โลกออนไลน์ในทรรศนะของไฮเดกเกอร์

Online in the view of Heidegger

เอนก สุวรรณบัณฑิต, ปร.ด.ปรัชญาและจริยศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

….

บทนำ

หากจะใช้แนวคิดของไฮเดกเกอร์มาพิจารณาออนไลน์ย่อมน่าจะเป็นประโยชน์แก่โลก แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องเข้าใจแนวคิดของไฮเดกเกอร์เสียก่อนด้วยเช่นกัน ไฮเดกเกอร์โดดเด่นขึ้นมาในแวดวงปรัชญาจนได้เป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยฟรายบวร์กเนื่องด้วยการเสนอวิธีปรากฎการณ์วิทยาเสียใหม่ ไฮเดกเกอร์มองว่าปรากฏการณ์วิทยาของฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl, 1859-1933) นั้นมีส่วนดีตรงที่สอนให้วางใจเป็นกลางเพื่อขจัดระบบอคติของระบบปรัชญา แต่ไม่เห็นด้วยที่จะใช้วิธีการนี้เข้าไปสู่สารัตถะ (essense) ด้วยใจเป็นกลางซึ่งไฮเดกเกอร์ชี้ว่าท่านเองก็ไม่แน่ใจว่ามีเช่นนั้นจริง หรือในที่สุดแล้วผู้วางใจเป็นกลางนั้นอาจจะหลอกตัวเองโดยสำคัญผิดว่าเข้าถึงแล้วก็ได้ ไฮเดกเกอร์จึงเสนอให้พอใจที่จะหยุดอยู่แค่กึ่งทาง เพื่อพบกับสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่จริง แล้วพิจารณาสิ่งนั้นด้วยใจเป็นกลาง โดยไม่พึงมองข้ามความสำคัญของเวลาอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของผู้พบและสิ่งที่ถูกพบในแต่ละขณะด้วย  แนวคิดนี้ซาร์ต (Jean-Paul Satre, 1905-1980 ) ได้รับไปแล้วเผยแพร่เป็นลัทธิอัตถิภาวะนิยม  (กีรติ บุญเจือ, 2552)

ปรัชญาสกุลความคิดไฮเดกเกอร์

ปรัชญาสำคัญของไฮเดกเกอร์ที่สำคัญก็คือความคิดที่ว่ามนุษย์สามารถเป็นอะไรก็ได้ แต่ไม่เหมือนวัตถุหรือสัตว์ที่เป็นอย่างนั้นอยู่ตลอด เป็นอยู่อย่างถาวร (Heidegger, 1946, p.247) เพราะฉะนั้นปรัชญาควรมองภาวะของมนุษย์ไม่ใช่สารัตถะของมนุษย์อีกต่อไป แต่มนุษย์เป็นมนุษย์ตรงที่มีภาวะปลายเปิดต่อการตีความเฉพาะที่หลากหลาย ไฮเดกเกอร์ได้เสนอต่อไปว่า การเข้าใจมนุษย์ควรที่จะเข้าใจในฐานะดาไซน์ (Dasein : being) (Heidegger, 1978, p.41) นั้นคือภาวะมนุษย์ในสถานการณ์หนึ่งๆ  ได้แก่อัตถิภาวะที่มีความมีอยู่ในสถานการณ์ขณะปัจจุบันแต่ละขณะ  ดาไซน์มีความสามารถเข้าใจ การเข้าใจทุกครั้งย่อมเข้าใจในบริบทจึงผูกพันอยู่กับเวลา (Temporality)   และเวลาของแต่ละคนคือครอบฟ้า (Horizon) ของคนๆนั้นซึ่งแตกต่างกัน อดีตเป็นปัจจัยให้เป็นอยู่ในปัจจุบัน และการมุ่งมองไปสู่อนาคต ก็ได้ทำให้ต้องจัดสรรปัจจุบันให้บรรลุเป้าหมายในอนาคตที่มุ่งหาไว้   มนุษย์ต้องยอมรับว่าดาไซน์อยู่ในโลก (being-in-the-world) และการที่เราอยู่ในโลกแสดงถึงการที่เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่น (being-with-others) นั่นคือมนุษย์ต้องอยู่ในโลกแบบที่มีวัตถุรายล้อม และวัตถุเหล่านี้เป็นวัตถุที่พร้อมใช้ ไม่ใช่วัตถุที่ปรากฏต่อหน้าเราเฉยๆ สิ่งสำคัญสำหรับไฮเดกเกอร์คือ ความสัมพันธ์เชิงบริบทที่เรามีต่อโลกที่ห้อมล้อมเราอยู่ (subject-object relation)  (Heidegger, 1935, p.27)

