อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

การจบชีวิตไม่ว่าด้วยวิธีใดถือเป็นฆ่าตัวตายหรือไม่ ปัญหาที่ถกเถียงกันต่อก็คือ การฆ่าตัวตายนี้เป็นสิทธิตามมนุษยนิยมที่รัฐต้องค้ำประกันสิทธินี่หรือไม่ หรือเป็นเพียงเรื่องศีลธรรมเท่านั้น ในด้านศีลธรรมนั้น พระพุทธศาสนามีหลักว่าด้วยปาณาติปาตาฯ  ดังนั้นก็เท่ากับถือว่าการฆ่าเป็นบาป (กรรมไม่ดี) ผู้กระทำย่อมต้องรับผลกรรม คนทั่วไปเชื่อว่าผลกรรมที่ต้องรับนั้นคือ การตกนรก แต่จะขุมใดย่อมอยู่ที่เจตนาและเหตุปัจจัยที่มาประกอบร่วม สำหรับในศาสนาอื่น การฆ่าตัวตายตกนรกหรือไม่ จะได้ไปสวรรค์หรือเปล่า? เป็นสิ่งที่พูดถึงกันทั้งในระดับลึกซึ้ง (วิชาการ) และระดับพื้นผิว (สามัญ)

ประเด็นแรกคือ การฆ่าตัวตายเอง ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากการผิดหวังในชีวิต การหนีสภาพความเป็นจริง หรือ เกิดจากภาวะซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง ประเด็นนี้ ต้องพิจารณาว่ามนุษย์มีสิทธิเหนือร่างกายแห่งตนหรือไม่ ถ้ามนุษย์มีสิทธิ์เหนือร่างกายแห่งตน เขาย่อมมีสิทธิฆ่าตัวตาย แต่เป็นการกระทำที่ถูก-ผิด อย่างไร ต้องพิจารณาตามธรรมเนียมและวัฒนธรรม รวมไปถึงกฎหมายที่กำหนดขึ้นเป็นระเบียบของสังคมนั้น แต่หากมองในมุมของระดับสังคม การฆ่าตัวตายเป็นการลดทอนจำนวนของประชากร เป็นผลร้ายพอ ๆ กันกับการมีอัตราการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่น และประกอบกับสภาวการณ์ที่อัตราการเกิดน้อย สังคมสูงอายุที่ขยายตัว การฆ่าตัวตายจึงเป็นปัจจัยเร่งให้สังคมลดประสิทธิภาพในความพร้อมในการดูแลตัวเองในอนาคตอันใกล้ (ภัยระยะใกล้) เพราะจะขาดคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นพลังและกำลังในการรับช่วงสังคมไป

ประเด็นที่สองคือ การตายด้วยการุณยฆาต ประเด็นนี้ถกเถียงกันมากในแง่มุมต่าง ๆ โดยในทางการแพทย์และนิติปรัชญาถือว่าเป็นการใช้สิทธิของมนุษย์ในการไม่ทนทุกข์ต่อความเจ็บป่วยของตน ปัญหาจึงมิได้พิจารณาถูก-ผิดของผู้ป่วย เพราะไม่ต่างไปจากการแสดงเจตจำนงไม่ต้องการการช่วยพยุงชีวิต (ใส่ท่อช่วยหายใจ) แต่ปัญหาไปตกอยู่ที่ความรับผิดในการเป็นผู้กระทำการุณยฆาต เช่น แพทย์/พยาบาลที่เป็นผู้ให้ยา/สาร หรือกระทำ/ไม่กระทำ เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ หลายประเทศจึงต้องออกกฎหมายมารองรับการกระทำว่าถูกต้อง ไม่ผิดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ เป็นการรองรับความถูกต้อง-ให้จัดอยู่ในฝ่ายกระทำความดี

เมื่อพิจารณา 2 ประเด็นข้างต้นแล้ว ย้อนมาพิจารณาในประเด็นทางศาสนา เช่น ศาสนาคริสต์  การฆ่าตัวตาย/การุณยฆาตถือเป็นทางสองแพร่งระหว่าง 1) แนวคิดที่ชี้ชวนว่ามนุษย์มีชาตินี้เพียงชาติเดียว ไม่มีชีวิตหลังความตาย เช่น สุญนิยม ฐานคิดนี้มองว่าถ้าอยู่ก็ต้องอยู่อย่างมีความสุข ถ้าไม่สุขก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ จึงชี้ชวนให้คนฆ่าตัวตายได้ง่าย เช่น ครอบครัวที่ล้มละลายจึงทำการฆ่าตัวตายพร้อมๆ กันทั้งครอบครัว กับ 2) แนวคิดในการช่วยเหลือให้คนพ้นความเจ็บปวด (suffering) ซึ่งก็เท่ากับทำร้ายคนอื่นให้จบชีวิตได้ด้วย เช่น การฆ่าผู้ป่วยติดเตียง อย่างไรก็ตาม ในศาสนาคริสต์ถือว่าเป็นการละเมิดต่อผู้สร้าง เพราะการกระทำนี้ผิดเป้าหมายที่พระเจ้าประสงค์ให้มนุษย์ทำ (purify the sins)

