dialogue

สานเสวนา: เครื่องมือของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

สานเสวนาเป็นปรัชญาตามแนวคิด philosophy of dialogue แนวคิดนี้เป็นของนักปรัชญาชาวยิวสัญชาติออสเตรียชื่อ มาร์ติน บูเบอร์ (Martin Buber) ซึ่งได้เขียนไว้ในหนังสือ I and Thou (1923) โดยมีมโนคติหลักว่า พื้นฐานสารัตถะความเป็นมนุษย์นั้นถูกมองด้วยลัทธิเหตุผลนิยมเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific rationalism) แต่กรอบความคิดเชิงปรัชญาระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ (man with man) นั้นจะต้องใช้การสานเสวนาเพื่อสร้างให้เกิดพื้นที่ระหว่างมนุษย์ด้วยกันได้ (sphere of between)

สานเสวนาเป็นบทสนทนาซึ่งกันและกันระหว่างสิ่งเป็นอยู่ (entity) สองสิ่ง คนสองคนหรือมากกว่า   เป็นรูปแบบของการสื่อสารที่มีความหมายแฝงทางวาจา ในขณะที่การติดต่อสื่อสารสามารถแลกเปลี่ยนความคิดและข้อมูลโดยสัญญะที่ไม่ใช่คำพูด หรือพฤติกรรม

ในฐานะเป็นนิรุกติศาสตร์ สานเสวนายังเป็นการใช้ภาษา แต่ก็ถูกแยกออกจากวิธีการสื่อสารอื่น ๆ เช่น การอภิปรายและการโต้วาที การอภิปรายถือว่าเป็นการเผชิญหน้า แต่สานเสวนากลับเน้นการฟังและทำความเข้าใจ เป็นลักษณะธรรมชาติในการสนทนาที่แท้จริงของมนุษย์และเกี่ยวข้องกับสำนึกทางศาสนา ความทันสมัย มโนทรรศน์ จริยธรรม การศึกษา จิตวิญญาณและการตีความ เนื่องจากสานเสวนาคือ รูปแบบพื้นฐานของการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ของข้อความจำนวนมาก ยุคโบราณได้ใช้โครงสร้างของสานเสวนาในเป็นรูปแบบของการเรียนรู้ ตำราทางศาสนาเช่น พระคัมภีร์ พระสูตรในพระพุทธศาสนา ตำราขงจื้อ และวรรณคดีร่วมสมัยต่างนำเสนอบทสนทยาในรูปแบบการสานเสวนา ในปรัชญา งานเขียนของเพลโตก็เป็นการใช้บทสนทนาในรูปแบบนี้เช่นกัน และเป็นรูปแบบของการเรียนรู้ที่พบได้ในทุกๆ วัฒนธรรม

บทสนทนานั้นเป็นความพยายามที่จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้ให้และผู้รับของแต่ละคน. ในขณะเดียวกันก็เพื่อให้เกิดการสนทนา (conversation) ที่ชาญฉลาดและเพิ่มพูนปัญญา ทั้งนี้จะเกิดส่วนของการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้งสิ่งที่ชัดแจ้ง (explicit) และ ส่วนที่อยู่ภายในใจ (implicit)

ทั้งนี้การสนทนาด้วยหลักสานเสวนาจะนำไปสู่การแก้ไขความไม่เห็นด้วย (disagreement) โดยการชี้แจงให้เห็นข้อเชื่อของอีกฝ่ายและทำให้ข้อขัดแย้งนั้นไม่อาจถูกใช้เป็นสมมติฐานในฐานความคิดได้อีกต่อไป และการสนทนาจะนำไปสู่สมมติฐานใหม่ที่น่าจะช่วยให้การคิดดำเนินต่อไปได้

มาร์ติน บูเบอร์ ได้กำหนดให้สานเสวนาเป็นจุดศูนย์กลางของปรัชญาด้วยเห็นว่าสานเสวนาเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแต่เป็นความพยายามที่จะนำไปสู่ข้อสรุปของบางมุมมองเท่านั้น

บูเบอร์จึงได้เสนอไว้ว่าสารัตถะของมนุษย์นั้นมี 2 อย่างคือ ฉันต่อมัน  (I toward  IT) และ ฉันต่อสิ่งนั้น (I toward THOU) นั่นคือ เรามีประสบการณ์อย่างไรต่อวัตถุ (object) และชีวิตของมนุษย์มุ่งค้นหาความหมายในความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ซึ่งนำมนุษย์ไปสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้เป็นสิ่งนั้นที่นิรันดร์ (Eternal Thou)

บูเบอร์ชี้ว่าความสัมพันธ์แบบฉันต่อมัน (I-It) เป็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งอื่นเป็นสิ่งๆ ไป เป็นคนๆ หรือชิ้นๆ ไป (discrete object) ซึ่งมนุษย์แต่ละคนก็มีแตกต่างกัน และมนุษย์คนหนึ่งๆ เองก็มีต่อสิ่งต่างๆ แตกต่างกันด้วย ในขณะที่ความสัมพันธ์แบบฉันต่อสิ่งนั้น (I-Thou) นั้น ไม่ใช่ฉันเดียวกันกับฉันใน (I-It) แต่เป็นฉันที่เป็นจิตวิญญาณ (spirit) และจิตคิด (mind) ที่เกิดเป็นความรู้สึกหรือมโนทรรศน์ต่อความสัมพันธ์กับสิ่งที่รับรู้ผ่านผัสสะ สิ่งที่รับรู้นั้นมีผลโดยกึ่งอัตโนมัติต่อความคิดหรือจิตใจของมนุษย์ และนำไปสู่ความรู้สึกเชิงบวกหรือลบต่อสิ่งนั้น เช่น ความรัก เป็นความสัมพันธ์ใน I-Thou ไม่ใช่ I-It เพราะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง subject-subject ไม่ใช่ subject-object ซึ่งเรามีต่อวัตถุอื่น

 

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018