ปรัชญาเทคโนโลยีของไฮเดกเกอร์

ไฮเดกเกอร์มีทรรศนะว่าสังคมยุคใหม่เกิดขึ้นมาจากการพัฒนาการด้านเทคโนโลยี และปรัชญาสุญนิยม ( nihilism)  เทคโนโลยีคือการเปลี่ยนธรรมชาติให้กลายเป็นทรัพยากร โดยมีปัจจัยสำคัญคือความรู้วิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการควบคุมธรรมชาติ ปรัชญาสุญนิยมได้ถอดสิ่งมีอยู่ (being) ออกไปจากความคิดแล้วเอาความว่างเปล่ามาแทนที่ นั่นคือ ไม่สนใจในพระเจ้าหรือชีวิตในโลกหน้าเพื่อให้เกิดคุณค่าที่เป็นกลางและสอดคล้องกับมนุษย์ยุคใหม่ และสามารถสร้างความสงบสุขในโลกได้ ไฮเดกเกอร์ปฏิเสธความเป็นกลางของเทคโนโลยี ดังจะเห็นได้จากหนังสือ The Question Concerning Technology ที่ตีพิมพ์ในปี 1954 ไฮเดกเดอร์กล่าวว่าความสัมพันธ์ที่เป็นพื้นฐานระหว่างมนุษย์กับโลกหรือสภาพแวดล้อมในประสบการณ์ของมนุษย์นั้น ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงมโนทรรศน์ (conceptual relation) แต่เป็นความสัมพันธ์ในทางปฏิบัติ (practical relation) ของการกระทำซึ่งปรากฏให้เห็นได้ในชีวิตประจำวัน เทคโนโลยีมีลักษณะสำคัญบางประการอยู่ในตัวมันเอง นั่นคือสะท้อนความหมายของสิ่งต่างๆ รวมถึงการปฏิบัติทางสังคม เทคโนโลยีสมัยใหม่จะทำให้เกิดการจัดระเบียบ (ordering) ที่จะทำให้สิ่งต่างๆ (มนุษย์ ธรรมชาติ วัตถุ) ดำรงอยู่เพื่อการจัดระเบียบต่อๆไปอีก นั่นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสิ่งอื่นกลายเป็นความสัมพันธ์บริสุทธิ์ (pure relation) และทั้งตัวเราและสิ่งอื่นก็กลายเป็นสิ่งพร้อมใช้ (standing-reserve)