แต่เรื่องเล่า/ตำนานในไบเบิลนั้นก็ได้เล่าถึงผู้ที่ฆ่าตัวตายอยู่หลายคน ไม่มีใครในนั้นเลยที่ถูกชี้ว่าจะตกนรก (จนเชื่อกันว่า ไม่มีแดนนรกในศาสนาคริสต์)

ตัวอย่างเช่น ยูดาสที่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำกับพระเยซูจึงฆ่าตัวตาย หรือ แซมสันเมื่อถูกข้าศึกจับได้และเอามาประจานในหมู่ศัตรู จึงอธิษฐานของกำลังเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อทำลายเสาของอาคารจะได้ตกตายไปพร้อมศัตรู แม้กระทั่ง กษัตริย์ซาอูล (กษัตริย์พระองค์แรกของอิสราเอล) ที่ถูกตีเมืองแตกจึงฆ่าตัวตายก่อนจะตกเป็นเชลยของศัตรู  อาบีเมเลค (บุตรเยรุบบาอัล) ถูกทุ่มหินลงมาจากค่ายจนกะโหลกแตก จึงขอให้ลูกน้องฆ่าเขาเสีย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการฆ่าตัวตายฝ่ายดี เช่น อาหิโธเฟล (ที่ปรึกษาของกษัตริย์เดวิด) ที่ให้คำแนะนำแล้วไม่มีใครทำตาม เลยเสียใจกลับบ้านเกิดฆ่าตัวตาย แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี

ในยุคปิตาจารย์ (โบถส์ยุคต้น) มีกลุ่มความเชื่อหนึ่งที่เชื่อว่า การฆ่าตัวตายเพื่อยืนยันความเชื่อถือเป็น มรณะสักขี (martyr) มีแนวทางของพิธีกรรมอธิษฐาน และทรมาณตัวเองจนถึงตาย ต่อมาคณะความเชื่อนี้ถูกคริสจักรโรมันคาทอลิกประกาศให้เป็นพวกนอกรีด และถูกกวาดล้างจนล่มสลายไป (ปรากฎนักบวชที่ปฏิบัติเช่นนี้ในหนังสือ ดาวินซีโค๊ด ของแดน บราวน์)

ในยุคอัสสมาจารย์ (ยุคแห่งอาจารย์) โทมัส อไควนัส ได้ใช้แนวคิดของเพลโตเพื่ออธิบายว่าการฆ่าตัวเองตายนั้นเท่ากันกับการฆ่าคนอื่น ซึ่งผิดหลักห้ามฆ่าคนของบัญญัติสิบประการ นั่นเพราะ ชีวิตมนุษย์เป็นการสร้าง ดังนั้น ชีวิตทั้งหมดเป็นของพระเจ้า แม้ตัวเองก็ไม่มีสิทธิ์เหนือชีวิตของตนที่จะไปทำลายมันได้ เพราะเท่ากับละเมิดสิทธิของผู้สร้าง

คริสตจักรโรมันคาทอลิก ถือหลักการเช่นนี้ และประกาศว่า การฆ่าตัวตายเป็นการกระทำร้ายแรง จึงมีกฎป้องกันการฆ่าตัวตาย  ผู้ที่ฆ่าตัวตายจะถูกบัพพาชนียกรรม (banishment) คือ ตัดออกจากโบถส์ สร้างความอับอายเดือดร้อนให้ตระกูล และจะไม่ได้รับอนุญาตให้ฝังศพในสุสาน และในความเชื่อของชาวยุโรปในสมัยนั้นคือ จะไม่ได้ไปสู่สวรรค์นั่นเอง

สิ่งสำคัญในฝ่ายศาสนานั้น มิใช่อยู่ที่ว่าคนที่ฆ่าตัวตายจะได้ไปสวรรค์หรือไม่ ในฐานะมนุษย์ เราไม่อาจรู้ได้ การตัดสินสุดท้ายเป็นเรื่องของพระเจ้า/กฎแห่งกรรม  สิ่งสำคัญคือ เราควรจะทำอย่างไรกับคนที่อยากจะฆ่าตัวตาย  ในบริบทของศาสนาแล้ว ย่อมไม่เห็นด้วยกับการฆ่าตัวตาย และมุ่งช่วยให้เขามีชีวิตต่อไปได้ การชี้แจงให้เข้าใจในคุณค่าของชีวิตน่าจะเป็นทางออกที่ดีของเขา ไม่ใช่เพียงใช้หลักห้ามปรามโดยยกอ้างบาปกรรมหรือการตกนรกเท่านั้น

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018