นหลักฐานเกิดใหม่ เพราะพวกเขามีโครงกระดูกและขนาดกะโหลกเทียบเท่ากับของพวกเราในปัจจุบัน พวกเขารู้จักวาดภาพไว้บนฝาผนังอย่างผู้มีปัญญาคิด พวกเขารู้จักฝังศพและเอาเครื่องใช้ไม้สอยบางอย่างฝังไว้กับศพเพื่อมีกินมีใช้ในโลกหน้าซึ่งแสดงว่าพวกเขาเชื่อว่ามีวิญญาณที่ไม่ตายพร้อมกับร่างกาย และสลายไปช้ากว่าร่างกาย (Julien Ries กล่าวว่า “Early Homo Sapiens was also a  Homo Religiosus” (มนุษย์ฉลาด รุ่นแรกๆเป็น มนุษย์ศาสนาด้วย — ดูMircea Eliade: The Encyclolpedia of Religion, vol.7, p.123.)พวกเขาคงยังไม่มีความเข้าใจเรื่องอมตะนิรันดร เพราะยังไม่มีความคิดเรื่องความไม่รู้จบ แม้พวกเขาจะเชื่อว่ามีเทพหรือเบื้องบนที่มีร่างกายทิพย์เป็นอมตะทั้งกายและวิญญาณก็คงเข้าใจเพียงแต่ว่าตายยากและไม่รู้เมื่อไรจะต้องตาย แต่ก็คงจะหมายถึงนานมากๆจนลืมสนใจและหายไปจากความทรงจำของมนุษย์ ก็ถือว่าตายไปโดยปริยาย พวกเขาจะไม่เข้าใจความไม่รู้ตายจริงๆจนกว่าจะมีความเข้าใจเรื่องอนันต์เสียก่อน แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เข้าใจได้แล้วว่ามนุษย์และเทพมีส่วนที่เป็นวิญญาณแตกต่างจากส่วนที่เป็นร่างกายและแยกกันมีชีวิตได้

มนุษย์ฉลาดฝังศพผู้ตายคงมิใช่เพื่อป้องกันมิให้สัตว์กินร่างศพ เพราะพวกเขาฝังอาหารและเครื่องมือเครื่องใช้ให้ด้วย พวกเขาวาดรูปตามฝาผนังถ้ำ เมื่อก่อนเชื่อกันว่าพวกเขาทำเพื่อฝึกความแม่นยำการใช้อาวุธล่าสัตว์หรือมิฉะนั้นก็เพื่อทำพิธีไสยศาสตร์ตัดไม้ข่มนาม แต่จากการศึกษาเชิงวิพากษ์กันอย่างละเอียดพอสมควรแล้วสรุปได้ตามเอลิอาเดและคณะที่ฟันธงว่า มนุษย์ฉลาดเป็นมนุษย์ศาสนา นั่นคือมีความเชื่อเรื่องเบื้องบนและเชื่อเรื่องโลกหน้า

นักปรัชญาวิเคราะห์ว่ามนุษย์ตั้งแต่วินาทีแรกที่เป็นมนุษย์ย่อมต้องสามารถใช้ปัญญา มิฉะนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์ เมื่อเริ่มรู้ใช้ปัญญาก็เริ่มเข้ากระแสกระบวนทรรศน์ที่ 1 คือเชื่อว่าโลกไม่มีกฎเกณฑ์และเชื่อว่ามีเบื้องบนที่บันดาลให้ทุกอย่างเป็นไปตามน้ำพระทัยหรือตามใจแป๊ะ พวกเขาเป็นมนุษย์ฉลาดก็ย่อมฉลาดพอที่จะเอาใจเบื้องบนเพื่อได้อะไรๆตามใจตัวเองบ้าง การเชื่อว่ามีเบื้องบนเป็นอภิปรัชญาของพวกเขา ความเชื่ออย่างนี้ยังไม่ค้ำประกันว่าต้องเชื่อเรื่องโลกหน้า พวกเขาอาจจะเชื่อว่าไม่มีโลกหน้า มีแต่โลกนี้ ตายเมื่อใดทุกอย่างจบสิ้น หรืออาจจะเชื่อว่ามีโลกหน้า คือตายหมายถึงวิญญาณออกจากร่างไปเป็นบริวารของเบื้องบนหรือเบื้องบนยังจองล้างจองผลาญต่อจากโลกนี้ วิญญาณในความเข้าใจของพวกเขาก็อาจจะเป็นร่างละเอียดอ่อนเหมือนเมฆหมอกที่มีรูปร่างมนุษย์ ความเชื่อของพวกเขาไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อคนรุ่นหลังเริ่มบันทึกก็จะบันทึกตามที่ผู้บันทึกเชื่อซึ่งอาจจะมีความเชื่อของคนรุ่นก่อนรวมอยู่ด้วยซึ่งก็อาจจะถูกเหมารวมเป็นความคิดเริ่มต้นของผู้บันทึกได้ง่ายๆ