ไฮเดกเกอร์มองผ่านวิธีปรากฏการณ์วิทยาแล้วอธิบายว่า ตัววัตถุอาจจะกลายเป็นผู้กระทำ และตัวเราอาจกลายเป็นวัตถุที่ถูกกระทำได้เช่นกัน นั่นคือมนุษย์ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น ไฮเดกเกอร์ปฏิเสธความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีเป็นกลาง ผลลัพธ์ที่เกิดนั้นเนื่องจากตัวมนุษย์เอง เทคโนโลยีไม่ได้ถูกหรือผิดอะไรด้วย แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเทคโนโลยีควบคุมและหลอกลวงมนุษย์ให้หลงอยู่กับความสุขสบายของฝ่ายนิยัตินิยมทางเทคโนโลยี (technological determinism)  ไฮเดกเกอร์เพียงแต่มองว่ามนุษย์ไม่สามารถควบคุมเทคโนโลยีได้  (Angtein and Wolff, 1966, p.202) และในทุกที่นั้นมนุษย์รู้สึกไม่เป็นอิสระ คล้ายถูกผูกมัดไว้กับเทคโนโลยี ซึ่งมนุษย์ได้แสดงออกด้วยการไม่ยอมรับหรือด้วยการปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าตนเองถูกผูกมัดอยู่กับเทคโนโลยี (Heidegger, 1977, p.4) ไฮเดกเกอร์ชี้ว่าสิ่งที่มนุษย์ผิดพลาดอย่างร้ายแรงก็คือการคิดคำนึงว่าเทคโนโลยีเป็นกลาง  วลีเด็ดของไฮเดกเกอร์ที่ได้รับการเขียนถึงก็คือวิทยาศาสตร์ไม่ต้องคิด- Science does not think – (Heidegger, 1976, p.8) วลีนี้ตีกรอบว่าอะไรก็ตามที่เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งก็รวมถึงเทคโนโลยีด้วยนั้น มนุษย์ได้ให้ความหมายไว้ว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เกิดจากความรู้ซึ่ง จะพิจารณาเฉพาะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น (fact) โดยไม่คิดเกินกว่านั้น ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์มองเพียงแต่ข้อเท็จจริงของมัน หากรับรู้เช่นไรก็คิดเพียงเท่าที่ข้อเท็จจริงบอกไว้ แต่มนุษย์อยู่ในโลกนี้โดยมีความสัมพันธ์กับคนอื่นหรือสิ่งอื่นโดยมุ่งหวังสุนทรียภาพ คือความดีและความงาม ดังนั้นในการใช้เทคโนโลยีนั้นมนุษย์ก็มุ่งหวังความดี ความงามและความสุข แต่เทคโนโลยีคิดเกินเข้าไปในขอบข่ายนั้นไม่ได้ มนุษย์ส่วนใหญ่จึงมีทรรศนะว่าเทคโนโลยีเป็นกลางเพราะเป็นเพียงเครื่องมือ คือเป็นวัตถุตรงหน้า เป็นวัตถุเฉยๆ ซึ่งเป็นทรรศนะที่ผิดพลาด เพราะแท้จริงแล้วมนุษย์มีการแสดงออกต่อเทคโนโลยีในความสัมพันธ์บริสุทธิ์

ความคิดของไฮเดกเกอร์จึงมองเห็นว่าสารัตถะของเทคโนโลยีก็คือการปิดล้อม (enframing) (Heidegger, 1977, p.20) สิ่งต่างๆเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่มากขึ้น และเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพนี้ก็เพียงเพื่อการมีประสิทธิภาพที่มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก  เทคโนโลยีจะทำอันตรายต่อสารัตถะความเป็นมนุษย์ คือลดทอนมนุษย์ให้กลายเป็นเพียงทรัพยากรพร้อมใช้ที่กำหนดให้มนุษย์มองสิ่งทั้งหลายแม้กระทั่งการดำรงอยู่ (existence) ของมนุษย์เองเป็นทรัพยากรที่จะถูกจัดการโดยเทคโนโลยี (Heidegger,1977, p. 18-19) นั่นคือมนุษย์วิ่งไล่ตามการพัฒนาและความเจริญต่างๆ เพียงเพื่อตัวความเจริญเองและกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ไม่มีผู้ใดกำกับ หากแต่ระบบนี้ได้ขับเคลื่อนการดำรงอยู่ของสิ่งต่างๆ รวมถึงตัวมนุษย์เองด้วย

จากแนวคิดของไฮเดกเกอร์นี้จะเห็นภาพร่างสำคัญที่ออนไลน์มีความสัมพันธ์กับมนุษย์ในลักษณะของ  being-in-the-world โดยออนไลน์ได้กลายมาเป็น world ที่มนุษย์ได้อยู่ภายในมัน เมื่อพิจารณาเช่นนี้มนุษย์ในฐานะดาไซน์จึงมีความเข้าใจต่อออนไลน์และสร้างความสัมพันธ์บริสุทธิ์กับออนไลน์ขึ้น อย่างไรก็ตามได้มีนักคิดหลายท่านที่มองว่าไม่ควรพิจารณาขยายความไฮเดกเกอร์มาpงเรื่องเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เพราะว่าอย่างของเทคโนโลยี ที่ไฮเดกเกอร์เคยพูดถึงไว้ในบทวิพากษ์ของเขาเมื่อปี ค.ศ.1954 นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิต เช่น เทคโนโลยีเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำที่นำมาเปรียบเทียบกับกังหันลม แน่นอนว่าการผลิตที่เปลี่ยนไปย่อมส่งผลต่อรูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์ แต่เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไม่ใช่เทคโนโลยีการผลติ และแม้ว่าไฮเดกเกอร์จะทันยุคโทรทัศน์ แต่เชื่อว่าคงไม่เคยได้รับรู้ถึงผลกระทบของมัน

