newton

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

การบูรณาการ (integration) มาจากคำว่า integrity ซึ่งมีความหมายว่า ครบถ้วน ดีพร้อม เต็มหนึ่ง ไม่ขาด เมื่อตีความจากรากคำแล้ว ย่อมมองได้ว่า การบูรณาการมิใช้การบูรณะคือ การซ่อมแซม หรือ การทำให้ดีขึ้นใหม่ แต่เป็นการทำให้ดีพร้อมอย่างครบถ้วน กระบวนการบูรณาการจึงไม่ใช่เพียงการทำไปอย่างลองผิดลองถูก

ในการบูรณาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นจะเกิดขึ้นเหมือนหรือแตกต่างกันในที่ต่างๆ ย่อมเกิดจากกระบวนการในการบูรณาการนั้น ลองพิจารณาบันได 3 ขั้นนี้แล้ว อาจทำให้ได้จุดหมุนที่สำคัญในการบูรณาการสิ่งต่างๆ

1.  Fusion  then identification  การประสานสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน มองในภาพเดียว จากนั้นจึงค่อยจำแนกแยกออกให้มีความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองอย่างเด่นชัด

2. Differentiation, then transcendence การสร้างแนวคิดต่อเนื่อง อนุพันธ์ให้มีความแตกต่าง และมองหาทางที่จะข้ามช่องว่างของความต่างเหล่านั้นต่อไป

3. Integration, then conclusion ทำการบูรณาการ หลอมรวมสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นความคิด ความรู้ต่างๆ เพื่อมุ่งสู่จุดหมายปลายทาง

ทั้งนี้ กีรติ บุญเจือ (2558) มองว่า การบูรณาการจะเกิดได้ต้องกระทำผ่านสหวิทยาการ ซึ่งมี 3 รูปแบบ ได้แก่

Multidisciplinary approach เป็นการนำศาสตร์หลายแขนงและก็เอาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมานำเสนอศาสตร์ของตน ผู้ที่จะปฏิบัติต้องเรียนรู้เป็นเป็นความรู้รอบตัว เกิดการบูรณาการเป็น ขนมชั้น คือแต่ละชั้นแต่ละชั้นจะแยกกัน เพียงแต่ว่าคนที่กินนั้นก็กินขนมชั้นแล้วก็มันก็ไปผสมกันเองในกระเพาะ

Trans-disciplinary approach เป็นการนำศาสตร์ที่เชื่อว่าจำเป็นมาเรียนรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและจับคู่กันใช้งานเหมือนกับ ปาท่องโก๋ มีตัวเชื่อม ผู้ปฏิบัติต้องเลือก/ค้นหาตัวเชื่อมนี้ว่าจะให้ศาสตร์ใดเป็นหลัก ศาสตร์ใดเป็นส่วนที่จะเสริมกัน

Interdisciplinary approach  เป็นการนำศาสตร์ต่างๆ มาผสมกันเหมือน กระยาสารท ต้องใส่หลายอย่าง แต่ละอย่างแม้เป็นกระยาสารทแล้วก็ยังคงลักษณะของมันอยู่ เพียงแต่มี น้ำตาล เข้าไปเข้าไปประสานทั้งหมดไว้  ซึ่งน้ำตาลก็คือ “เป้าหมายของชีวิต” ที่มันทำให้องค์ประกอบต่างๆ มาประสานกันก็คือ เป้าหมายของการพัฒนา

การบูรณาการจำเป็นต้องใช้ศาสตร์หลายแขนงเท่าที่จำเป็น ต้องการผู้รู้มาช่วยกันนำเสนอส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการพัฒนา ดังนั้น การใช้สหวิทยาแบบ interdisciplinary approach จะทำให้ทุกฝ่ายเชื่อมโยงกันบนเป้าหมายเดียวกัน และนำไปสู่การปฏิบัติที่ไปในทิศทางเดียวกันได้ เมื่อทิศและแรงไปในทางเดียวกัน กฎฟิสิกส์ก็ย่อมทำให้วัตถุนั้นมุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็จนกว่าวัตถุนั้นจะหมดแรง หรือ มีสิ่งอื่นมาขวางกั้นเป็นอุปสรรค การพัฒนาจึงย่อมที่จะอธิบายผ่านความเป็นจริงวิทยาศาสตร์ได้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018