โครงกระดูกมนุษย์ฉลาดพบครั้งแรกที่าตำบลเนอันเดอร์ทัล (Neanderthal) ของเยอรมนี มีสัณฐานเตี้ยแคระกว่าคนปัจจุบัน กลายเป็นชื่อใช้เรียกมนุษย์ดึกดำบรรพ์พันธุ์นี้โดยทั่วไป ยังเรียกได้อีกอย่างว่ามนุษย์หินเก่าตอนปลาย(Late Paleolithic Man) ทำให้มนุษย์ฉลาดก่อนหน้านั้นได้ชื่อด้วยว่ามนุษย์หินเก่าตอนต้น (Early Paleolithic Man) มนุษย์หินเก่าสูญพันธุ์เมื่อเกิดมีมนุษย์ฉลาดพันธุ์สูงใหญ่อย่างมนุษย์เขรอแมกนัน (Cro-Magnon) ตั้งแต่ก.ค.ศ.25,000  เป็นต้นมาและพบโครงกระดูกเป็นครั้งแรกที่ตำบลเขรอแมกนันประเทศเยอรมนีซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกมนุษย์ประเภทนี้ทั่วๆไปซึ่งยังเรียกได้อีกอย่างว่ามนุษย์หินกลาง(Middle Stone Age) และสูญพันธุ์ไปเมื่อปรากฏมนุษย์หินใหม่ขึ้นในราวก.ค.ศ.10,000

อย่างน้อยที่สุดก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า เมื่อเริ่มมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น ผู้บันทึกคิดแบบกระบวนทรรศน์โบราณช่วงแรกแล้ว แต่ก็คงรับข้อมูลส่วนมากจากบรรพบุรุษที่คิดในกระบวนทรรศน์ที่ 1 บางเรื่องอาจจะบันทึกทั้งดุ้นตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ก็สันนิษฐานได้ทันทีว่ารับถ่ายทอดมา บางเรื่องอาจมีการดัดแปลงเป็นกระบวนทรรศน์โบราณ ทำให้ยากที่จะสันนิษฐานได้ว่าเป็นความคิดที่เกิดขึ้นมาใหม่หรือว่าดัดแปลงมาจากความคิดดึกดำบรรพ์ ผู้อ่านปัจจุบันจึงต้องรู้เทคนิคการตีความซึ่งก็ได้ผลไม่ถึง 100%

เมื่อได้ปูทางเพื่อความเข้าใจได้ตรงกันในปัจจุบันแล้ว ก็พอจะฟันธงลงได้ว่า มีมนุษย์ดึกดำบรรพ์ระดับมนุษย์หินเก่าแก่ (Eolithic Man ตั้งแต่ก.ค.ศ.2,000,000) พวกเขาน่าจะเชื่อว่ามีเบื้องบนที่มีชีวิตอมตะคือมีชีวิตยืนยาวมาก ส่วนมนุษย์นั้นมีวิญญาณอมตะแต่ก็คงไม่ยาวเท่ากับเบื้องบน ถ้าจะถามว่าเบื้องบนมีเพศไหม ก็น่าจะเชื่อได้ว่าสำหรับมนุษย์ดึกดำบรรพ์จริงๆ เบื้องบนไม่น่าจะมีเพศ เพราะเป็นพลังบริสุทธิ์เหนือความสามารถทางเพศ เพศของเบื้องบนเชื่อว่าเป็นความคิดริอ่านของกระบวนทรรศน์โบราณมากกว่า สำหรับมนุษย์ดึกดำบรรพ์นั้นวิญญาณก็ไม่น่าจะมีเพศด้วย แต่เป็นเพียงกระแสความคิดที่มีความสุขเมื่อรู้ว่าเบื้องบนพอพระทัยถูกใจเบื้องบนและยินดีรับใช้ทุกอย่าง พวกเขาจึงพยายามทำตัวให้เบื้องบนพอพระทัยตั้งแต่ในชั่วชีวิตนี้เพราะจะมีผลต่อไปในโลกหน้า เบื้องบนชอบหน้าใครในโลกนี้ก็จะชอบหน้าต่อไปในโลกหน้าด้วย ใครเข้าหน้าเบื้องบนไม่ได้ในโลกนี้ก็จะมีผลถึงโลกหน้าด้วย และนั่นคือนรกสำหรับพวกเขา