จุดสังเกตนี้น่าสนใจ อย่างไรก็ตามผู้เขียนเห็นว่า “ออนไลน์” เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการสร้างความเป็นจริงเสมือน (virtual  reality)                เพื่อแทนสภาพแวดล้อมที่มนุษย์มีประสบการณ์จากโลกกายภาพมาสู่แบบจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ในโลกไซเบอร์สเปซ (cyberspace) อภิปรัชญาย่อมควรที่จะเข้ามาศึกษาความเป็นจริง (reality) จากความเป็นจริงเสมือน (virtual  reality)  และจะทำให้มนุษย์ได้มีโอกาสรับรู้การเปลี่ยนแปลงของโลกในรูปแบบใหม่อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อการรับรู้ตนเองของมนุษย์ในแง่มุมที่ต่างออกไปอีกด้วย จุดนี้เองปรัชญาของไฮเดกเกอร์จึงน่าสนใจอย่างยิ่งที่จะประยุกต์ใช้กับประเด็นออนไลน์

มนุษย์ในฐานะดาไซน์ได้แสดงการเข้าใจต่อสิ่งแวดล้อม มนุษย์อยู่ในโลกนี้โดยอยู่ร่วมกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นเกิดเป็นสังคมที่พบปะพูดคุยกัน คนรุ่นใหม่ต้องการอยู่เป็นสังคม  หากแต่มีความต้องการหนึ่งที่ได้เกิดขึ้นและกระจายตัวอย่างกว้างขวางในช่วงศตวรรษใหม่นี้ คือการเปิดกว้างของสังคมต่อความแตกต่างหลากหลาย สังคมออนไลน์ทำให้คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่รู้ภูมิหลังความเป็นมา หรือแม้แต่อาศัยอยู่ในสถานที่แห่งหนตำบลใดในโลกใบนี้ก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าจริงหรือไม่เป็นเรื่องไม่สำคัญ การยอมรับตัวตนของอีกฝ่ายโดยไม่มีกรอบจำกัดใดๆ นำไปสู่การนำเสนอตัวตนที่ไม่ใช่ตัวตนแท้จริง ตัวตนที่ต่างออกไปเพื่อให้ได้พบกันสังคมใหม่ๆ ที่ไม่ใช่สังคมที่ตนเองต้องใช้ชีวิตอยู่จริงๆ  ออนไลน์จึงนำเสนอสังคมเสมือนจริงที่ไม่จำเป็นต้องแสดงตัวตนจริงเพื่อตอบต่อความต้องการนี้ ผู้ออนไลน์จะสร้างร่างอวตาร (avatar) เพื่อเป็นตัวตนในโลกออนไลน์ หากแต่รสนิยมล่าสุดของคนรุ่นใหม่ก็ได้เปลี่ยนไปเสียแล้วเป็นการพยายามนำเสนอตัวเองที่เกินจริงยิ่งกว่าเพื่อให้คนอื่นมาแสดงความชื่นชอบหรือแสดงความคิดเห็น

