instinct

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

วิจารณญาณ ถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องของ critical thinking การคิดวิเคราะห์ แต่เมื่อค้นลึกลงไปถึงวิธีคิดและผลของการคิด จะพบว่าวิจารณญาณไม่ใช่เป็นเพียงการคิดเชิงวิพากษ์เพื่อรื้อถอน หรือวิจารณ์เพื่อแสดงข้อดีข้อเสียเท่านั้น แต่มีขั้นตอนในการแสดงการคิด ซึ่งต้นทางสำคัญคือ Vienna Circle ได้เสนอเป็น critical mind ได้แก่ analysis, appreciation, application หรือ 3A

ศ.กีรติ บุญเจือ บัญญัติ 3A เป็น 3วิ คือ วิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน

วิที่ 1 คือ วิเคราะห์ เพื่อแยกแยะประเด็นต่างๆให้ชัดเจนนั้น โสคราติสนักปราชญ์กรีกเสนอชุดของคำถามเรียกว่าวิธีโสคราตีส (Socratic method) สำหรับการประเมินข้อความ ข้อถกเถียง เนื้อหา ด้วยคำถามปลายเปิด เช่น

สิ่งนี้มีความหมายว่าอย่างไร
ข้อสรุปได้มาอย่างไร
เชื่อได้อย่างไรว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
แหล่งข้อมูลที่ใช้มาจากใหน
ถ้าผิดจะเกิดอะไรขึ้น
แหล่งหรือบุคคลอ้างอิงที่เห็นแย้งพร้อมกับคำอธิบาย
ทำไมประเด็นนี้จึงมีความสำคัญ
จะรู้ได้อย่างไรว่าคน ๆ นั้นพูดความจริง
คำอธิบายที่เป็นทางเลือกอื่นสำหรับประเด็นนี้มีอะไรบ้าง

วิที่ 2 คือ วิจักษ์ เพื่อประเมินคุณค่าของแต่ละประเด็นที่ได้วิเคราะห์ไว้ และแสดงคุณค่านั้นออกมา ซึ่งคุณค่านี้จะมองเป็นคุณค่าที่มีต่อตนเองหรือผู้อื่นก็ได้

คุณค่าเปรียบเสมือนทับหลังของปราสาทโบราณ (sublime) ซึ่งสวยงามสูงส่ง แต่ทับหลังจะสวยได้ ปราสาทนั้นต้องมั่นคง คุณค่าจึงต้องมองผ่านกรอบคิด 5 เสา 2 ฐาน คือ ฐานนิยามและประวัติศาสตร์ เสาปรัชญา จิตวิทยา วิทยาศาสตร์ สังคมวิทยา และศาสนา ซึ่งต้องมองผ่านวิที่ 1 คือ วิเคราะห์อีกด้วย

การประเมินคุณค่าแสดงออกเป็น 2 ด้านคือ
1. คุณค่าในเชิงจริยศาสตร์ ประเมินเป็นความถูก-ผิด ความดี-ไม่ดี ความสุข-ทุกข์ ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่เกณฑ์คุณค่าของลัทธิ ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรมและศาสนาต่างๆ
2. คุณค่าในเชิงสุนทรียศาสตร์ ประเมินเป็นกระแสความชอบ ความชื่นชอบ ที่มีอยู่ในสังคมมนุษย์

วิที่ 3 คือ วิธาน เพื่อนำข้อวิเคราะห์ที่มีคุณค่ามาประยุกต์ใช้ในแนวทางที่ดี

ดีอย่างไร ก็ดีอย่างสากล เกณฑ์ดีอย่างสากล พิจารณาตามแนวคิดของอริสโตเติล ได้แก่
1. กระทำด้วยความรอบคอบ รอบรู้ เป็นปัญญาปฏิบัติ
2. กระทำด้วยความเข้มแข็ง มุ่งมั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
3. กระทำด้วยความพอเพียง ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป พอเหมาะพอสม
4. กระทำด้วยใจที่คำนึงถึงผู้อื่น แบ่งให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ปันให้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ทุกๆ คนได้ประโยชน์ร่วมกัน และนำไปสู่ความสุข

การประยุกต์ใช้จึงไม่ได้มองเพียงแค่ประสิทธิภาพคือทำซ้ำได้ แต่มองประสิทธิผล คือ ผลที่เกิดขึ้นสุดท้าย และการกระทำนั้นจะต้องมีพลังที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งเรียกว่า พลังแห่งยุค ได้แก่
1. พลังแห่งการสร้างสรรค์ หากหยุดนิ่งเท่ากับถอยหลัง ดังนั้นจะต้องสร้างสรรค์เพื่อมุ่งไปข้างหน้า
2. พลังแห่งการปรับตัว ทุกการสร้างสรรค์ย่อมมีการรื้อทำลายบางอย่างลง ต้องจำกัดความเสียหาย และเปิดให้แต่ละฝ่ายได้ปรับตัวกันก่อน
3. พลังแห่งการร่วมมือ เมื่อแต่ละฝ่ายปรับตัวแล้ว ก็แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง กระทำการในส่วนที่เห็นพ้องต้องกันไปได้ก่อน
4. พลังแห่งการแสวงหา เมื่อร่วมมือกันไประยะหนึ่ง ก็จะเกิดการชะลอเพื่อปรับระดับคุณภาพของผลที่เกิดขึ้น หากพอใจก็จะมีคุณภาพในระดับนั้น แต่การแสวงหาจะทำให้มีส่วนหนึ่งที่ยังคงขยับไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

ทั้งนี้พลังทั้ง 4 นี้จะหนุนเนื่องต่อกันไปไม่จบสิ้น แต่ในทุกขั้นของการกระทำก็จะต้องประเมินตามเกณฑ์ของอริสโตเติล เพื่อให้การกระทำล้วนเป็นความประพฤติดี เป็นคุณธรรม เป็นจริยธรรม ไปในขณะเดียวกัน

 

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018