มนุษย์ฉลาดหินเก่าตอนต้น (Sapiens Early Paleolithic Man ตั้งแต่ ก.ค.ศ.500,000) ทิ้งหลักฐานการใช้ปัญญาโดยวาดภาพทิ้งไว้ในถ้ำลึกๆถึงก้นถ้ำซึ่งบางแห่งต้องใช้เวลาเดินทางเข้าไปมากกว่า1 ชั่วโมงซึ่งชี้บ่งให้เห็นว่ามิใช่เพื่อประโยชน์ใช้สอยซึ่งไม่คุ้ม จึงแสดงว่าเพื่อแสดงศรัทธาต่อเจ้าแม่แห่งเอกภพ มีการแสดงออกหลายๆอย่างให้น่าเชื่อได้ว่าพวกเขาเชื่อว่าท้องฟ้าคืออุทรของเจ้าแม่ซึ่งให้กำเนิดแก่ทุกสิ่ง ถ้ำจึงเป็นภาพจำลองของอุทรเจ้าแม่และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การประกอบพิธีใดๆจึงไม่มีสถานที่ใดจะศักดิ์สิทธิเท่าถ้ำและโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ก้นถ้ำ ยิ่งลึกเท่าใดยิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ข้อสรุปใหม่นี้จึงลบล้างความเชื่อเก่าว่ามนุษย์เรานับถือเจ้าพ่อเป็นใหญ่มาก่อนนับถือเจ้าแม่เป็นใหญ่ บางคนจึงคิดว่าพวกเขาเชื่อเรื่องวิญญาณอมตะโดยเวียนว่ายตายเกิดในครรภ์ของเจ้าแม่ การเกิดคือวิญญาณคลอดจากครรภ์เจ้าแม่ท้องฟ้าสู่ท้องแม่ ส่วนการตายคือการที่วิญญาณกลับไปปฏิสนธิ์ครั้งใหม่ในครรภ์เจ้าแม่ท้องฟ้าเพื่อรอวันจุติสู่ท้องแม่ครั้งใหม่ และตั้งแต่นั้นมามนุษย์ดึกดำบรารพ์ก็เชื่อว่าวิญญาณเป็นอมตะแบบเวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้จนกว่าจะมีผู้สอนสวรรค์นรกและนิพพานจากฐานกระบวนทรรศน์ที่ 2 เข้ามาแทนการเวียนว่ายตายเกิด พร้อมทั้งให้คำอธิบายเรื่องความนิรันดรของชีวิตประกอบไว้ด้วย

มนุษย์หินกลาง(Mesolithic Man ตั้งแต่ก.ค.ศ.25000) ความเป็นมนุษย์ที่อ่านได้เด่นชัดในช่วงนี้ก็คือ มนุษย์เขรอแมกนันรวมตัวกันเป็นกลุ่มตามแหล่งน้ำที่เหมาะแก่การเพาะปลูก เจ้าแม่นอกจากจะนับถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแล้วยังเป็นผู้อุปถัมภ์การเพาะปลูกและการเลี้ยงงสัตว์ด้วยการช่วยการเพาะพันธุ์สัตว์ด้วย พวกเขารู้จักใช้เส้นน้อยเส้นให้สามารถเห็นภาพที่เป็นสัญลักษณ์ราวกับเป็นภาษาภาพที่หมายรู้กันในกลุ่มที่เข้าใจความหมาย อันเป็นจุดเริ่มต้นของการบันทึกความคิดด้วยภาพซึ่งอาจจะเป็นภาพสัญลักษณ์หรือเป็นภาพแทนเสียงที่มีความหมาย ความเชื่อเรื่องวิญญาณอมตะและโลกหน้าคงได้มีบันทึกไว้ด้วยภาพที่เรายังอ่านกันไม่ออก อย่างไรเสียก็คงไม่พ้นการเป็นลูกเจ้าแม่ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากมนุษย์หินเก่าและถ่ายเทต่อไปสู่มนุษย์หินใหม่ต่อมา