ความต้องการอีกอย่างหนึ่งที่โลกจริงไม่สามารถให้ได้ แต่โลกเสมือนจริงให้ได้ก็คือ การเปิดช่องทางให้ทั้งหมดพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ ได้โดยอิสระ เมื่อเรามีเพื่อนที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันจริงๆ จะพูดคุยอะไรก็ไม่ต้องระวัง หรือรักษาธรรมเนียม หรือต้องใช้ภาษาที่สุภาพอย่างเป็นทางการและขณะเดียวกันก็ต้องการที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองในโลกเสมือนที่ไม่มีขอบเขตกางกั้นใดๆ  จึงเปิดช่องให้คำแสลงใหม่ๆ เกิดขึ้น กลายเป็นความน่าสนใจ เป็นแฟชั่น คนรุ่นใหม่จึงติดใจอยู่กับสังคมออนไลน์นี้ และพร้อมจะสนใจใคร่รู้ในเรื่องคนอื่น จนถึงขั้น “เสือก” เข้าไปแสดงความคิดเห็น แนะนำ ชม หรือด่า ในเรื่องที่ตนเองคิดเห็นทั้งที่เจ้าของเรื่องอาจไม่ได้ต้องการเสียด้วยซ้ำ ซึ่งในโลกกายภาพนั้นจะดูธรรมเนียมทางสังคมชี้นำว่าการ “เสือก” เรื่องของคนอื่นนั้นไม่ได้เป็นสิ่ง “ดี” เพราะการกระทำเช่นนี้เป็นกิจกรรมที่ไม่ได้มีความจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนๆ นั้นแต่อย่างใด หากแต่เป็นความ “เสือก”ของคนรุ่นใหม่ผ่านโลกออนไลน์นี้เกิดขึ้นได้ทั่วไป โดยที่ไม่มีการใครในสังคมมาควบคุมได้  (Angtein and Wolff, 1966, p.204) เมื่อได้เสือกเข้าไปแล้วหลายคนก็จะทำตัวเป็นผู้รู้ ผู้วิพากษ์เพื่อให้คนอื่นเข้ามาร่วมแสดงทรรศนะ หากมีความคิดทำนองเดียวกันก็จะยกยอต่อเติมกันไป หากมีความคิดตรงข้ามคนละฝ่ายก็จะมีการกลุ้มรุมเขียนข้อความด่าทอหยาบคายเพื่อให้สะใจตนเอง เป็นความสมใจของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะแสดงออกได้เกินขอบเขตปกติ ทำให้คนที่อยู่บนโลกออนไลน์นานๆก็จะคุยกับคนในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ค่อยรู้เรื่อง และเกิดเป็นปัญหาสังคมดังที่ได้ยกไว้ ซึ่งเมื่อพิจารณาเช่นนี้ ดาไซน์ของคนรุ่นใหม่จึงเป็นความต้องการแสดงตัวตนที่ไม่ใช่ตัวเองออกสู่สังคมเพื่อที่จะได้รับการยอมรับมากกว่าที่ตนเองได้รับในสังคมจริง