มนุษย์หินใหม่ (Neolithic Man ตั้งแต่ก.ค.ศ.10000) มนุษย์เขรอแมกนัน (Cro-Magnon Man) ฝากความสามารถในการแสดงความเชื่อว่ามีวิญญาณอมตะโดยการสร้างอนุสรณ์หินใหญ่เพื่อคารวะเจ้าแม่และโอรสเจ้าแม่คือพระอาทิตย์ และแสงอาทิตย์เป็นปัจจัยสูงสุดที่จะให้ได้เปรียบในการรบพุ่ง อนุสรณ์เหล่านั้นสร้างขึ้นอย่างมีการวางแผนให้เกี่ยวข้องกับทางโคจรของดวงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์เป็นโอรสหัวปีของเจ้าแม่ท้องฟ้าผู้อุปถัมภ์การเพาะปลูกและเพาะพันธุ์  ส่วนคติที่ว่าสุริยเทพเป็นใหญ่กว่าเจ้าแม่ธรณีเป็นคติที่เกิดขึ้นภายหลังคือหลังจากที่รู้จักใช้โลหะเป็นอาวุธแทนหินและมีการรบพุ่งกันมากจนต้องยอมยกย่องบุรุษนักรบขึ้นเป็นใหญ่สูงสุด และสุริยเทพก็จะกลายเป็นใหญ่สูงสุดด้วย

อนุสาวรีย์หินใหญ่ (Megalith) แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

1.เมนเฮียร์ (Menhir) เป็นแท่งศิลาตั้งสูงปลายสอบ

2.ดาลเมิน (Dolmen) คือเมนเฮียร์อย่างน้อย2แท่งมีท่อนศิลาพาดถึงกันเหมือนสะพาน

3.ครามเลค (Cromlech) เป็นกลุ่มเมนเฮียร์ที่เรียงกันเป็นวงกลม บางแห่งล้อมกันเป็น 2 หรือ 3ชั้น

อนุสาวรีย์หินใหญ่อย่างนี้สมัยนั้นไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ เพราะเครื่องมือใดๆยังไม่มี ต้องใช้แรงงานของคนจำนวนมากที่แสดงพลังร่วมกัน เพื่อเป็นที่นัดพบของคนที่มีความสัมพันธ์กันและเพื่อแสดงความสำนึกทางศาสนาร่วมกัน นั่นคือความเชื่อในโลกหน้าร่วมกันแข็งขัน

ความเชื่อดึกดำบรรพ์เก็บตก

            การนับถือบรรพบุรุษ (Ancestor Worship) ที่เราเห็นชาวจีนปฏิบัติกันเป็นประเพณีอย่างเป็นล่ำเป็นสันนั้น เป็นประเพณีที่เชื่อได้ว่าถ่ายทอดกันลงมาจากชั่วคนถึงชั่วคนตั้งแต่ยังไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างน้อยก็ตั้งแต่ยุคหินใหม่เป็นต้นมา ซึ่งแสดงถึงความเชื่อตั้งแต่นั้นมาว่าบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วมีวิญญาณอมตะ มารับของไหว้เจ้าได้ และมีชีวิตอยู่ตราบเท่าที่ยังมีผู้ทำพิธีไหว้เจ้าระลึกถึงถวายของกินของใช้ให้ ความเชื่อในทำนองนี้พบใด้ในชนชาติต่างๆจำนวนมากที่สืบได้ว่าถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษยาวนานในอดีตที่สืบสาวไม่ถึงเช่นกัน

Louis-Vincent Thomas ได้ศึกษาความเชื่อพื้นเมืองเรื่องโลกหน้าของชาวแอฟริกาพบว่ามีความคล้ายคลึงกับชาวจึนดั้งเดิม คือเชื่อว่าวิญญาณของบรรพบุรุษยังคงวนเวียนอยู่กับผู้ที่คิดถึงด้วยการถวายเครื่องเซ่นเป็นประจำ หากถูกลืมและขาดเครื่องเซ่นเมื่อใดก็จะไปรวมตัวในสังคมวิญญาณมีชีวิตต่อไปโดยมีการบริหารงานด้วยฐานันดรที่เคยดำรงในโลกนี้ (ดู Louis-Vincent Thomas, “La mort  africaine”, in Mircea Eliade: The Encyvclopedia of Religion, vol. 7 pp. 124-6.) เช่น ฮ่องเต้ก็จะเป็นใหญ่ในสังคมวิญญาณชาวจีน และพระสยามเทวาธิราชเป็นใหญ่ในสังคมวิญญาณชาวสยาม

Mircea Eliade ได้ศึกษาความเชื่อเรื่องโลกหน้าของชาวพื้นเมืองเดิมออสเตรเลีย พบว่าพวกเขาเชื่อว่ามนุษย์มีวิญญาณ 2 ดวง คือ 1.วิญญาณชีวิต (life-soul) เป็นวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในโลกนี้ ออกจากร่างหนึ่งก็ไปเข้าอีกร่างหนึ่งหรืออาจจะเข้าสิงชั่วคราวรอเวลาในสัตว์หรือต้นไม้หรือวัตถุสิ่งของทำให้เกิดความเชื่อเรื่องanimism, fetichism อีกวิญญาณหนึ่งมาจากสวรรค์ของโตเตมใดโตเตมหนึ่งและทำให้ผู้เกิดใหม่ต้องสังกัดให้ถูกโตเตม มิฉะนั้นจะอยู่ไม่เป็นสุข วิญญาณพอออกจากร่างก็กลับใปอยู่ในสวรรค์ตามโตเตมเดิมของตน (ดู Eliade, Encyclopedia of Religion, vol. 7, p.126.) การสังกัดโตเต็มถูกกำหนดไว้ก่อนเกิดและหลังความตาย ไม่อาจขอเปลี่ยนได้

Eliade ได้ศึกษาความเชื่อเรื่องโลกหน้าของชาวอินเดียนแดงโบราณกับชาวเอเชียตอนเหนือ พบว่ามีแนวเชื่อคล้ายกันที่เชื่อว่า แต่ละคนมี 2 วิญญาณ คือวิญญาณติดตัว(corporeal soul) กับวิญญาณอิสระ(free soul) วิญญาณติดตัวคือชีวิตที่ตายไปพร้อมกับร่างกาย ส่วนวิญญาณอิสระเป็นอมตะแม้ร่างกายจะสลายไป อาจจะออกจากร่างกายไปชั่วคราวโดยที่ร่างกายยังมีชีวิตอยู่แต่ขาดสติสัมปชัญญะ เหมือนเวลานอนฝันว่าท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆโดยที่ร่างกายนอนหลับใหลไม่เป็นสมปฤดี หากวิญญาณไม่เข้าร่าง เขาจะหลับใหลต่อไปจนกว่าวิญญาณอิสระจะเข้าร่าง เขาจึงตื่นมีสัมปชัญญะต่อไปตามเดิมแต่ไม่เหมือนเดิมเพราะมีประสบการณ์จากความฝันมาเติมเต็ม ไม่รู้ว่าความเชื่อเรื่องขวัญของบรรพบุรุษไทยจะเข้าเกณฑ์นี้หรือเปล่า ครั้นรับนับถือพระพุทธศาสนาแล้วก็เลยปรับความคิดให้ขวัญเป็นวิญญาณอิสระที่ออกท่องเที่ยวในขณะฝัน แต่ปรับให้ขวัญตายไปพร้อมกับความตายของร่างกาย และให้วิญญาณที่เกิดดับๆโดยมีสันตติแห่งการเกิดดับๆทั้งหมดเป็นอมตะคงอยู่จนกว่าจะเข้าภาวะนิพพาน

ความเชื่อของกลุ่มนี้นำไปสู่ความเชื่อเรื่องทางของผู้ล่วงลับ (the road of the dead) ซึ่งต้องอาศัยผู้ทรงศีลเข้าฌานถอดวิญญาณอิสระออกค้นหาจนพบกลับเข้าร่างมาสอนผู้อื่นในฐานะshaman ตามคติของลัทธิชามาน (Shamanism) หรือคุรูหรือผู้วิเศษหรือครูบา

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018