นับวันคนที่เล่นอินเตอร์เน็ตและสังคมออนไลน์จะยิ่งมีอายุน้อยลงไปทุกที  อีกทั้งผู้ที่ประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์ก็ได้รับการขานรับในโลกของความเป็นจริง ดังเช่น ดารานักแสดง นักเขียนที่ได้เผยตัวขึ้นจำนวนมากในช่วงระยะเวลาสั้นๆนี้ นักธุรกิจไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน การค้าก็ทำได้ผ่านอินเตอร์เนต มีหน้าเพจในสังคมออนไลน์ได้ก็ยิ่งดี ผู้ที่ต้องการให้คนรุ่นใหม่รู้จักและติดตามผลงานก็จะต้องมีการออนไลน์ด้วย ผู้ที่ฉวยโอกาสอย่างดีอีกกลุ่มหนึ่งก็คือเหล่านักปกครองและนักการเมืองต่างก็ใช้สังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือเพื่อแสดงตัวตนและสร้างกระแสความนิยมให้แก่ตัวเอง คนรุ่นใหม่อีกกลุ่มพยายามประหยัดให้แก่ตัวเองด้วยการดาวน์โหลดภาพยนตร์ดังๆหลายเรื่องที่สามารถค้นหามาดูได้ก่อนที่จะเข้าโรงภาพยนตร์เสียอีก   ละครชุดที่ออกอากาศก็สามารถเรียกดูผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วแทบจะตอนต่อตอน มิหนำซ้ำความคิดเห็นหรือคำติชมก็ออกมาเป็นล้านๆความคิดเห็นแทบจะในทันทีเพื่อที่จะได้มีคนมาแสดงความเห็นต่อๆกันไป   อะไรๆก็ดูจะต้องออนไลน์ไปเสียทั้งหมด ใครไม่ออนไลน์ก็ล้าสมัย หลงยุคไปเสียแล้ว ดังนั้นเราจึงเห็นคนวัยกลางคนรวมไปถึงผู้สูงอายุเริ่มเล่นสังคมออนไลน์กันบ้างแล้ว ไม่อยากตกยุค ทั้งยังมีข้อดีเพิ่มขึ้นเมื่อมีข้อมูลวิจัยบางชิ้นชี้นำว่าการเล่นสังคมออนไลน์จะช่วยชะลอภาวะโรคความจำเสื่อมได้  สังคมออนไลน์ได้พยายามแสดงตนว่าเป็นประโยชน์ในสายตาของผู้ชื่นชอบสังคมเทคโนโลยีที่ล้ำหน้านี้และมนุษย์ก็ยกคุณค่าให้กับอินเตอร์เน็ตและออนไลน์ไปแล้วนั่นเอง เมื่อออนไลน์ทรงคุณค่าเสียเช่นนี้ มนุษย์จึงเชื่อถือข้อมูลที่อยู่ในโลกออนไลน์ โดยไม่ไตร่ตรองสืบสวนแหล่งที่มา มนุษย์นั้น  “เสือกเชื่อข้อมูลในโลกออนไลน์” ไปอย่างไม่รู้ตัว

สรุป

คนรุ่นใหม่ได้เปลี่ยนกระบวนทรรศน์ไปแล้ว และได้แสดงออกด้วยการประชดสังคมในรูปแบบต่างๆและนำไปสู่ปัญหาทางสังคม (Huntington, 1996, p.318) ปัญหาทางสังคมจึงได้เปิดตัวออกมา เพราะมนุษย์ในฐานะ being-in-the-world ได้ปรับตัวเป็น being-in-the-virtual-world ไปเสียแล้ว เขาจึงไม่ได้เป็นคนของโลกแท้จริงอีก

ไฮเดกเกอร์มองเห็นว่าความเป็นจริงอย่างหนึ่งคือมนุษยชาติใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อที่จะบังคับใช้อำนาจของความรู้ ในทางที่เห็นได้ว่าเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติเอง แต่ก็เป็นหนทางแห่งหายนะใหญ่หลวงด้วยเช่นกัน ไฮเดกเกอร์ชี้ว่าเทคโนโลยีนั้นเป็นสิ่งพร้อมใช้ที่จะใช้ทำอะไรก็ได้ และมนุษย์ได้แสดงออกต่อเทคโนโลยีที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วยเสมอ

แต่มนุษย์กลับเลือกที่จะเชื่อว่าออนไลน์นั้นเป็นกลางและผลักดันให้มันก้าวหน้าต่อไปอย่างมืดบอด ทั้งๆ ที่มนุษย์ไม่เคยแสดงความเป็นกลางกับเทคโนโลยีออกมาเลย  คนที่มองปัญหาทางสังคมจากภาวะที่คนรุ่นใหม่หลงติดในโลกออนไลน์ต่างก็ไม่เข้าใจจิตใจที่ชอบสนใจสิ่งภายนอกของคนรุ่นใหม่

เอกสารอ้างอิง

เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2561). ภูมิคุ้มกันเชิงสังคมในสังคมก้มหน้า. รมยสาร. 16(1): 25-40.

เอนก สุวรรณบัณฑิต, กีรติ บุญเจือ. (2558). สังคมบนฐานความรู้กับสันติภาพ. รมยสาร. 13(2): 149-159.

Heidegger, M. (1977). The question concerning technology and other essays. (Lovitt, W., Trans). New York: Harper & Row.

Heidegger, M. (1935). The origin of work of art in poetry, language, thought. (Hosstadter, A.,Trans).   New York: Harper-perennial.

Huntington, S.P. (1996). The clash of civilizations. London: Simon & Schuster.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018